ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน การค้นหาหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีความสามารถในการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ และยังมีราคาที่น่าสนใจ จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนที่ยั่งยืน
รวมหุ้น SET50 ปันผลดี โอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่า 2.5% ต่อปี ราคาซื้อขายไม่แพง

ล่าสุด ฝ่ายวิจัยของ หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KSecurities) ได้ทำการคัดเลือก 10 หุ้นในดัชนี SET50 ที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ โดยใช้เกณฑ์สำคัญ 2 ข้อ คือ การให้คำแนะนำ “Outperform” (มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด) และเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจาก เงินปันผล (Dividend Yield) ในปี 2568 สูงกว่า 2.5% ต่อปี ขณะเดียวกัน ราคาซื้อขายในปัจจุบันยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (Trading below Mean 5 Years) ซึ่งสะท้อนถึงราคาที่ยังไม่แพงและมีโอกาสในการเติบโตในอนาคต การวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของหุ้นเหล่านี้ในการเป็นทางเลือกที่มั่นคงสำหรับนักลงทุนที่มองหาความสมดุลระหว่างผลตอบแทนเงินปันผลและการเติบโตของราคาหุ้น
10 อันดับ หุ้น SET50 ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 2.5% ต่อปี
| อันดับ | ชื่อย่อหุ้น | ราคาเป้าหมาย (TP) (บาท) | ประมาณการผลตอบแทนปันผล ปี 2568 (% Yield 25E) | ส่วนต่างกับค่าเฉลี่ย 5 ปี (S.D. (12M FWD PE 5Y)) |
| 1 | TTB | 2.15 | 7.2 | -0.31 |
| 2 | TCAP | 61.1 | 6.4 | -0.35 |
| 3 | PTT | 34.1 | 6.3 | -0.06 |
| 4 | CPF | 29.9 | 6.2 | -0.51 |
| 5 | EGCO | 125 | 5.6 | -0.68 |
| 6 | WHA | 3.8 | 5.4 | -1.64 |
| 7 | TOP | 39.5 | 5.2 | -1.81 |
| 8 | HMPRO | 8.1 | 4.8 | -1.52 |
| 9 | TLI | 13.8 | 4.8 | -0.78 |
| 10 | ADVANC | 331.32 | 4.7 | -0.16 |
โดยจากตาราง หลักทรัพย์กสิกรไทย (KSecurities) ได้ทำการคัดเลือกและนำเสนอ 10 หุ้นเด่นในดัชนี SET50 ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ หุ้นเหล่านี้มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงกว่า 2.5% ต่อปี และยังมีราคาซื้อขายที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม
กลุ่มการเงิน
- TTB (ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน))
- ราคาเป้าหมาย (TP) : 2.15 บาท (คำแนะนำ “ซื้อ”)
- ประมาณการผลตอบแทนปันผล (% Yield 25E) : 7.2%
- ส่วนต่างราคา/มูลค่าเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี (S.D.) : -0.31
TTB ขึ้นแท่นอันดับ 1 ด้วยผลตอบแทนปันผลที่คาดการณ์ไว้สูงสุดถึง 7.2% ซึ่งเป็นจุดดึงดูดสำคัญ การที่ค่า S.D. อยู่ในแดนลบ (-0.31) บ่งชี้ว่าราคาในปัจจุบันยังคงน่าสนใจเมื่อเทียบกับมูลค่าเฉลี่ยในอดีต
- TCAP (บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน))
- ราคาเป้าหมาย (TP) : 61.10 บาท (คำแนะนำ “ซื้อ”)
- ประมาณการผลตอบแทนปันผล (% Yield 25E) : 6.4%
- ส่วนต่างราคา/มูลค่าเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี (S.D.) : -0.35
TCAP ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนในกลุ่มธุรกิจการเงิน (รวมถึง TTB) ยังคงแสดงศักยภาพการจ่ายปันผลที่สูงถึง 6.4% การที่ค่า S.D. ติดลบ (-0.35) และการให้คำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 61.10 บาท สะท้อนมุมมองเชิงบวกว่าบริษัทยังมีแนวโน้มการเติบโตที่สดใสจากธุรกิจที่ถือครอง และเป็น “จุดพักพิง” ที่ดีสำหรับนักลงทุนในช่วงตลาดผันผวน
กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค
- PTT (บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน))
- ราคาเป้าหมาย (TP) : 34.10 บาท (คำแนะนำ “ซื้อ”)
- ประมาณการผลตอบแทนปันผล (% Yield 25E) : 6.3%
- ส่วนต่างราคา/มูลค่าเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี (S.D.) : -0.06
PTT ยังคงเป็นผู้นำด้านพลังงานและจ่ายปันผลในอัตราที่น่าดึงดูดที่ 6.3% แม้ค่า S.D. จะใกล้ศูนย์ (-0.06) แต่คำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 34.10 บาท สะท้อนความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของธุรกิจและบทบาทสำคัญในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของประเทศ
- EGCO (บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน))
- ราคาเป้าหมาย (TP): 125.00 บาท (คำแนะนำ “ซื้อ”)
- ประมาณการผลตอบแทนปันผล (% Yield 25E) : 5.6%
- ส่วนต่างราคา/มูลค่าเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี (S.D.) : -0.68
EGCO เป็นหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ให้ปันผลในระดับสูงถึง 5.6% และมีค่า S.D. ที่ติดลบค่อนข้างมาก (-0.68) ชี้ให้เห็นว่าราคาหุ้นยังคงซื้อขายในระดับที่ถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต การเติบโตของกำไรมักถูกหนุนจากโครงการใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ยังคงเป็นหุ้นที่มั่นคงสำหรับการลงทุนระยะยาว
- TOP (บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน))
- ราคาเป้าหมาย (TP) : 39.50 บาท (คำแนะนำ “ซื้อ”)
- ประมาณการผลตอบแทนปันผล (% Yield 25E): 5.2%
- ส่วนต่างราคา/มูลค่าเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี (S.D.) : -1.81
TOP เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีความน่าสนใจด้านมูลค่ามากที่สุด โดยมีค่า S.D. ติดลบสูงถึง -1.81 แสดงว่า ราคาในปัจจุบันถูกกว่าค่าเฉลี่ย P/E ย้อนหลังถึง 5 ปีอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะเป็นหุ้นที่อ่อนไหวต่อค่าการกลั่น แต่การที่ KSecurities คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 39.50 บาท และมีการดำเนินกลยุทธ์ทางการเงินเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง (เช่น การแปลงสินทรัพย์เป็นเงิน) ทำให้สถานะทางการเงินและแนวโน้มการฟื้นตัวของค่าการกลั่นเป็นปัจจัยบวกสำคัญ
กลุ่มอุตสาหกรรมและค้าปลีก
- CPF (บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน))
- ราคาเป้าหมาย (TP) : 29.90 บาท (คำแนะนำ “ซื้อ”)
- ประมาณการผลตอบแทนปันผล (% Yield 25E) : 6.2%
- ส่วนต่างราคา/มูลค่าเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี (S.D.) : -0.51
CPF มีแนวโน้มการจ่ายปันผลที่ดีที่ 6.2% และราคาหุ้นยังคงมีส่วนลดเมื่อเทียบกับอดีต (-0.51 S.D.) ซึ่งบทวิเคราะห์จาก KSecurities ที่ให้ราคาเป้าหมาย 29.90 บาท มักจะอิงกับการคาดการณ์การฟื้นตัวของธุรกิจอาหารสัตว์และเนื้อสัตว์ในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคาดการณ์การเติบโตของกำไรในปี 2568 ที่โดดเด่นหลังผ่านพ้นช่วงที่ต้นทุนสูง
- WHA (บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน))
- ราคาเป้าหมาย (TP) : 3.80 บาท (คำแนะนำ “ซื้อ”)
- ประมาณการผลตอบแทนปันผล (% Yield 25E): 5.4%
- ส่วนต่างราคา/มูลค่าเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี (S.D.) : -1.64
WHA มีผลตอบแทนปันผลที่ดีที่ 5.4% และมีค่า S.D. ติดลบสูงถึง -1.64 ซึ่งเป็นสัญญาณว่า ราคาหุ้นถูกมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการเติบโตของยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC
- HMPRO (บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน))
- ราคาเป้าหมาย (TP) : 8.10 บาท (คำแนะนำ “ซื้อ”)
- ประมาณการผลตอบแทนปันผล (% Yield 25E) : 4.8%
- ส่วนต่างราคา/มูลค่าเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี (S.D.) : -1.52
HMPRO เป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกสินค้าตกแต่งบ้านที่ให้ปันผล 4.8% และมีค่า S.D. ติดลบสูง (-1.52) ซึ่งหมายความว่าราคาปัจจุบันต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก การที่ KSecurities ให้ราคาเป้าหมายที่ 8.10 บาท สะท้อนความเชื่อมั่นในความสามารถในการทำกำไรที่สม่ำเสมอ และโอกาสการเติบโตจากการขยายสาขา รวมถึงกลยุทธ์การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
กลุ่มประกันและเทคโนโลยี
- TLI (บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน))
- ราคาเป้าหมาย (TP) : 13.80 บาท (คำแนะนำ “ซื้อ”)
- ประมาณการผลตอบแทนปันผล (% Yield 25E) : 4.8%
- ส่วนต่างราคา/มูลค่าเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี (S.D.) : -0.78
TLI เป็นหุ้นประกันที่มีศักยภาพปันผล 4.8% และยังมีราคาที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (-0.78 S.D.) นักวิเคราะห์ มองว่า TLI มีความสามารถในการสร้างมูลค่าสัญญาประกันภัยที่สูง (Value of New Business – VNB) และมีการบริหารจัดการต้นทุนประกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้น่าสนใจในฐานะหุ้นที่มีการเติบโตควบคู่ไปกับผลตอบแทนปันผลที่มั่นคง
- ADVANC (บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน))
- ราคาเป้าหมาย (TP) : 331.32 บาท (คำแนะนำ “ซื้อ”)
- ประมาณการผลตอบแทนปันผล (% Yield 25E) : 4.7%
- ส่วนต่างราคา/มูลค่าเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี (S.D.) : -0.16
ADVANC เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทย ที่ยังคงรักษาระดับผลตอบแทนปันผลที่น่าพอใจที่ 4.7% การที่ค่า S.D. ใกล้เคียงศูนย์ (-0.16) สะท้อนว่า ราคาค่อนข้างอยู่ในกรอบเฉลี่ยของตัวเอง คำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 331.32 บาท มักจะอิงกับความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตจากธุรกิจหลัก ทั้งมือถือ อินเทอร์เน็ตบ้าน (Fixed Broadband) และบริการดิจิทัลใหม่ๆ รวมถึง ผลประโยชน์จากการควบรวมธุรกิจในกลุ่ม
สรุปหุ้นเด่นที่น่าจับตามอง
จากตารางข้างต้น หุ้นที่โดดเด่นที่สุดในแง่ของผลตอบแทน เงินปันผล ที่คาดการณ์ไว้ คือ TTB (ธนาคารทหารไทยธนชาต) ด้วยผลตอบแทนสูงถึง 7.2% ขณะที่กลุ่มหุ้นพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น PTT และ EGCO ก็ยังคงรักษามาตรฐานด้านปันผลได้ดี โดยมีผลตอบแทนเกิน 5%
นอกจากผลตอบแทนที่สูงแล้ว ตัวเลข S.D. (12M FWD PE 5Y) ซึ่งเป็นค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า 12 เดือน (12M FWD P/E) เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี ก็เป็นอีกตัวชี้วัดความน่าสนใจ โดยค่าที่เป็นลบมากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงว่าราคาหุ้นในปัจจุบันมีความถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมากเท่านั้น
กลุ่มหุ้นที่มีค่า S.D. ติดลบในระดับที่สูงมาก เช่น TOP (-1.81), WHA (-1.64), และ HMPRO (-1.52) บ่งชี้ว่านักลงทุนมีโอกาสซื้อหุ้นเหล่านี้ในราคาที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทางสถิติในรอบ 5 ปี ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor)
มุมมองเชิงกลยุทธ์การลงทุนในหุ้น SET50 สร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดในภาวะความไม่แน่นอน

การที่ หลักทรัพย์กสิกรไทย ให้คำแนะนำในระดับ “Outperform” สำหรับหุ้นทั้ง 10 ตัวนี้ สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกอย่างมีเหตุผลต่อปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มความสามารถในการทำกำไรในอนาคตของบริษัทเหล่านี้ แม้ว่าสภาวะตลาดโดยรวมอาจเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค แต่หุ้นที่ถูกคัดเลือกมาจะมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับความผันผวนได้ดี สำหรับกลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นในครั้งนี้มีแกนหลักที่สำคัญสองประการ คือ
- การเน้นหุ้นที่มีผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง : หุ้นที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องมีอัตราผลตอบแทนปันผลที่คาดการณ์ไว้ (Dividend Yield 25E) มากกว่า 2.5% ต่อปี ซึ่งอัตราปันผลที่สูงเช่นนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือน “เบาะรองรับ” (Safety Cushion) ให้กับนักลงทุน เนื่องจากได้รับกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าราคาตลาดของหุ้นอาจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้นก็ตาม
- การประเมินมูลค่าที่น่าสนใจ : หุ้นเหล่านี้มีราคาซื้อขายที่ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (Trading below Mean 5 Years) โดยพิจารณาจากค่าส่วนต่างของ P/E ล่วงหน้า 12 เดือนเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (S.D. (12M FWD PE 5Y)) ที่อยู่ในแดนลบ ซึ่งบ่งชี้ว่า นักลงทุนมีโอกาสเข้าซื้อหุ้นที่มีคุณภาพดี ในราคาที่ถือว่ามีส่วนลดเมื่อเทียบกับมูลค่าเฉลี่ยในอดีต
บทบาทของ “หุ้นปันผล” ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)
ในสภาวะที่ตลาดขาดทิศทางที่ชัดเจนและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับทรงตัวหรือมีความผันผวน หุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูงและพื้นฐานแข็งแกร่งจะทำหน้าที่เป็น “ที่พักเงิน” หรือ Safe Haven ที่ดีสำหรับนักลงทุน เนื่องจากความสามารถในการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของราคาหุ้น (Capital Loss) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ หากราคาหุ้นไม่ปรับตัวขึ้นตามที่คาดหวัง นักลงทุนยังคงได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของเงินปันผลที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป
แนวทางการสร้างผลตอบแทนรวม (Total Return)
สำหรับนักลงทุนที่มีวัตถุประสงค์ในการกระจายความเสี่ยงและต้องการสร้าง กระแสเงินสดจากการลงทุน อย่างต่อเนื่อง การพิจารณาหุ้นกลุ่มนี้จึงถือเป็นกลยุทธ์ที่สามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้าง ผลตอบแทนรวม (Total Return) ที่น่าพอใจในระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากผลตอบแทนรวมจะมาจากสองส่วน คือ
- ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Return) : ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอนและสม่ำเสมอตามที่บริษัทประกาศจ่าย
- ผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain) : ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นเมื่อตลาดรับรู้ถึงมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น และราคาซื้อขายปรับตัวสูงขึ้นเข้าใกล้หรือเกินกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (จากค่า S.D. ที่ติดลบ)
ดังนั้น การเลือกหุ้นกลุ่มนี้จึงเป็นการลงทุนที่ผสานระหว่างมูลค่าปัจจุบันที่น่าสนใจเข้ากับศักยภาพการเติบโตของผลกำไรในอนาคต นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยกลยุทธ์ของหลักทรัพย์กสิกรไทย (KS Research) เน้นย้ำว่า การตัดสินใจลงทุนควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน นักลงทุนควรนำข้อมูลจากบทวิเคราะห์นี้ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินอื่นๆ และประเมินความเสี่ยงที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุนและความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล

อ้างอิงจาก kasikornsecurities
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Community สังคมแห่งการลงทุน” เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเรา: efinancethaiconnect