อ.พิริยะ มองกฎ Travel Rule สร้างภาระให้กับประชาชนผู้สุจริตมากกว่าคนกระทำผิด เพราะต้องให้ข้อมูลและพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น ขณะที่โจรไม่จำเป็นต้องใช้ช่องทางภายใต้กำกับตั้งแต่แรก เตือน! อาจเกิด “Cobra Effect”
อาจารย์ตั้ม พิริยะ สัมพันธารักษ์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไรท์ ชิฟท์ จำกัด กล่าวในรายการ Crypto Verse Live ต่อประเด็นที่ประเทศไทยจะเริ่มใช้กฎ Travel Rule ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2570 โดยมองว่า Travel Rule เป็นกฎที่สร้างภาระให้กับประชาชนผู้สุจริตมากกว่าจะจัดการกับผู้กระทำผิด เพราะคนที่ใช้ช่องทางของผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตอยู่แล้วกลับต้องให้ข้อมูลและพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น ขณะที่ผู้ที่ตั้งใจฟอกเงินหรือทำธุรกรรมผิดกฎหมายไม่ได้จำเป็นต้องใช้ช่องทางที่อยู่ภายใต้การกำกับเหล่านี้ตั้งแต่แรก
ผลกระทบจึงตกกับทั้งผู้ใช้งานและผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนด้าน Compliance และระบบเพิ่มเติม ขณะที่กลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือผู้ให้บริการและบริษัทที่ทำระบบหรือให้คำปรึกษาด้าน Compliance เพื่อรองรับกฎใหม่
โดยอาจารย์ตั้งคำถามด้วยว่า มาตรการลักษณะนี้ช่วยลดการฟอกเงินจริงหรือไม่ หากผู้กระทำผิดสามารถหลีกเลี่ยงระบบที่ถูกกำกับได้อยู่แล้ว
อาจารย์พิริยะ อ้างอิงข้อมูลปี 2025 ว่ากิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมายบน คริปโทฯ มีสัดส่วนประมาณ 0.2–0.5% ของมูลค่าธุรกรรมทั้งหมด ขณะที่กิจกรรมผิดกฎหมายผ่านระบบธนาคารหรือระบบการเงินแบบดั้งเดิมอยู่ที่ประมาณ 2–6% ซึ่งต่างกันประมาณ 10 เท่าในเชิงสัดส่วน
แต่เหตุที่ข่าวการฟอกเงินผ่าน Bitcoin หรือคริปโทฯ ดูโดดเด่นกว่าระบบการเงินแบบเดิม ส่วนหนึ่งเพราะธุรกรรมบนบล็อกเชนมีความโปร่งใสและสามารถติดตามเส้นทางธุรกรรม On-chain ได้ ทำให้ธุรกรรมที่น่าสงสัยถูกตรวจพบและนำมาเป็นข่าวได้ง่ายกว่า ขณะที่ธุรกรรมผ่านระบบธนาคารมีความซับซ้อนในการติดตามมากกว่า และหลายกรณีอาจปรากฏเป็นข่าวก็ต่อเมื่อเกิดการสอบสวนหรือค่าปรับในภายหลัง
ข้อเสนอสำคัญของอาจารย์คือ รัฐควรให้ความสำคัญกับ Enforcement หรือการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ มากกว่าการเพิ่ม Regulation ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพราะหากกฎหมายเดิมไม่สามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้ การออกกฎเพิ่มก็อาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่กลับเพิ่มภาระให้กับคนที่ไม่ได้คิดจะทำผิดกฎหมาย
อาจารย์เตือนด้วยว่า หากการอยู่ในระบบที่ถูกกฎหมายมีต้นทุนสูง ยุ่งยาก หรือกระทบความเป็นส่วนตัวมากเกินไป อาจเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Cobra Effect” คือมาตรการที่ตั้งใจแก้ปัญหากลับสร้างผลลัพธ์ตรงกันข้าม คนที่ต้องการใช้ งานคริปโทฯ อาจออกไปใช้ตลาด P2P, OTC หรือช่องทางนอกระบบมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงตรวจสอบได้ยากกว่าเดิม แต่ยังมีความเสี่ยงต่อผู้ใช้งานสูงขึ้นด้วย
ในภาพใหญ่ รัฐจึงต้องหาสมดุลระหว่างการกำกับดูแลกับการเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมเติบโต โดยเฉพาะ Bitcoin ที่อาจารย์มองว่าเป็นมากกว่าสินทรัพย์สำหรับเก็งกำไร เพราะสามารถต่อยอดเป็นโครงสร้างพื้นฐาน บริการทางการเงิน การรับส่งเงิน การเก็บรักษาทรัพย์สิน รวมถึงธุรกิจและบริการใหม่ๆ ได้
แต่หากรัฐนิยามและกำกับ Bitcoin ภายใต้กรอบของ “สินทรัพย์เพื่อการลงทุน” เป็นหลัก การออกกฎก็มีแนวโน้มจะออกมาในลักษณะเดียวกับการกำกับหลักทรัพย์ ซึ่งอาจทำให้ Bitcoin ถูกจำกัดอยู่เพียงการซื้อขายบนกระดาน และไม่สามารถพัฒนาไปสู่ Use Case หรือธุรกิจรูปแบบอื่นได้เต็มศักยภาพ
ดังนั้น แม้ Travel Rule ในทางปฏิบัติอาจดูเหมือนเพียงการให้ข้อมูลเพิ่มขึ้นตอนโอนสินทรัพย์ แต่ผลกระทบในมุมของอาจารย์ใหญ่กว่านั้น เพราะสามารถกระทบทั้งการสร้างธุรกิจ การดึงบุคลากรต่างชาติเข้ามาทำงานในไทย ตลอดจนการตัดสินใจของเงินทุนและนักพัฒนาว่าจะเลือกตั้งบริษัทหรือดำเนินธุรกิจในประเทศใด
พร้อมกับยกตัวอย่างจากการพูดคุยกับคนในวงการ Bitcoin ต่างประเทศว่า มีนักพัฒนาบางคนที่เคยสนใจเข้ามาอยู่หรือทำงานในไทย แต่เมื่อเห็นทิศทางกฎที่เพิ่มข้อจำกัดด้านความเป็นส่วนตัว ก็เริ่มพิจารณาประเทศอื่น เช่น เวียดนาม แทน หากแนวโน้มนี้เกิดขึ้นมากขึ้น เงินทุน ธุรกิจ และบุคลากรที่มีทักษะก็อาจไหลไปประเทศอื่น
อาจารย์ถึงกับใช้คำว่า การวางข้อจำกัดในลักษณะนี้อาจเป็นการ “ทำหมันโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง” เพราะแม้กฎแต่ละข้อจะดูเหมือนเพิ่มภาระเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อสะสมเข้าด้วยกันก็อาจทำให้ธุรกิจใหม่ไม่เกิดในไทย และสุดท้ายไทยเหลือบทบาทเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยีที่พัฒนาจากประเทศอื่น
สำหรับทิศทางต่างประเทศ อาจารย์มองสหรัฐฯ ผ่านกฎหมาย CLARITY Act ว่าเป็นตัวอย่างของการพยายามสร้างความชัดเจนในการจัดประเภทสินทรัพย์ โดยเฉพาะการวาง Bitcoin ให้อยู่ในกรอบของ Commodity และอยู่ภายใต้แนวทางกำกับที่แตกต่างจากหลักทรัพย์ ซึ่งอาจเปิดพื้นที่ให้เกิดการใช้งานและนวัตกรรมได้มากกว่า
อาจารย์จึงคาดหวังว่า หากสหรัฐฯ เดินหน้าในทิศทางนี้ ไทยอาจมีโอกาสปรับตามในอนาคต และระบุด้วยว่าหากต้องเลือกระหว่างแนวทางของสหรัฐฯ กับยุโรป เขาอยากเห็นไทยเดินตามสหรัฐฯ มากกว่า เพราะมองว่าแนวทางของยุโรปมีการควบคุมที่เข้มข้นจนกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ และพื้นที่ในการพัฒนานวัตกรรมมากเกินไป
ที่มา : Travel Rule มาแล้ว โลกคริปโตยังเหลือพื้นที่ให้ “ความเป็นส่วนตัว” แค่ไหน?