หลังจากการกลับมาของทรัมป์กับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯอีกครั้ง นโยบายที่เกี่ยวกับคริปโตโดยเฉพาะ Bitcoin (BTC) ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการสินทรัพย์ดิจิทัลจนส่งผลให้ตลาดมีการปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากนโยบายของทรัมป์ได้สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายเล็กเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกระแสการถือ Bitcoin เป็นทุนสำรองของรัฐบาล และยังมีมุมมองลึกไปถึงขั้นที่ว่าการบริหารของทรัมป์มีนโยบายทางการเงินที่เน้นลดภาษีและเพิ่มหนี้สาธารณะ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว หลายประเทศอาจมองหา Bitcoin เป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัว
ในปัจจุบันบิตคอยน์ (Bitcoin) ไม่เพียงแต่ได้รับการยอมรับในหมู่นักลงทุนรายบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรัฐบาลทั่วโลกอีกด้วย บางประเทศได้รวม Bitcoin เข้ากับทุนสำรองของตนอย่างเป็นทางการ ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในกลยุทธ์ทางการเงินระดับโลก บทความนี้จะพาคุณสำรวจประเทศที่ถือ Bitcoin เป็นทุนสำรองของรัฐบาล และความเคลื่อนไหวในเอเชียรวมถึงประเทศไทย
6 อันดับ ประเทศที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลก ข้อมูล ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2567 จากเว็บไซต์ https://bitcointreasuries.net/ ระบุว่ามีอันดับของการถือครองบิตคอยน์ในหน่วยงานรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ดังนี้ 1. สหรัฐอเมริกา: เป็นผู้นำในรายการ โดยสหรัฐฯ ถือ Bitcoin ประมาณ 198,109 BTC ที่ได้มาจากหลายช่องทาง รวมถึงการยึดทรัพย์จากคดีอาชญากรรม 2. จีน: จีนตามมาใกล้เคียง โดยถือ Bitcoin จำนวน 190,000 BTC ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการยึดทรัพย์สินในระหว่างการปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมาย 3. สหราชอาณาจักร: สหราชอาณาจักรถือ 61,245 BTC ทำให้เป็นผู้เล่นสำคัญในยุโรป 4. ยูเครน: ยูเครนมี Bitcoin จำนวน 46,351 BTC เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่ก้าวหน้าในการยอมรับสกุลเงินดิจิทัล 5. ภูฏาน: ภูฏานถือ Bitcoin จำนวน 11,688 BTC แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ในด้านการจัดการทางการเงิน 6. เอลซัลวาดอร์: ประเทศแรกที่ใช้ Bitcoin เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โดยถือ 5,996 BTC เพื่อเสริมเศรษฐกิจ ยังมีประเทศที่ถูกระบุไว้ในตารางข้อมูลด้วย แต่การถือครองในปริมาณน้อย ได้แก่ เวเนซุเอลา 240 BTC ฟินแลนด์ 90 BTC จอร์เจีย 66 BTC ส่วนบัลแกเรียและเยอรมนียังไม่มีข้อมูลยืนยันจำนวนที่ชัดเจน ความเคลื่อนไหวในเอเชียรวมถึงประเทศไทย กับการเก็บ Bitcoin เป็นทุนสำรอง เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศของสกุลเงินดิจิทัลระดับโลก เช่น ภูฏาน ก็โดดเด่นด้วยทุนสำรอง Bitcoin จำนวน 11,688 BTC ซึ่งถือว่าสูงอย่างน่าประหลาดใจเมื่อเทียบกับขนาดประเทศ ภูฏานได้ยอมรับเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุน แม้จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล จีนยังคงเป็นมหาอำนาจในด้าน Bitcoin เนื่องจากการถือครองของรัฐบาลซึ่งส่วนใหญ่มาจากการยึดทรัพย์สินในระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย ส่วนประเทศไทยยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า Bitcoin เป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังสำรวจเทคโนโลยีบล็อกเชนและสกุลเงินดิจิทัลอย่างจริงจัง ความพยายามเชิงรุกของไทยรวมถึงการเปิดตัวโครงการนำร่องสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) และการส่งเสริมนวัตกรรมด้านคริปโต แม้ว่าไทยจะยังไม่ได้ถือครอง Bitcoin โดยตรง แต่การยอมรับคริปโตที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นทางนำไปสู่การลงทุนใน BTC ในอนาคต โดยมีมุมมองเกี่ยวกับการนำ Bitcoin เข้าสู่ทุนสำรองของรัฐบาลดังนี้: 1. ฝ่ายที่เห็นด้วย มีมุมมองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์แห่งอนาคตที่มีศักยภาพในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน สนับสนุนการใช้ Bitcoin เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาสกุลเงินดั้งเดิม เชื่อว่าการถือครอง Bitcoin จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะผู้นำในด้านเทคโนโลยีการเงิน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2567 ในรายการหนุ่ยทอล์ก จากช่อง BT Beartai คุณท๊อป-จิรายุส ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และ อ.ตั๊ม พิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้ก่อตั้ง Rightshift ได้เสนอแนวคิดให้ไทยเริ่มพิจารณาใช้บิตคอยน์เป็นส่วนหนึ่งของคลังสำรอง โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมด เพียง 1-2% ก็ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ โดย “คุณท๊อป จิรายุส” กล่าวว่า ประเทศไทยควรเริ่มพิจารณาถือครองบิตคอยน์เป็นส่วนหนึ่งของคลังสำรองประเทศ โดยเน้นย้ำว่าไม่ควรรอช้า เนื่องจากต้นทุนจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคลังสำรองทั้งหมดเป็นบิตคอยน์ แต่ให้ “เพิ่ม” เข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ควบคู่ไปกับทองคำและสกุลเงินหลักที่มีอยู่เดิม
ด้าน อ.ตั๊ม พิริยะ ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในด้านชุมชนผู้ใช้บิตคอยน์ที่แข็งแกร่ง ทั้งในแง่การพัฒนาเทคโนโลยีและการเก็บออม ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบที่หลายประเทศอยากมีแต่ยังสร้างไม่ได้ 2. ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของราคา Bitcoin ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ เห็นว่าการลงทุนใน Bitcoin ยังมีความเสี่ยงสูงและอาจไม่เหมาะสมกับการบริหารเงินทุนสำรองของชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องก่อน และถ้ายกตัวอย่าง ประเทศเอลซัลวาดอร์ ซึ่งถือเป็นประเทศแรกที่กำหนดให้บิตคอยน์เป็นสกุลเงินที่สามารถชำระเงินได้ตามกฎหมาย ก็กลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง เพราะผู้ใช้งานจริงเพียงจำนวนน้อย และผู้ใช้ส่วนใหญ่เพียงแค่ถอนเงินที่ได้รับฟรีแล้วเลิกใช้งาน นอกจากนี้ ความผันผวนของราคาบิตคอยน์ โดยเฉพาะในช่วงขาลงยาวนาน ส่งผลให้ร้านค้าหลายแห่งไม่ต้องการรับชำระเงินด้วยบิตคอยน์ เนื่องจากเสี่ยงต่อการขาดทุนด้วย อ้างอิง: BitcoinTreasury.com, eFinanceThai, Bitkub Blog 1 คำเตือน: - คริปโทเคอร์เรนซีมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน - ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อเสนอการลงทุนหรือการจัดการใด ๆ ของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เนื้อหาข้างต้นเป็นการวิเคราะห์แนวโน้มของราคาโดยใช้ข้อมูลในอดีตและเครื่องมือวิเคราะห์ อาจมีการคลาดเคลื่อนได้ นักลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจก่อนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล |