KKP ชี้ AI เข้าสู่วัฏจักรใหม่ คลื่นลูกใหม่ FDI ระลอกใหม่ DATA Center กว่า 7 แสนล้านบาท ปฐมบทปักหมุดต้นน้ำอุตสาหกรรม AI เสริมซัพพลายเชนอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยในครบวงจร จุดวัดใจกำหนดเงื่อนไข จูงใจนักลงทุนคู่กับการสมดุลประโยชน์พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน หวังเพิ่มมูลค่าสูงอุตสาหกรรมในประเทศ และยกระดับทักษะคน แรงส่งไทยก้าวสู่ฐานทัพการพัฒนาอุตสาหกรรมAI ระดับโลก เผยเดลต้า กัลฟ์ 2 หุ้นตัวตึง รับอนิสงส์ ขยายฐานการผลิตรับความต้องการพลังงาน และชิปพัฒนาระบบความเย็น ตอบโจทย์เซิร์ฟเวอร์เก็บข้อมูล
คลื่นลงทุน AI เกิดมูลค่าเศรษฐกิจมากว่ายุคดอทคอมถึง 3 เท่า
นายศุภพงศ์ เอี่ยมคงเอก นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ระบุว่า เศรษฐกิจยุคใหม่กำลังก้าวเข้าสู่คลื่นแห่งการขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะมีมูลค่าการลงทุนมหาศาล และกำลังขับเคลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในยุคต่อไป โดยมีมูลค่าต่อเศรษฐกิจมากกว่ายุคเปลี่ยนผ่านจากยุคดอทคอม ช่วงปี ค.ศ. 1995-2000 ก่อนยุคฟองสบู่ ถึง 3 เท่า
ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกของปี 2569 (2026) มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วกว่า 1.07 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 2.4 เท่า (YoY) โดยแยกเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล ซึ่งสัดส่วนหลักเป็นอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ถึง 7 แสนล้านบาท
คลื่น FDI ต้นน้ำ AI หนุนซัพพลายเชนไทยครบวงจร
คลื่นการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน จะเพิ่มกลุ่มธุรกิจต้นน้ำที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวข้องกับ AI ประกอบด้วย Data Center, Cloud, Server ที่จะเป็นฐานสำคัญในการเชื่อมต่อกับอุตสาหกรรมปลายน้ำ (Downstream) ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก อาทิ ชิป (Chip), วงจรรวม (Integrated Circuit – IC) และเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และจะส่งผลเพิ่มเติมต่อการขยายฐานการลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Advanced Electronics)
“เมื่อการลงทุน AI ทั่วโลกเร่งตัวขึ้น KKP มองว่าจะเกิดการหลั่งไหลของ FDI ระลอกใหม่เข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งจะเข้ามาเติมเต็มการพัฒนาศักยภาพของภาคการผลิตไทยที่มีอยู่เดิม ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Downstream Manufacturing ที่ผ่านมาเทคโนโลยีต้นน้ำบางส่วน เช่น การออกแบบและผลิตชิป จะกระจุกตัวอยู่ในต่างประเทศและไทยต้องนำเข้ามาประกอบ แต่คลื่นการลงทุนของอุตสาหกรรมต้นน้ำครั้งนี้ จะทำให้ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นทางเลือกในการพัฒนาสู่ฐานการผลิตห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์สำหรับ AI โดยเฉพาะ Manufacturing หรือการประกอบและแปรรูปเทคโนโลยีขั้นสูง”
800VDC- Optical Connectivity เปลี่ยนเกมโครงสร้างพื้นฐานรองรับAI
KKP มองเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญเมื่อเกิดการขับเคลื่อนเทคโนโลยี 800VDC ที่จะเปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันประมาณ 800 โวลต์ เพื่อรองรับ AI และ Data Center ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนสถาปัตยกรรมการจ่ายไฟเพื่อรองรับ AI Server และ GPU ที่กินไฟสูงขึ้น ช่วยแก้ปัญหาด้านพลังงานด้วยการเพิ่มแรงดันไฟฟ้า ลดการใช้ทองแดง และลดความร้อน รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้ระบบเชื่อมต่อด้วยแสง (Optical Connectivity) เพื่อแก้ปัญหาการรับส่งข้อมูล ซึ่งสายทองแดงเริ่มมีข้อจำกัดด้านความเร็วและระยะทาง
ทิศทางการลงทุนขนาดใหญ่นี้ ทำให้การใช้กำลังไฟฟ้าต่อแร็ก (Rack Power) ใน Data Center เพิ่มขึ้นจากระดับหลายสิบกิโลวัตต์ สู่ประมาณ 600kW และอาจแตะระดับ 1MW ในอนาคต เพื่อลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านพลังงานและระบบนิเวศต่างๆ ที่ต้องพัฒนาการประมวลผล ทั้งระบบจ่ายไฟ ระบบระบายความร้อน และการรับส่งข้อมูล
สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนโดยตรงที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยใช้โอกาสยกระดับจากการรับสร้างอาคาร ไปสู่การพัฒนาทักษะ การจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง และธุรกิจดิจิทัลของประเทศ
“ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงการระยะยาว เมื่อตั้งแล้วเปลี่ยนที่ได้ยาก จึงต้องพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้มีการจ้างงาน มีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องใช้ส่วนประกอบภายในประเทศ (Local Content) พร้อมกันกับการออกแบบกติกาที่ดึงดูดนักลงทุนให้มั่นใจว่าไฟฟ้ามีเสถียรภาพ และกฎเกณฑ์จะรองรับได้อย่างต่อเนื่อง”
วางกฎกติกาสมดุลเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทยแลกใช้ทรัพยากร
การออกแบบกฎหมายกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน Data Center ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 นี้ จึงมีความสำคัญในการกำหนดทิศทางนักลงทุนให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจประเทศ ดึงดูดการลงทุนไปพร้อมกับการพัฒนามูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยต้องพิจารณากำกับดูแลด้านพื้นที่ตั้ง การใช้ไฟฟ้าและน้ำให้แยกส่วนจากประชาชน การจ้างงานในพื้นที่ควบคู่กับการใช้ Local Content พร้อมกับเงื่อนไขด้านเสถียรภาพของการลงทุนระยะยาว จึงต้องกำหนดสิ่งที่ประเทศจะได้รับแลกเปลี่ยนกับการลงทุน
“จะต้องวางกฎระเบียบให้ชัดเจน เพื่อให้การลงทุนรอบนี้พัฒนาบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันได้จริง ตั้งแต่ผู้ผลิตอุปกรณ์ ผู้ให้บริการโครงข่ายและคลาวด์ ไปจนถึงผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่มีรายได้ต่อเนื่อง จึงถือเป็นการกำหนดเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศให้พร้อมดึงดูดนักลงทุน ควบคู่กับประโยชน์ภายในประเทศ เช่น การพัฒนาทักษะและความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา จึงจะตอบโจทย์ในระยะยาว”
คาดธุรกิจ AI ทยอยเข้า IPO ใน 2-3 ปี
ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินลงทุนใน Data Center จำนวนมาก ซึ่งมีโอกาสขยายตัวและเสนอขายหุ้น IPO ในไทย แต่อาจไม่เกิดขึ้นทันที เพราะผู้ลงทุนมีทั้งบริษัทไทยและต่างชาติ บริษัทจดทะเบียนและนอกตลาด อีกทั้งบางโครงการเป็นการลงทุนด้านสถานที่และอุปกรณ์ ไม่ใช่การเกิดขึ้นของบริษัทเทคโนโลยีรายใหม่
“ในช่วง 2-3 ปี อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI จะเริ่มเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาด เพราะธุรกิจมีรายได้และความพร้อมในการเข้าตลาด การใช้งาน AI เติบโตจนรองรับมูลค่ากิจการได้ และเมื่อถึงวันนั้นก็ต้องพิจารณาความพร้อมของตลาดหุ้นไทยว่ามีสภาพคล่องและความเชื่อมั่นเพียงพอให้บริษัทเลือกมาระดมทุนหรือไม่ หากบริษัทเห็นว่าตลาดอื่นให้โอกาสระดมทุนดีกว่า ก็อาจเลือกเข้าตลาดต่างประเทศแทน แต่ความสำเร็จของไทยไม่ควรวัดเพียงว่าจะมี ‘หุ้น AI’ ใหม่กี่ตัว โจทย์ไม่ใช่แค่มีบริษัท AI เกิดขึ้น แต่ต้องทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่บริษัทเหล่านั้นอยากเข้ามาระดมทุนด้วย”
เดลต้า-กัลฟ์ พร้อมจัดทัพธุรกิจดักคลื่น AI
บริษัทจดทะเบียนและผู้ประกอบการไทยหลายแห่งมีรากฐานและความพร้อมในการรองรับความต้องการจากการลงทุนที่เกี่ยวเนื่อง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตสูงคือกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบระบายความร้อน ซึ่งเชื่อมโยงกับการขยายตัวของ AI ค่อนข้างชัดเจน เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประมวลผลมากขึ้นต้องจ่ายไฟและระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) มีความพร้อมรองรับความต้องการระบบจ่ายไฟสำหรับศูนย์ข้อมูล เช่น Power Supply Unit (PSU) และระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) ที่ต้องเพิ่มขึ้นตามกำลังไฟต่อแร็ก “DELTA มีความพร้อมพัฒนาระบบจ่ายไฟ ระบบระบายความร้อน และสถาปัตยกรรมไฟฟ้ารุ่นใหม่ โดยเปิดตัวโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์ AI ที่รองรับระบบจ่ายไฟ 800VDC “
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มพลังงาน โครงข่ายสื่อสาร และผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์อย่างกัลฟ์ ซึ่งมีธุรกิจทั้งเก่า กลาง และใหม่ ที่พร้อมรองรับยุค AI มีธุรกิจไฟฟ้าและการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ร่วมกับ AIS และ Singtel ขณะที่ ADVANC เชื่อมกับโครงข่ายสื่อสารที่สามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าดิจิทัลและสายส่ง และยังพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เพราะการลงทุนต้องการพื้นที่อุตสาหกรรม จึงมีแนวโน้มการเติบโตของผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทยอย่าง WHA และ AMATA ซึ่งคาดว่าจะมียอดขายที่ดินเพิ่มขึ้นประมาณ 2,500 ไร่ต่อปี และ 2,000 ไร่ต่อปีตามลำดับ
บมจ. ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) จะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของความต้องการ Analog IC (เช่น ชิปบริหารจัดการพลังงานและชิปควบคุม) รวมถึงกลุ่ม Power Semiconductor ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ 800VDC
บมจ. เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) มีความพร้อมรองรับความต้องการแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ระดับ High-end ที่ต้องมีจำนวนชั้น (Layer) มากขึ้น เพื่อรองรับการออกแบบระบบที่ซับซ้อนและประหยัดพลังงานของ AI Server
บมจ. สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) (SMT) ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานการรับส่งข้อมูลในศูนย์ข้อมูล ไปสู่เทคโนโลยีการเชื่อมต่อด้วยแสง (Optical Connectivity)
บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (CCET) มีศักยภาพในการรองรับความต้องการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Storage) ทั้ง HDD และ SSD ที่ขยายตัวมหาศาล เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลจากการประมวลผลของ AI
โครงสร้างพื้นฐานพลังงานและเทคโนโลยีแห่งอนาคต
นอกจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์แล้ว การขยายตัวของ AI ยังส่งผลดีต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ เช่น ภาวะขาดแคลนหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั่วโลก ที่ส่งผลบวกโดยตรงต่อผู้ผลิตของไทยอย่าง บมจ. ถิรไทย (TRT) ตลอดจนความต้องการน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าและของเหลวสำหรับระบบ Liquid Cooling ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจอย่าง บมจ. พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ (PSP)
นอกจากนี้ การเติบโตของระบบนิเวศดังกล่าวยังเปิดโอกาสไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ ในอนาคต (Physical AI) เช่น ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของ บมจ. มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) (MGC) ในการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robots) ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในระยะยาว
หน้าต่างโอกาสที่ไทยต้องคว้าไว้
นายศุภพงศ์ เอี่ยมคงเอก นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า การลงทุนใน AI ทั่วโลกจะไม่หยุดอยู่แค่เรื่องของซอฟต์แวร์หรือชิป แต่กำลังลามมาสู่สิ่งที่ประเทศไทยมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว อย่างโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมปลายน้ำ
“นี่คือหน้าต่างของโอกาสที่ยังเปิดกว้างสำหรับเศรษฐกิจไทย ถ้าเราสามารถดึงดูดเม็ดเงิน FDI ระลอกใหม่นี้เข้ามาสู่ห่วงโซ่การผลิตขั้นสูงได้เต็มที่ มันจะไม่ใช่แค่การเพิ่มกำไรให้บริษัทจดทะเบียน แต่หมายถึงการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก”
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกในครั้งนี้จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยสามารถใช้จุดแข็งที่มีอยู่ในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และก้าวขึ้นเป็นฟันเฟืองสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน AI โลกได้อย่างแข็งแกร่ง