ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับภาคีเครือข่าย 5 หน่วยงาน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ “Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ”น้อมนำแนวพระราชดำริ “ป่าเปียก” มุ่งสร้างโมเดลป่าชุมชนหลากสี เป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้ เทคนิคจากสนน.ดึงน้ำจากพื้นราบขึ้นสู่ยอดเขา ทางลัดสร้างป่าใช้เวลาจาก 20เหลือ 3ปี นำร่อง ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ แก่งกระจาน เพชรบุรี เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นที่ 1,331 ไร่ เพิ่มความหลากหลายชีวภาพ และเสริมแหล่งกักเก็บคาร์บอน หวังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนผ่านขายคาร์บอนเครดิต พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ร่วมออกแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าผ่านโครงการ “ประกวดออกแบบป่าชุมชนหลากสี” สร้างต้นแบบการพัฒนาป่าชุมชนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
15 ปี สานพระราชดำริ “ป่าเปียก”
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงเทพร่วมกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมป่าไม้ มูลนิธิป่าชุมชน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) รวมถึงป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ “Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ”
ทั้งนี้ โครงการมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เป็นระยะเวลา 15 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2568-2582 โดยได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “ป่าเปียก” ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาประยุกต์ใช้ฟื้นฟูระบบนิเวศ
พื้นที่ดำเนินโครงการครอบคลุมป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือจำนวน 3 แปลง รวมพื้นที่ 1,331 ไร่ นอกจากนี้ ยังมีการผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วย เช่น การติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเก็บในถังจำนวน 10 ถัง รวมความจุ 20,000 ลิตร บนพื้นที่ยอดเขา เพื่อกระจายน้ำสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่า และช่วยสร้างแนวป้องกันไฟป่าแบบเปียก
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการสร้างฝายชะลอน้ำจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ พร้อมทั้งช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาไฟป่าในระยะยาว
ต้นแบบป่าชุมชนแห่งชาติ แหล่งกักเก็บคาร์บอนกว่าหมื่นตัน
“ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่มีความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 15 ป่าชุมชนต้นแบบของประเทศ” นายกอบศักดิ์กล่าว

ดังนั้น ธนาคารกรุงเทพจึงเล็งเห็นถึงศักยภาพในการต่อยอดพื้นที่แห่งนี้ ให้เป็นป่าชุมชนต้นแบบของการพัฒนาเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ คาดว่าป่าแห่งนี้จะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) พร้อมทั้งสร้างกลไกการขายคาร์บอนเครดิตกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อเป็นทุนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ผนึกภาคี สูบน้ำขึ้นเขา กระจายความชุ่มฉ่ำ น้ำตกโป่งผีเสื้อเทียม
นายกอบศักดิ์อธิบายว่า โครงการนี้มีหลายหน่วยงานเข้าร่วม โดยเฉพาะสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ซึ่ง ดร.รอยล จิตรดอน ที่ปรึกษาสสน. มาช่วยเรื่องการสูบน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีขึ้นสู่ยอดเขา
ปกติแล้วบนภูเขาหน้าแล้งจะแห้งแล้ง ดังนั้น จึงมีการสูบน้ำขึ้นไปแล้วปล่อยให้ไหลลงมาตามเส้นทาง จนกลายเป็นลำธารและน้ำตกเทียม เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้และป่าที่ปลูกใหม่
นอกจากนี้ ยังมีสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มาทำ “โป่งผีเสื้อเทียม” เพื่อดึงดูดผีเสื้อให้มาอยู่ร่วมกับดอกไม้และสวนป่าไผ่ ขณะเดียวกัน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ก็เข้ามาร่วมทำงานกับชาวบ้าน เพื่อให้ชุมชนเป็นคนลงมือสร้างตามแบบพิมพ์เขียวที่ได้จากการประกวด

บทเรียนแม่แจ่มถึงเชียงราย จุดประกายเข้าใจธรรมชาติ
“ปัญหาภูมิอากาศส่งผลชัดเจน” นายกอบศักดิ์กล่าว ยกตัวอย่างเช่น กรณีแม่แจ่ม ที่ป่าต้นน้ำกลายเป็นเขาหัวโล้น จนเกิดการเผาและปัญหา PM 2.5 หรืออีกกรณีคือดินโคลนถล่มที่เชียงราย ซึ่งเกิดจากโครงสร้างรากไม้ไม่เพียงพอจะซับน้ำเมื่อฝนตกหนัก
ด้วยเหตุนี้ โครงการนี้จึงตั้งใจเป็นแรงบันดาลใจในการทำป่าชุมชนทั่วไทย โดยกรมป่าไม้ตั้งเป้าจะทำป่าชุมชนเกือบ 20,000 แห่ง พื้นที่รวมเกือบ 30 ล้านไร่ ที่พร้อมให้ประชาชนดูแลเอง
“โครงการเราจะเป็นต้นแบบว่าป่าชุมชนที่สร้างรายได้และมีรูปธรรมจริงๆ ต้องทำอย่างไร” นายกอบศักดิ์กล่าวเสริม
“เขาหลากสี” ต้นแบบท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนยั่งยืน
ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะมีการพัฒนาพิมพ์เขียวให้แล้วเสร็จ จากนั้น พี่น้องชุมชนจะบริหารจัดการเอง โดยธนาคารจะช่วยเรื่องงบประมาณและคาร์บอนเครดิต
“เราจะเปลี่ยนจากการที่นักท่องเที่ยวแค่ปั้นกระสุนยิงหนังสติ๊กปลูกป่าอยู่ข้างล่าง มาเป็นการเดินขึ้นไปจนถึงยอดเขาได้จริง” นายกอบศักดิ์กล่าว พร้อมระบุว่าจะมีจุดชมวิวและมีรายได้เข้าชุมชน
ดังนั้น เขาแห่งนี้จะเปลี่ยนไปและกลายเป็น “เขาหลากสี” ต้นแบบของประเทศไทยอย่างแท้จริง สอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคารเรื่อง Net Zero, ESG และ SDG ภายใต้โครงการใหญ่คือ “บัวหลวงรักโลก”

เทคนิค “สูบน้ำขึ้นที่สูง” ทางลัดฟื้นป่าจาก 30 ปี เหลือ 3 ปี
ดร.รอยลอธิบายถึงการบริหารจัดการน้ำเพื่อปลูกป่าบนที่สูงว่า ใช้วิธีสูบน้ำเป็นทอดๆ ตัวอย่างเช่น กรณีบ้านนาเหนือเขื่อนภูมิพล จะใช้วิธีสูบขึ้นไปพักที่ความสูง 50-60 เมตร โดยใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์
จากนั้น จะวางท่อและซ่อนถังน้ำขนาด 2-4 ลูกบาศก์เมตรไว้ในป่า เพื่อให้น้ำล้นออกมาและกระจายความชื้นไปทั่วพื้นที่
ทั้งนี้ มีกรณีศึกษาที่ อ.กัลยาณิวัฒนา ซึ่งเดิมชาวบ้านไม่มีน้ำ ต้องปลูกข้าวโพดรอฝน แต่เมื่อสูบน้ำขึ้นไปความสูง 80 เมตรได้สำเร็จ ชาวบ้านจึงเลิกปลูกข้าวโพดหันมาทำสวน และป่าก็กลับคืนมาในที่สุด
“วิธีนี้คือทางลัดการปลูกป่า การปลูกป่าตามธรรมชาติแบบตะวันตกใช้เวลา 20-30 ปี แต่การใช้วิธี ‘น้ำนำ’ เพื่อสร้างความชื้นจะช่วยให้ป่าฟื้นตัวได้ภายใน 3 ปี เมื่อความชื้นสูง อุณหภูมิจะมีเสถียรภาพและช่วยดักฝนให้ตกตามวงจรธรรมชาติ” ดร.รอยลกล่าว
เทคโนโลยีโดรนขนถังน้ำขึ้นเขา นวัตกรรมช่วยสัตว์ป่าหน้าแล้ง
นายศิริรัตน์ กุลวัฒน์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 บ้านถ้ำเสือ อ.แก่งกระจาน กล่าวว่า การนำแทงก์น้ำขึ้นไปบนภูเขาใช้โดรนขนาดใหญ่ยกแทงก์น้ำขึ้นไปไว้บนเขา จากนั้นจึงต่อท่อและใช้พลังงานโซลาร์เซลล์สูบน้ำขึ้นสู่ยอดเขา
น้ำจากแทงก์จะเปิดเป็นระบบน้ำหยดตลอดเวลา เพื่อป้องกันหนูและกระรอกมากัดท่อน้ำ เนื่องจากสัตว์เหล่านี้จะมารอกินน้ำแทนที่จะมากัดท่อ นอกจากนี้ ระบบน้ำหยดยังช่วยให้สัตว์ป่าในหน้าแล้งมีน้ำกินอีกด้วย