ในทุกวันนี้ กระแสสังคมโลกได้นำพาแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบ ESG (Environment, Social, Governance) ให้ขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญหลักที่นักลงทุนนำมาใช้ในการประเมินศักยภาพและคุณค่าหุ้นของบริษัทที่จะเข้าลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” มากกว่า “คำมั่นสัญญาที่เลื่อนลอย” และหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีพฤติกรรม “การฟอกเขียว (Greenwashing)” ที่มักสร้างภาพลักษณ์ด้วยการเปิดเผยข้อมูลหรือโฆษณาเกินจริงว่าใส่ใจเรื่อง ESG แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่พบว่ามีการทำได้จริงตามที่กล่าวอ้าง ส่งผลให้บริษัทที่สามารถสร้างผลงานที่มีความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นที่ประจักษ์ จึงได้รับความเชื่อมั่นและความสนใจในการลงทุนจากกลุ่มนักลงทุนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE หนึ่งในผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับแนวทาง ESG อย่างชัดเจนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผ่านการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบ ทั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าขยะชุมชน และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ ภายใต้เป้าหมายการเป็น “ต้นแบบโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดของโลก” ที่ยึดมั่นมาตลอด
หัวใจสำคัญของ ACE ไม่ได้อยู่เพียงการผลิตพลังงานสะอาดที่มีความยั่งยืน แต่ยังรวมถึงการสร้าง “ความเชื่อใจ” ให้เกิดขึ้นกับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยเฉพาะชุมชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้า ผ่านแนวทางการดำเนินงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างรอบด้าน
ปัจจุบัน ACE มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดรวม 91 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 757.52 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 47 โครงการ กำลังการผลิตรวม 466.94 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างพัฒนาอีก 44 โครงการ กำลังการผลิตรวม 290.58 เมกะวัตต์ โดย “โรงไฟฟ้าชีวมวล” ถือเป็นกลุ่มที่คิดเป็นสัดส่วนกำลังการผลิตสูงสุด ประมาณ 2 ใน 5 ของกำลังการผลิตทั้งหมด

จุดเด่นของโรงไฟฟ้าชีวมวล ACE คือการนำแนวคิด “ทำของเสียไม่ให้เสียของ” มาต่อยอดเป็นโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นจริงในหลากหลายพื้นที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ โดยร่วมมือกับเกษตรกรและชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางของกระบวนการผลิต เพื่อช่วยซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและนำมาแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจ
กระบวนการต้นทาง คือ การเข้าไปให้องค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีปลูกพืชพลังงานที่มีประสิทธิภาพแก่เกษตรกรที่สนใจ สนับสนุนต้นกล้าทั้งในรูปแบบให้ฟรีและจำหน่าย อาทิ ยูคาลิปตัส กระถินยักษ์ อ้อพลังงาน และหญ้าเนเปียร์ ซึ่งบริษัทได้ร่วมวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กับพันธมิตรและ สวทช. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านค่าความร้อนและพลังงาน และการเพิ่มอัตราผลผลิตต่อไร่

จากนั้น ACE จะเปิดรับซื้อพืชพลังงานที่ชาวบ้านปลูก รวมถึงวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมากกว่า 50 ชนิด อาทิ ฟางข้าว ใบอ้อย ต้นข้าวโพด เปลือกข้าวโพด และต้นมันสำปะหลัง นั่นทำให้รายได้ส่วนแรกที่เกิดจากการขายพืชพลังงานและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้กับ ACE จะวิ่งตรงสู่มือของเกษตรกรโดยทันที จากนั้นปลายทางของกระบวนการ เมื่อ ACE ขายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของ กฟภ. แล้ว รายได้ส่วนหนึ่งก็จะถูกจัดสรรนำไปใช้จ่ายในด้านการพัฒนาชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย
นอกจากช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรแล้ว โมเดลดังกล่าวยังช่วยลดปัญหาการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของฝุ่น PM 2.5 โดยปัจจุบัน ACE ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี จากการรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรรวมกว่า 2 ล้านตันต่อปี พร้อมสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนมูลค่าอีกหลายเท่าตัวให้กับเศรษฐกิจชุมชนรอบโรงไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน ACE ยังเดินหน้าสร้างความยั่งยืนในมิติด้านสังคม ผ่านกิจกรรมเพื่อชุมชนใน 7 ด้านสำคัญ ทั้งการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านพลังงานทดแทน การส่งเสริมอาชีพเกษตรกร การปลูกป่า การสนับสนุนเยาวชนและการศึกษา การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบโรงไฟฟ้า

ล่าสุด บริษัทได้จัดโครงการ “อิ่มท้อง ปันสุข” เพื่อสนับสนุนอาหารกลางวันและมอบสิ่งของจำเป็นให้แก่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าในหลายพื้นที่ ได้แก่ ชลบุรี นครราชสีมา นครสวรรค์ ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ กำแพงเพชร ลำปาง กาญจนบุรี หนองคาย และอุดรธานี เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่รวมกว่า 15,000 คน

พร้อมกันนี้ได้จัดทำโครงการ “KIDS ธรรม DEE” ภายใต้แนวคิด “ปลูกฝังคุณธรรม…สืบสานความกตัญญู” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยร่วมกับสถานศึกษาในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมแก่เด็กและเยาวชนรวมถึง โครงการ “ต้นกล้า ปันสุข” ซึ่งร่วมกับผู้บริหาร พนักงาน คณะครู นักเรียน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ปลูกต้นกล้าชัยโยในสถานศึกษารอบโรงไฟฟ้า เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และสร้างความร่มรื่นให้แก่ชุมชน ควบคู่กับการมอบอุปกรณ์การเรียนและอุปกรณ์กีฬาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของเยาวชน
ขณะที่มิติในด้านความโปร่งใสภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี ก็ได้รับการันตีต่อเนื่องจากหลายสถาบัน อาทิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ประเมินหุ้น ACE ให้อยู่ในกลุ่มหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2568 ระดับ “AAA” อันเป็นระดับสูงสุดของการประเมินต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 การได้รับผลประเมิน Corporate Governance Report of Thai Listed Companies – CGR ปี 2568 ระดับ “ดีเลิศ” หรือ “5 ดาว” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งเป็นการประเมินที่จัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ภายใต้การสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เป็นต้น
จากแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เชื่อมโยงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และความโปร่งใส ทำให้ ACE ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตพลังงานสะอาด แต่ยังเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่กำลังขับเคลื่อน ESG ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโมเดลธุรกิจที่สร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อชุมชน สังคม และประเทศในระยะยาวที่ควรจับตา