เจาะลึกหุ้นกลุ่มธนาคารไทย กลยุทธ์รับมือ Trade War อย่างละเอียด

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยประเด็นสงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยในฐานะที่เป็น "ตัวกลางทางการเงิน" และกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ กำลังถูกจับตามองเป็นพิเศษถึงแนวโน้มและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น คุณ ธนเดช รังษีธนานนท์, Head of Research จากบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ บล.พาย ได้ให้มุมมองและการวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของกลุ่มธนาคารไทย ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนักลงทุนในการวางกลยุทธ์
ความสัมพันธ์แนบแน่น ธนาคารพาณิชย์กับชีพจรเศรษฐกิจไทย
คุณธนเดชย้ำถึงบทบาทพื้นฐานของธนาคารว่าเป็นศูนย์กลางของการหมุนเวียนเงินทุนในระบบเศรษฐกิจ เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอตัว (ซึ่งในปีนี้ คุณธนเดชประเมินว่า แม้อาจไม่ถึงกับติดลบ แต่จะเติบโตช้ากว่าเดิมแน่นอน) ผลกระทบจะปรากฏชัดเจนในภาคธนาคาร โดยจำแนกได้ดังนี้:
ด้านสินเชื่อ: ความต้องการสินเชื่อจะลดลงจากหลายปัจจัย ทั้งผู้กู้ที่เกิดความกังวลต่ออนาคตทางเศรษฐกิจ ไม่กล้าก่อหนี้เพิ่ม และผู้ประกอบการที่ไม่กล้าลงทุนเพิ่ม เนื่องจากความไม่แน่นอนของผลกำไร ขณะเดียวกัน ธนาคารเองก็จะเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เพราะกังวลถึงความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกค้า
ด้านสภาพคล่องและการหมุนเวียน: เมื่อการปล่อยสินเชื่อชะลอตัว การหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจก็จะช้าลง ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การจ้างงาน กำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งอาจส่งผลย้อนกลับมาที่ความสามารถในการชำระคืนเงินกู้
ด้านตลาดทุน: ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนส่งผลกระทบต่อตลาดทุนอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากการปรับตัวลดลงของดัชนีตลาดหุ้นไทยจากระดับ 1,400 จุด ลงมาต่ำกว่า 1,100 จุด การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงซบเซา แม้แต่การนำหุ้นเข้าจดทะเบียนใหม่ (IPO) ก็แทบจะไม่มีเลย เนื่องจากความไม่มั่นใจของทั้งผู้ออกหลักทรัพย์และนักลงทุน สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกมั่งคั่ง (Wealth Effect) ของนักลงทุน ทำให้การจับจ่ายใช้สอยลดลงตามไปด้วย
ด้านธุรกรรมอื่นๆ: นอกจากสินเชื่อแล้ว ธุรกิจอื่นๆ ของธนาคาร เช่น ธุรกิจจัดการกองทุน (บลจ.), ธุรกิจหลักทรัพย์ (บล.) หรือธุรกิจประกัน ก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มธนาคารจึงเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และมักจะถูกจับตามองเป็นพิเศษเมื่อเกิดวิกฤตหรือความผันผวนจากปัจจัยภายนอก
คลื่น Trade War กระทบฝั่งธนาคารไทยอย่างไร?
คุณธนเดชมองว่า สงครามการค้ารอบนี้ได้เข้าสู่ "เต็มรูปแบบ" แล้ว แม้ผลกระทบที่แท้จริงอาจต้องใช้เวลาในการประเมิน แต่แนวโน้มที่ชัดเจนคือการชะลอตัวของภาคการส่งออก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธนาคารในหลายมิติ:
1.ผลกระทบต่อผู้ส่งออกและสินเชื่อ: แม้ผู้ประกอบการไทยอาจไม่ใช่ผู้รับภาระภาษีโดยตรง (เช่น อัตรา 36% ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าไทยบางรายการ) แต่ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ คือผู้ที่ต้องจ่ายแพงขึ้น ทำให้ความต้องการซื้อสินค้าจากไทยลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่คู่ค้าสหรัฐฯ แต่ยัง "ชิ่ง" ไปยังคู่ค้าอื่นๆ ทั่วโลก เช่น จีน ยุโรป ญี่ปุ่น ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องระมัดระวังในการรับคำสั่งซื้อ และเผชิญความยากลำบากในการกำหนดราคา (Mark Price) เนื่องจากความไม่แน่นอนของอัตราภาษีที่แท้จริง (Tariff) สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การชะลอตัวของสินเชื่อเพื่อการส่งออก
2.ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ: เมื่อผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ส่งออกได้รับผลกระทบ คำสั่งซื้อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานก็จะลดลงตามไปด้วย กลุ่ม SMEs ซึ่งอาจมี "สายป่านสั้นกว่า" จะได้รับผลกระทบด้านรายได้และการจ้างงาน ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
3.ผลกระทบต่อภาคบริการ (การท่องเที่ยว): หากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจาก Trade War กำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในหลายประเทศจะลดลง ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศน้อยลง ซึ่งอาจกระทบเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวของไทย จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ราว 37-38 ล้านคน อาจลดลงเหลือเพียง 35-36 ล้านคน หรือใกล้เคียงปีก่อนหน้า
4.ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในประเทศ: คุณธนเดชคาดว่า ผลกระทบต่อคนทั่วไปในประเทศอาจยังไม่ชัดเจนในทันที แต่อีกประมาณ 3-6 เดือนข้างหน้า จะเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนขึ้นจากยอดสั่งซื้อสินค้าที่ลดลงและจำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจน้อยลง ซึ่งจะส่งผลต่อ "ปากท้อง" ของคนไทยในวงกว้าง
ความพร้อมรับมือ กับศักยภาพและความท้าทายของธนาคารไทย
เมื่อประเมินศักยภาพในการรับมือกับแรงกระแทก คุณธนเดชให้มุมมองว่า ธนาคารขนาดใหญ่อาจมีความเสี่ยง (Exposure) มากกว่า เนื่องจากพอร์ตสินเชื่อส่วนหนึ่งเป็นของลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ (Corporate) ที่มีการทำธุรกิจกับต่างประเทศ (รวมถึงสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 15-20% ของการส่งออกไทย) ในขณะที่ธนาคารขนาดเล็ก เช่น เคเคพี (KKP) หรือ ทิสโก้ (TISCO) มีลูกค้าส่วนใหญ่เกือบ 100% เป็นลูกค้ารายย่อยและลูกค้าในประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม คุณธนเดชย้ำว่า โดยรวมแล้ว "ธนาคารไทยก็โอเคนะครับ แข็งแกร่ง"
ด้านมาตรการของธนาคาร: ธนาคารต่างๆ ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีหน่วยงานติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจ (Economic Forecasting Unit) เพื่อประเมินผลกระทบ โดยเฉพาะจากอัตราภาษี 36% ที่สหรัฐฯ ใช้กับสินค้าไทย ธนาคารจะจับตาดูสถานะของลูกค้าอย่างใกล้ชิด ประเมินความแข็งแกร่งทางการเงิน และพิจารณาความเหมาะสมของวงเงินสินเชื่อ นอกจากนี้ ยังมีการมองหาโอกาสที่อาจเกิดขึ้น เช่น ลูกค้าบางรายอาจได้ประโยชน์หากสามารถผลิตสินค้าทดแทนสินค้าจากจีนที่โดนภาษีสูงกว่าได้ อย่างไรก็ดี ในภาวะเช่นนี้ ธนาคารจำเป็นต้องใช้ความ "เข้มงวดมากขึ้น" ในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ หากสถานการณ์ลุกลามเป็น Global Recession

NPL ความเสี่ยงที่ต้องจับตาในระยะถัดไป
ประเด็นเรื่องหนี้เสีย (NPL) เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวล คุณธนเดชชี้แจงว่า NPL อาจไม่ใช่ผลกระทบในระลอกแรก ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีคือ "สินเชื่อชะลอตัว" และ "ยอดขายลูกค้าลดลง" NPL จะเป็นความเสี่ยงใน "สเต็ปอีกสเต็ปนึง" หากสงครามการค้ายืดเยื้อยาวนาน (เช่น 6 เดือน ถึง 9 เดือน) โดยไม่มีทางออกที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่ไม่ได้รับคำสั่งซื้อ ต้องลดการจ้างงาน และลามมาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกจ้าง (สินเชื่อบ้าน รถยนต์ บัตรเครดิต) กลุ่มที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ SMEs ที่มีสายป่านสั้นกว่า อย่างไรก็ตาม หากลูกค้ารายใดประสบปัญหา ธนาคารก็มีกระบวนการในการช่วยเหลือ เช่น การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ อยู่แล้ว ด้านกลยุทธ์ลงทุนหุ้นแบงก์ เมื่อพายุ Trade War พัดผ่าน ในมิติของการลงทุน คุณธนเดชให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา ส่วนธรรมชาติของหุ้นแบงก์ จะเป็นหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical) ที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว กลุ่มธนาคารย่อมได้รับผลกระทบ และ "อาจจะไม่ใช่หุ้นที่ดีที่สุดในยามนี้"
ผลกระทบเชิงลบที่คาดการณ์
สินเชื่อชะลอตัว ด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Margin) ลดลง: มีความเป็นไปได้สูงที่ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง (อาจจะในเดือนเมษายน หรือมิถุนายน และอาจมีอีกครั้งในครึ่งปีหลัง) และ ความเสี่ยง NPL เพิ่มขึ้น (หากสถานการณ์ยืดเยื้อ)
ทางเลือกการลงทุน: ในภาวะเช่นนี้ กลุ่มหุ้นที่เรียกว่า "4 จตุเทพ" ซึ่งมีลักษณะเป็น Defensive และพึ่งพิงรายได้ในประเทศ อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร (เช่น ADVANC), โรงพยาบาล (เน้นลูกค้าในประเทศ), ค้าปลีกจำเป็น (เช่น CPALL), และโรงไฟฟ้า (เช่น GULF)
ปัจจัยบวกของหุ้นแบงก์: แม้เผชิญปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ แต่หุ้นแบงก์ก็ยังมีจุดเด่นคือ "อัตราเงินปันผลที่สูง" และยังเป็นที่ต้องการของกองทุนบางประเภท เช่น กองทุน ESG และกองทุนวายุภักษ์ ซึ่งช่วยพยุงราคาได้ระดับหนึ่ง
กลยุทธ์และจังหวะเวลา กับบริบทโลก ความเสี่ยงที่ไม่แน่นอน
น้ำหนักลงทุน:บล.พาย ยังคงน้ำหนัก "เท่ากับตลาด" (Neutral) แต่มีแนวโน้มจะมองเป็น "ต่ำกว่าตลาดเล็กน้อย" (Slightly Underweight) ในอนาคต ส่วนการเลือกหุ้น หากจะลงทุน ควรเลือกธนาคารที่ "จ่ายปันผลสูง" และมี "รายได้หลักจากในประเทศ" ด้านจังหวะเข้าลงทุน "ไม่ต้องรีบ" และ "ใจเย็นๆ" เป็นคำแนะนำสำคัญ คุณธนเดชเปรียบเทียบการรีบเข้าซื้อในช่วงนี้ว่าเหมือน "เข้าไปเก็บทองในกองไฟ" ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ควร "รอให้ฝุ่นจาง" ก่อน โดยแนะนำให้รอหลังการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/25xx และ/หรือ หลังการขึ้นเครื่องหมาย XD ไปแล้ว เพราะคาดว่าจะมีการ "ปรับลดประมาณการกำไร" ของกลุ่มธนาคารลงอย่างแน่นอนในช่วงไตรมาส 2 และครึ่งปีหลัง การรอจะช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นและประเมินสถานการณ์ได้ดีขึ้น ซึ่งกลยุทธ์นี้ใช้ได้ทั้งการลงทุนระยะกลางและระยะยาว
บริบทโลก ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน : คุณธนเดชยังกล่าวถึงปัจจัยมหภาคอื่นๆ ที่เพิ่มความซับซ้อนให้สถานการณ์ เช่น: ความเสี่ยง Stagflation ในสหรัฐฯ: ภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ถูกมองว่ามีความเป็นไปได้สูงกว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในระยะสั้นถึงกลาง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการขึ้นภาษีนำเข้า (Tariff) ที่ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพของชาวอเมริกัน สำหรับการตอบโต้ของจีน มีการคาดการณ์ว่าจีนอาจใช้วิธีลดค่าเงินหยวนเพื่อลดผลกระทบจากกำแพงภาษี แต่ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะอาจถูกสหรัฐฯ กล่าวหาว่าบิดเบือนค่าเงิน ส่วนความผันผวนในตลาดพันธบัตร ในการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น อาจสะท้อนความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่อค่าเงินดอลลาร์ หรืออาจเป็นกลยุทธ์ของประเทศคู่ค้าอย่างจีนในการส่งสัญญาณกดดันสหรัฐฯ ผ่านการเทขายพันธบัตร
หุ้นกลุ่มธนาคารไทย & Trade War
สรุป สงครามการค้ากดดันเศรษฐกิจโลกและไทย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มธนาคาร ทำให้สินเชื่อชะลอตัวลงจากความระมัดระวังทั้งของผู้กู้และผู้ให้กู้ ขณะที่รายได้จากธุรกิจอื่น เช่น ตลาดทุน ก็ลดลงตามไปด้วย ผลกระทบยังลามไปถึงลูกค้า ทั้งผู้ส่งออกที่เผชิญ Demand ลดลง, SMEs ในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบต่อ, และภาคท่องเที่ยวที่อาจเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจากเป้า 37-38 ล้านคน เหลือราว 35-36 ล้านคน ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้าน NPL ถูกมองว่าเป็นผลกระทบระยะถัดไป หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 6-9 เดือน โดยเฉพาะกับกลุ่ม SMEs
ในมุมมองการลงทุน หุ้นกลุ่มธนาคารซึ่งเป็นหุ้นวัฏจักรอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และคาดว่าประมาณการกำไรจะถูกปรับลดลง ปัจจัยลบสำคัญคือสินเชื่อที่ชะลอตัว ส่วนต่างดอกเบี้ย (Margin) ที่มีแนวโน้มลดลงจากการคาดการณ์ว่า กนง. อาจลดดอกเบี้ย และความเสี่ยง NPL ที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม หุ้นแบงก์ยังมีจุดเด่นที่ปันผลสูงและมีแรงซื้อจากกองทุนช่วยพยุงราคา อาจพิจารณาหุ้น Defensive เช่น สื่อสาร โรงพยาบาล ค้าปลีก โรงไฟฟ้า เป็นทางเลือก คำแนะนำสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ "ไม่ต้องรีบ" และ "ใจเย็นๆ" ควรรอความชัดเจนหลังการประกาศผลประกอบการ Q1 หรือหลังขึ้น XD ก่อนตัดสินใจ
โดยรวม แม้ธนาคารไทยยังแข็งแกร่ง แต่กำลังเผชิญแรงกดดัน นักลงทุนจึงควรใช้ความระมัดระวัง รอจังหวะที่เหมาะสม และพิจารณาปัจจัยรอบด้านอย่างถี่ถ้วน
อ้างอิง F1 Money