ท่ามกลางข่าวฉาวที่สั่นคลอนวงการศาสนาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นวิกฤตศรัทธาครั้งสำคัญ ได้จุดประกายคำถามตัวโตในใจของผู้มีจิตกุศลจำนวนมากว่า เงินทำบุญและการบริจาคที่เคยเป็นไปตามความเชื่อนั้น ควรจะถูกส่งต่อไปยังช่องทางใดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและโปร่งใสอย่างแท้จริง ปรากฏการณ์นี้เองอาจเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ภูมิทัศน์ของ ตลาดการกุศลไทย กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อ “ศรัทธา” ไม่ได้ผูกติดอยู่กับตัวบุคคลหรือสถาบันแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กำลังมองหา “ความไว้วางใจ” และ “ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้” เป็นที่ตั้งใหม่
เงินทำบุญ 1.5 แสนล้านไปไหน? เจาะตลาดการกุศลไทย พร้อมหาคำตอบทำไมคนไทยชอบทำบุญ

ภาพรวมของ ตลาดการกุศลไทย ยังคงแสดงให้เห็นถึงสัญญาณการเติบโตที่มั่นคงและน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะขยายตัวขึ้นไปแตะระดับ 150,000 ล้านบาทภายในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตเฉลี่ยปีละ 2% นับตั้งแต่ปี 2560 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 129,000 ล้านบาท การเติบโตนี้ไม่ได้มาจากแรงจูงใจดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากเทรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมการให้ของคนไทย
ส่องภาพรวมตลาดการกุศลไทย: การเติบโตอย่างมั่นคงสู่ 1.5 แสนล้านบาท

จากข้อมูลในภาพได้ฉายให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าสนใจของมูลค่าตลาดการกุศลในประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2568 มูลค่าของตลาดการให้และการช่วยเหลือในไทยจะขยับขึ้นไปถึงระดับ 150,000 ล้านบาท
เมื่อมองย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2560 ซึ่งมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 129,000 ล้านบาท ตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 2% การเติบโตในระดับนี้อาจดูไม่สูงมากนัก แต่บ่งชี้ถึงความมั่นคงและแนวโน้มการขยายตัวที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่สม่ำเสมอในภาคส่วนการกุศลของประเทศ
ที่น่าสนใจ คือ มูลค่าตลาดนี้เป็นการประเมินจากรายรับขององค์กรเอกชนหลากหลายประเภทที่ไม่แสวงหาผลกำไร ไม่ว่าจะเป็น องค์การบริการสังคมสงเคราะห์ องค์การทางศาสนา ไปจนถึงองค์การกุศลกิจสงเคราะห์ต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า น้ำใจและการให้ของคนไทยได้หลั่งไหลไปสู่ภาคส่วนที่หลากหลายเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง ภาพรวมการเติบโตนี้จึงเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ตอกย้ำว่าวัฒนธรรมแห่งการให้ยังคงเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในสังคมไทยและพร้อมที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต
ถอดรหัส 4 แรงจูงใจหลัก เบื้องหลังพลังแห่งการให้ของคนไทย
| ลำดับ | แรงจูงใจหลักในการทำการกุศลของคนไทย | รายละเอียด |
| 1 | การทำบุญตามความเชื่อทางศาสนา | 1% ของค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทยต่อเดือนถูกใช้ในกิจกรรมทางศาสนา |
| 2 | การช่วยเหลือสังคมผ่านการทำ CSR | เช่น ปลูกป่า,มอบทุนการศึกษา,เก็บขยะในพื้นที่สาธารณะ ฯลฯ |
| 3 | การบริจาคในเหตุการณ์ฉุกเฉิน | เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ฯลฯ |
| 4 | การนำไปลดหย่อนภาษี | คนไทยบริจาคเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีรวมกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท/ปี |
วัฒนธรรมการให้และการทำกุศลที่แข็งแกร่งของสังคมไทยนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล แต่มีแรงผลักดันสำคัญหลายประการที่เป็นเหมือนเสาหลักคอยค้ำจุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งสามารถสรุปเป็น 4 แรงจูงใจหลักที่ขับเคลื่อนให้คนไทยพร้อมที่จะช่วยเหลือและแบ่งปันได้อย่างสม่ำเสมอ
- การทำบุญตามความเชื่อทางศาสนา : แรงจูงใจอันดับหนึ่งที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตคนไทยคือความเชื่อทางศาสนาและการทำบุญเพื่อสร้างกุศล ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยข้อมูลระบุว่าประมาณ 1% ของค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทยในแต่ละเดือน ถูกจัดสรรไว้สำหรับกิจกรรมทางศาสนาโดยเฉพาะ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการให้มิใช่เพียงกิจกรรมพิเศษ แต่เป็นกิจวัตรที่ผสานอยู่ในชีวิตของผู้คน
- การช่วยเหลือสังคมผ่านการทำ CSR : ในมิติขององค์กรและภาคธุรกิจ การช่วยเหลือสังคมผ่านกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ได้กลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งต่อความช่วยเหลือไปสู่ชุมชนและผู้ที่ต้องการ การทำ CSR ไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบและภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรด้วย
- การบริจาคในเหตุการณ์ฉุกเฉิน : น้ำใจของคนไทยจะฉายชัดเป็นพิเศษในยามวิกฤต การบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมหรือแผ่นดินไหว เป็นแรงผลักดันที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและต้องการบรรเทาทุกข์ให้เพื่อนมนุษย์อย่างทันท่วงที
- การนำไปลดหย่อนภาษี : นอกจากแรงผลักดันทางด้านจิตใจแล้ว ปัจจัยที่จับต้องได้อย่างสิทธิประโยชน์ทางภาษีก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง โดยพบว่าในแต่ละปี คนไทยมีการบริจาคเพื่อนำไปใช้ลดหย่อนภาษีเป็นมูลค่ารวมกว่า 55,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรการภาครัฐมีส่วนช่วยกระตุ้นและส่งเสริมการให้ในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แรงผลักดันหลักที่ยังคงแข็งแกร่ง
รากฐานของการบริจาคในสังคมไทยยังคงหยั่งลึกอยู่กับความเชื่อทางศาสนาและการทำบุญ ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจอันดับหนึ่งเสมอมา ขณะเดียวกัน การช่วยเหลือสังคมผ่านกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ขององค์กรต่างๆ และการบริจาคเพื่อบรรเทาเหตุการณ์ฉุกเฉินเฉพาะหน้า เช่น อุทกภัยหรืออัคคีภัย ก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการให้ นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่น่าสนใจ โดยพบว่ายอดบริจาคเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีมีมูลค่าสูงกว่า 55,000 ล้านบาท
3 เทรนด์ใหม่ พลิกโฉมวงการการกุศล

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มใหม่ 3 ประการ ที่กำลังเข้ามามีบทบาทและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับ ตลาดการกุศลไทย อย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้
- แรงจูงใจในการบริจาคที่จำเพาะเจาะจงและหลากหลายขึ้น จากเดิมที่การบริจาคอาจมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางศาสนาหรือการช่วยเหลือสังคมในภาพกว้าง ปัจจุบันผู้บริจาคมีแนวโน้มให้ความสนใจในประเด็นที่เฉพาะเจาะจงและสอดคล้องกับคุณค่าส่วนบุคคลมากขึ้น อาทิ การให้ความช่วยเหลือแก่มูลนิธิพิทักษ์สัตว์ หรือการระดมทุนเพื่อบรรเทาสาธารณภัยอย่างเร่งด่วน การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของช่องทางการบริจาคออนไลน์ (Online Donation) ซึ่งไม่เพียงอำนวยความสะดวกและรวดเร็ว แต่ยังช่วยให้องค์กรการกุศลสามารถสื่อสารประเด็นเฉพาะทางไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที
- การก้าวขึ้นมามีบทบาทของผู้บริจาคกลุ่มใหม่ (Gen Z) คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชันซี (Gen Z) ซึ่งเติบโตมาในสภาพแวดล้อมดิจิทัลโดยสมบูรณ์ ได้กลายเป็นกลุ่มผู้บริจาคที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของ ตลาดการกุศลไทย คนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมและความคาดหวังที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ พวกเขาต้องการเห็นผลกระทบที่จับต้องได้จากการบริจาค และต้องการการสื่อสารที่จริงใจและตรวจสอบได้ ดังนั้น องค์กรการกุศลจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การสื่อสารและการดำเนินงานเพื่อสร้างความไว้วางใจจากผู้บริจาคกลุ่มนี้
- กำเนิดความร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่างองค์กรและเทคโนโลยี ภูมิทัศน์ใหม่ได้ก่อให้เกิดความร่วมมือที่ไม่เคยมีมาก่อนระหว่างองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (NGOs) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในประเด็นทางสังคม กับกลุ่มผู้ประกอบการสตาร์ทอัปด้านเทคโนโลยี (Tech Startups) ที่มีความคล่องตัวและเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม การผนึกกำลังกันนี้นำไปสู่การสร้างสรรค์แพลตฟอร์มและเครื่องมือการบริจาคที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างการมีส่วนร่วมได้ดีขึ้น ช่วยลดช่องว่างในการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้รับผลประโยชน์โดยตรงได้อย่างแม่นยำ
4 ประเด็นสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

นอกเหนือจากการปรับตัวให้ทันต่อกระแสใหม่แล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังได้เน้นย้ำถึง 4 ประเด็นสำคัญที่องค์กรการกุศลต้องให้ความสำคัญ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ
- การสร้างความน่าเชื่อถือผ่านความโปร่งใส (Trust & Transparency) : ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถูกตั้งคำถามได้ง่าย ความโปร่งใสจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานสู่ความอยู่รอด องค์กรต้องสามารถแสดงเส้นทางการเงินและรายงานผลกระทบของการดำเนินงานได้อย่างชัดเจนและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างและรักษาความไว้วางใจจากสาธารณชน
- การขยายวัตถุประสงค์สู่ผลลัพธ์ระยะยาว (Long-term Impact) : ผู้บริจาคยุคใหม่มองหาการลงทุนทางสังคมที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ดังนั้น องค์กรการกุศลควรขยายขอบเขตการทำงานจากการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ไปสู่การสนับสนุนโครงการที่สร้างผลกระทบในระยะยาว เช่น โครงการด้านการศึกษา หรือการส่งเสริมระบบสาธารณสุข เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ
- การนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่สร้างสรรค์และจูงใจ (Creative Incentives) : แม้การลดหย่อนภาษีจะเป็นแรงจูงใจสำคัญ แต่การสร้างแรงจูงใจในรูปแบบอื่นก็มีความจำเป็น เช่น การมอบสิทธิพิเศษจากร้านค้าพันธมิตร การให้ของที่ระลึก หรือการสร้างชุมชนผู้บริจาคที่มีกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความผูกพันกับผู้บริจาคได้ในระยะยาว
- การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างมีกลยุทธ์ (Strategic Technology Application) : เทคโนโลยีไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่การเป็นช่องทางรับบริจาค แต่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาระบบบริหารจัดการภายใน เช่น การทำบัญชีดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริจาคเพื่อพัฒนากลยุทธ์ และการสร้างแพลตฟอร์มที่โปร่งใส ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือขององค์กรในภาพรวม
ทำไมคนไทยชอบทำบุญ

สำหรับการ “ทำบุญ” นั้นคงเป็นภาพที่คุ้นตาและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยอย่างแยกไม่ออก เราเห็นการตักบาตรในยามเช้า การบริจาคเงินตามวัดหรือมูลนิธิต่างๆ หรือแม้แต่การช่วยเหลือผู้ยากไร้ในรูปแบบที่หลากหลาย คำถามที่น่าสนใจ คือ เหตุใดการทำบุญจึงเป็นกิจกรรมที่หยั่งรากลึกและมีความสำคัญต่อจิตใจของคนไทยมาทุกยุคทุกสมัย? สำหรับผลสำรวจเบื้องหลังวัฒนธรรมแห่งการให้นี้ในหลายมิติ ตั้งแต่ความเชื่อทางศาสนาไปจนถึงความสุขใจส่วนบุคคล
รากฐานจากความเชื่อทางศาสนา หลักเรื่องบุญและกรรม
เหตุผลสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนการทำบุญของคนไทยนั้นมีรากฐานมาจากหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ จากข้อมูลพบว่าประชากรไทย ส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ คำสอนเรื่อง “กรรม” หรือการกระทำ เป็นแกนหลักที่คนไทยรับมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต โดยเชื่อว่าการกระทำทุกอย่างย่อมมีผลตามมาเสมอ
“การทำบุญ” ในทางพุทธศาสนาจึงเปรียบเสมือนการสะสม “กรรมดี” ซึ่งก็คือ การสร้างเหตุปัจจัยที่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตปัจจุบัน หรือความเชื่อว่าจะส่งผลให้มีภพภูมิที่ดีขึ้นในชาติหน้า ความเชื่อนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างบุญเพื่อตนเอง แต่ยังรวมถึง “การอุทิศส่วนกุศล” ให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ หรือแม้แต่เทวดาและเจ้ากรรมนายเวร การทำบุญจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความหวังและความอุ่นใจว่าเราได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตนเองและผู้เป็นที่รักแล้ว
มิติทางวัฒนธรรมและสังคม การทำบุญคือการเชื่อมโยงผู้คน
นอกเหนือจากความเชื่อส่วนบุคคล การทำบุญยังเป็นกิจกรรมทางสังคมที่สำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยอย่างแนบแน่น “งานบุญ” ต่างๆ เช่น งานกฐิน งานบวช หรือประเพณีในวันสำคัญทางศาสนา ไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรม แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนในชุมชนจะได้มาพบปะสังสรรค์ ร่วมมือร่วมใจกันทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม ภาพของการที่ชาวบ้านมารวมตัวกันทำอาหารเพื่อไปถวายพระที่วัด หรือร่วมกันบริจาคปัจจัยเพื่อสร้างสาธารณประโยชน์ เป็นการกระชับความสัมพันธ์และสร้างความสามัคคีในชุมชนให้แข็งแกร่งขึ้น
วัฒนธรรมการทำบุญถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นผ่านการปฏิบัติจริง พ่อแม่มักจะพาลูกหลานไปวัดเพื่อทำบุญตั้งแต่เด็ก เป็นการปลูกฝังเรื่องการให้ การเสียสละ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โดยไม่รู้ตัว ทำให้การทำบุญกลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึกและเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เหตุผลทางจิตใจ การให้ที่นำมาซึ่งความสุขและความสบายใจ
ในทางจิตวิทยา การทำบุญหรือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนโดยตรง สามารถสร้างความรู้สึกเชิงบวกให้กับผู้ให้ได้อย่างมหาศาล มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่าการทำความดีหรือการช่วยเหลือผู้อื่นสัมพันธ์กับระดับความสุขที่เพิ่มขึ้น สำหรับคนไทยจำนวนมาก การทำบุญเป็นวิธีจัดการกับความเครียด ความกังวล หรือความรู้สึกผิดในใจ เมื่อได้ทำบุญแล้วจะเกิดความรู้สึก “สบายใจ” เหมือนได้ชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีออกไปและเติมเต็มด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ
ความรู้สึกนี้เป็นผลตอบแทนทางอารมณ์ที่จับต้องได้ทันที และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะทำบุญอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในยามที่ชีวิตต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน การทำบุญเปรียบเสมือนการสร้างหลักประกันทางใจที่ช่วยให้รู้สึกว่าตนเองได้สร้างเหตุแห่งความดีไว้แล้ว ซึ่งจะนำพาไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีในที่สุด
วิวัฒนาการของการทำบุญในยุคดิจิทัล
ในยุคปัจจุบัน รูปแบบของการทำบุญได้ขยายขอบเขตและปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย การทำบุญไม่ได้จำกัดอยู่แค่การไปวัดหรือบริจาคเงินใส่ตู้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริจาคออนไลน์ให้กับมูลนิธิต่างๆ การระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้ประสบภัยผ่านโซเชียลมีเดีย การอุดหนุนสินค้าจากโครงการเพื่อสังคม หรือแม้แต่การเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสัตว์จรจัด
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่าแก่นแท้ของ “การทำบุญ” คือ “เจตนาที่ดี” และ “การให้” ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบไปได้หลากหลาย แต่ยังคงเป้าหมายเดิมคือการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ว่ายอดการบริจาคผ่านช่องทางออนไลน์ ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังคงยึดมั่นในวัฒนธรรมการทำบุญ แม้จะอยู่ในบริบทของโลกที่เปลี่ยนไปก็ตาม
ดังนั้นการที่คนไทยชอบทำบุญไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล แต่เป็นผลลัพธ์จากการผสมผสานอย่างลงตัวของความเชื่อทางศาสนาที่หยั่งรากลึก บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน ผลตอบแทนทางใจที่สร้างความสุขและความสงบ และความสามารถในการปรับตัวของแนวคิดเรื่องการให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ การทำบุญจึงไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นอัตลักษณ์ คือวิถีชีวิต และเป็นกลไกสำคัญที่หล่อหลอมให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความเอื้ออาทรและความมีน้ำใจมาจนถึงทุกวันนี้
แนวโน้มอนาคตตลาดการกุศลไทยในยุคเปลี่ยนผ่านแห่งศรัทธา

เมื่อนำภาพรวมทั้งหมดมาพิจารณา ตั้งแต่บทเกริ่นนำที่สะท้อนวิกฤตศรัทธาในสถาบันศาสนา ไปจนถึงข้อมูลเชิงลึกด้านแนวโน้มและพฤติกรรมผู้บริจาค จะเห็นได้ว่า ตลาดการกุศลไทย กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งกว่าครั้งใดๆ การคาดการณ์การเติบโตสู่มูลค่า 1.5 แสนล้านบาทนั้นเป็นเพียงฉากหน้า แต่ฉากหลังคือการสั่นคลอนของรากฐานความเชื่อมั่นเดิม ซึ่งกำลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรวดเร็วและรุนแรง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้ทำให้พลังแห่งการให้ของคนไทยลดลง แต่กำลังเปลี่ยนทิศทางการไหลของเงินบริจาคไปสู่ระบบนิเวศใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ คือ “การโยกย้ายครั้งใหญ่ของเงินบริจาค” (The Great Redirection of Funds) จากช่องทางดั้งเดิมที่เคยอิงอยู่กับความศรัทธาในตัวบุคคลหรือองค์กรเป็นหลัก ไปสู่องค์กรและโครงการที่สามารถพิสูจน์ตัวเองผ่านความโปร่งใสและผลลัพธ์ที่จับต้องได้ วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ผู้บริจาคทุกช่วงวัย ไม่ใช่เพียงแค่ Gen Z ต้องกลายเป็นผู้ให้ที่รอบคอบและตั้งคำถามมากขึ้น ส่งผลให้องค์กรการกุศลที่ไม่ใช่สถาบันศาสนา เช่น มูลนิธิด้านสิ่งแวดล้อม, การช่วยเหลือสัตว์, การศึกษา หรือสาธารณสุข ที่สามารถแสดงผลการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน จะกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและได้รับความไว้วางใจมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด
สภาวะดังกล่าวจะนำไปสู่การคัดกรององค์กรการกุศลโดยธรรมชาติ องค์กรที่จะเติบโตและเป็นผู้นำใน ตลาดการกุศลไทย ยุคต่อไป คือกลุ่มที่ปรับตัวอย่างรวดเร็ว) โดยมีคุณลักษณะสำคัญคือ การใช้เทคโนโลยีเป็นแกนหลักในการสร้างความโปร่งใส, การสื่อสารที่จริงใจและต่อเนื่อง, และการมีวัตถุประสงค์ของโครงการที่ชัดเจนสอดคล้องกับคุณค่าของผู้บริจาคยุคใหม่ ในทางกลับกัน องค์กรที่ยังคงดำเนินงานในรูปแบบเดิม ที่อาศัยเพียงชื่อเสียงในอดีตและไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลให้ตรวจสอบได้ จะต้องเผชิญกับการสูญเสียความเชื่อมั่นและส่วนแบ่งในตลาดไปอย่างต่อเนื่อง จนอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว
บทสรุปสุดท้ายคือ นิยามของคำว่า “การทำบุญ” และ “การกุศล” ในสังคมไทยกำลังถูกทบทวนและขยายขอบเขตให้กว้างขึ้น มันกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “การให้ตามศรัทธา” ไปสู่ “การลงทุนทางสังคมตามความไว้วางใจ” ความท้าทายที่แท้จริงของ ตลาดการกุศลไทย จึงไม่ใช่การเรียกร้องความใจบุญ แต่คือการแข่งขันเพื่อสร้างและรักษาความไว้วางใจจากสาธารณชน องค์กรใดที่เข้าใจและสามารถปฏิบัติตามพันธสัญญาใหม่นี้ได้ คือองค์กรที่จะอยู่รอดและเป็นผู้กำหนดทิศทางของวงการการให้ในประเทศไทยต่อไปอย่างมั่นคง
ตารางสรุป ตลาดการกุศลไทย
| ประเด็นสำคัญ | สาระสำคัญ |
| มูลค่าตลาดการกุศลไทย | คาดการณ์ปี 2568 มูลค่าตลาดการกุศลไทยแตะ 150,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 2% จากปี 2560 ที่ 129,000 ล้านบาท |
| แรงจูงใจหลักในการทำบุญ | 1. ความเชื่อทางศาสนา (1% ของค่าใช้จ่ายครัวเรือนต่อเดือน) 2. CSR ขององค์กร 3. การบริจาคในเหตุการณ์ฉุกเฉิน 4. ลดหย่อนภาษี (55,000 ล้านบาท/ปี) |
| เทรนด์ใหม่ในวงการกุศล | 1. บริจาคเฉพาะเจาะจงมากขึ้น 2. Gen Z ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส 3. ความร่วมมือระหว่างองค์กรกับเทคโนโลยี |
| ปัจจัยสำคัญสู่ความยั่งยืน | 1. ความโปร่งใส 2. ผลลัพธ์ระยะยาว 3. สิทธิประโยชน์สร้างสรรค์ 4. การใช้เทคโนโลยีอย่างมีกลยุทธ์ |
| เหตุผลที่คนไทยชอบทำบุญ | 1. รากฐานศาสนา (พุทธศาสนา, กรรมดี) 2. วัฒนธรรมและสังคม (งานบุญ, ความสามัคคี) 3. ผลตอบแทนทางใจ (ความสุข, สบายใจ) |
| รูปแบบการทำบุญยุคใหม่ | 1. บริจาคออนไลน์ 2. ระดมทุนผ่านโซเชียล 3. อุดหนุนสินค้าสังคม 4. อาสาสมัครช่วยเหลือ |
| แนวโน้มอนาคต | เงินบริจาคจะไหลสู่โครงการที่โปร่งใส-ตรวจสอบได้ องค์กรที่ปรับตัวใช้เทคโนโลยีและสื่อสารชัดเจนจะเติบโตในตลาด |
อ้างอิงจาก KResearch,onab และ culture