เมื่อตลาดหุ้นไทยเริ่มส่งสัญญาณปรับฐานหลังทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า นักลงทุนต่างจับตามองทิศทางตลาดและผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะชี้วัดความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน บทวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกมุมมองและกลยุทธ์การลงทุนจากคุณทรงกรด วงศ์ไชย ผู้ช่วยกรรมการผุ้จัดการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด(มหาชน) หรือ FSSIA ที่ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยไว้ในรายการ F1 Money EP.230 เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักลงทุนสามารถวางแผนรับมือกับความผันผวนและมองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
เจาะหุ้นไทยหลังไตรมาส 3/2568 หุ้นไหนกำไรพุ่ง หุ้นไหนชะลอตัว?

ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 3/2568 ถูกคาดการณ์ว่า อาจจะชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 สาเหตุหลักมาจากในไตรมาสก่อนหน้ามีหลายบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเคมีและพลังงานที่มีการบันทึกรายการพิเศษเข้ามาเป็นจำนวนมาก ขณะที่ในไตรมาสนี้ ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจหลักดังกล่าวยังไม่เห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจนนัก ประกอบกับการที่ภาครัฐขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลกระทบต่อกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคโดยตรง อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวดังกล่าวคาดว่าจะอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวลมากนัก โดยอาจเป็นการปรับลดลงในกรอบประมาณบวกลบ 5% เท่านั้น
สถานการณ์ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) และการปรับฐาน
ภายหลังจากที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) สามารถปรับตัวขึ้นทะลุแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยาที่ระดับ 1,300 จุดได้สำเร็จ ตลาดก็ได้เผชิญกับแรงขายทำกำไรอย่างหนาแน่น ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ได้สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนจำนวนไม่น้อย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียดและบริบทของตลาดในช่วงที่ผ่านมา การปรับฐานครั้งนี้อาจเป็นเพียงการพักตัวตามปกติ และอาจเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนในการวางกลยุทธ์รอบใหม่
การปรับฐานในฐานะกลไกปกติของตลาด
การที่ดัชนี SET Index ปรับตัวลดลงประมาณ 20 จุดภายในระยะเวลาเพียง 2 วันนั้น ยังไม่ถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวล เนื่องจากต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายนที่ดัชนีสามารถดีดตัวขึ้นมาได้มากกว่า 80 จุด ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการสะสมกำลังที่ทำให้ตลาดวิ่งขึ้นมาแล้วกว่า 200 – 300 จุดในช่วงก่อนหน้า
ดังนั้น การย่อตัวลงของดัชนีในปัจจุบันจึงเป็นเพียงการปรับฐานในระยะสั้น ซึ่งเป็นกลไกปกติของตลาดหุ้นที่ต้องมีการขายทำกำไรออกมาบ้างหลังจากที่มีการปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง การปรับลดลงในระดับนี้คิดเป็นเพียงประมาณ 2% เท่านั้น ซึ่งยังถือว่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ตลาดสร้างได้ก่อนหน้านี้
มองแนวรับสำคัญและจังหวะในการเข้าสะสม
ในเชิงเทคนิค คุณทรงกรด ได้ให้ความเห็นว่า การปรับฐานของดัชนีในระดับ 5% ถือเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ หากคำนวณจากฐานดัชนีที่ระดับ 1,300 จุด การย่อตัวลง 5% จะหมายถึงดัชนีมีโอกาสปรับลดลงไปทดสอบบริเวณแนวรับที่ 1,225 – 1,230 จุดได้
อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจและเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับนักลงทุนในเวลานี้ คือ การมองหาจังหวะในการทยอยเข้าสะสม โดยได้เน้นย้ำว่า หากดัชนี SET Index มีการย่อตัวลงมาในระดับที่ต่ำกว่า 1,250 จุด จะถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาวในการพิจารณาเข้าลงทุน เนื่องจากการปรับตัวลงมายังบริเวณดังกล่าวจะทำให้ราคาหุ้นพื้นฐานดีหลายตัวกลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจและมีมูลค่าที่เหมาะสมต่อการลงทุนมากขึ้น
วิเคราะห์หุ้นรายกลุ่ม Q3/68 : กลุ่มไหนรุ่ง กลุ่มไหนร่วง? เจาะลึกก่อนประกาศงบจริง
มุมมองเชิงลึกต่อแนวโน้มผลกำไรในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ซึ่งเผยให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มธุรกิจที่กำลังเติบโตและกลุ่มที่เผชิญกับปัจจัยท้าทาย
กลุ่มธุรกิจที่คาดว่ากำไรจะเติบโต
| กลุ่มธุรกิจ | แนวโน้มผลกำไร | ปัจจัยสนับสนุน / ปัจจัยกดดัน | หุ้นที่กล่าวถึง |
| อิเล็กทรอนิกส์ | เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ | ได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการลงทุนใน AI ทั่วโลก ทำให้คำสั่งซื้อชิ้นส่วนและชิปเพิ่มขึ้น | DELTA |
| สื่อสารและเทคโนโลยี (ICT) | เติบโตดีอย่างต่อเนื่อง | การแข่งขันในอุตสาหกรรมลดลง และความต้องการใช้งานข้อมูล (Data) เพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ | ADVANC, TRUE |
| ค้าปลีก | ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป | ยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth) เริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่กำลังซื้อโดยรวมยังถูกกดดัน | TBC |
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ยังคงมีบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างการเติบโตของผลกำไรได้อย่างโดดเด่นจากปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว
- กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (เติบโตอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะบางบริษัท) : กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นกลุ่มที่น่าจับตามองที่สุด โดยมีบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA เป็นผู้นำที่ชัดเจน ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก ส่งผลให้คำสั่งซื้อชิ้นส่วนและชิปที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งจากคำสั่งซื้อของลูกค้าโดยตรงและที่ส่งผ่านมาจากบริษัทแม่ในไต้หวัน ทำให้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 ของ DELTA มีทิศทางที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด
- กลุ่มสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) : กลุ่มสื่อสารถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มผลประกอบการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ลดความรุนแรงลงอย่างชัดเจน หลังจากเหลือผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดเพียง 2 ราย คือ ADVANC และ TRUE ประกอบกับความต้องการใช้งานข้อมูล (Data) ของผู้บริโภคที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ทำให้บริษัทในกลุ่มนี้สามารถรักษาการเติบโตของรายได้และผลกำไรไว้ได้อย่างมีเสถียรภาพ
- กลุ่มค้าปลีก (ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป) : สำหรับกลุ่มค้าปลีก คาดว่าผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 จะมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลการดำเนินงานค่อนข้างแผ่วลงอย่างมาก สัญญาณบวกที่สำคัญ คือ ยอดขายของสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth) ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นจากที่เคยติดลบอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นโดดเด่นมากนัก เนื่องจากกำลังซื้อโดยรวมยังคงถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ
กลุ่มธุรกิจที่แนวโน้มกำไรชะลอตัว
| กลุ่มธุรกิจ | แนวโน้มผลกำไร | ปัจจัยสนับสนุน / ปัจจัยกดดัน | หุ้นที่กล่าวถึง |
| เกษตรและอาหาร | ชะลอตัว | ราคาเนื้อหมู, ราคาไข่ และราคากุ้งปรับตัวลดลงรุนแรง สวนทางกับไตรมาส 2 ที่ราคาอยู่ในระดับสูง | TBC |
| พลังงานและปิโตรเคมี | อ่อนตัวลง | ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread Margin) อยู่ในระดับต่ำ และไม่มีรายการพิเศษเหมือนไตรมาสก่อน | PTTGC, SCC |
| โรงพยาบาล | เติบโตไม่ดีเท่าที่ควร (YoY) | สถานการณ์โรคระบาดตามฤดูกาลไม่รุนแรงเท่าปีก่อน และไม่มีการขยายการลงทุนเพิ่มจำนวนเตียง | TBC |
ในทางตรงกันข้าม มีกลุ่มธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับปัจจัยกดดัน ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มผลกำไรในไตรมาสที่ 3 มีทิศทางชะลอตัวลง
- กลุ่มเกษตรและอาหาร (โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อสัตว์) : กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวัฏจักรของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาเนื้อหมู ราคาไข่ และราคากุ้ง ที่มีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงและทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบหลายเดือน ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์ในไตรมาสที่ 2 ที่ราคาอยู่ในระดับสูงและทำให้บริษัทในกลุ่มนี้สามารถทำกำไรได้อย่างโดดเด่น การกลับตัวของราคาดังกล่าวจึงส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้
- กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี : คาดว่าผลการดำเนินงานโดยรวมจะอ่อนตัวลง โดยเฉพาะในหุ้นขนาดใหญ่อย่าง PTTGC และ SCC (ในส่วนธุรกิจปิโตรเคมี) ปัจจัยกดดันหลักมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread Margin) ที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำตามภาวะอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก นอกจากนี้ การที่ไตรมาสก่อนหน้ามีรายการพิเศษเข้ามาช่วยสนับสนุนผลกำไร เมื่อไม่มีรายการดังกล่าวในไตรมาสนี้ จึงทำให้ภาพรวมผลการดำเนินงานดูชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
- กลุ่มโรงพยาบาล : แม้ว่าโดยปกติแล้วไตรมาสที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน จะถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจโรงพยาบาล แต่คาดการณ์ว่าการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (Year-on-Year) อาจไม่ดีเท่าที่ควร สาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์โรคระบาดตามฤดูกาลในปีนี้ไม่รุนแรงเท่ากับปีก่อนหน้า ประกอบกับผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่มีการขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มจำนวนเตียงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ศักยภาพในการเติบโตของรายได้มีจำกัดเมื่อเทียบกับฐานที่สูงในปีก่อน
เจาะกลุ่มธนาคารและผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ลดลง

ในมุมมองของ คุณทรงกรด ได้มีการประเมินว่า ผลกำไรโดยรวมของกลุ่มธนาคารในไตรมาสที่ 3 อาจปรับตัวลดลงประมาณ 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) และคาดว่าจะลดลงถึง 5.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งการชะลอตัวดังกล่าวมีปัจจัยกดดันหลักมาจากสองประเด็นสำคัญ
ความท้าทายจากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัว
ปัจจัยแรกที่ส่งผลกระทบโดยตรง คือ การเติบโตของสินเชื่อที่อยู่ในภาวะชะงักงัน ซึ่งเกิดจากสองมิติประกอบกัน ประการแรก คือ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุนหรือขยายกิจการจากภาคธุรกิจลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ประการที่สอง คือ ท่าทีของสถาบันการเงินเองที่มีความระมัดระวังและเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เมื่ออุปสงค์และอุปทานสินเชื่อต่างชะลอตัวลง จึงส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของรายได้หลักของกลุ่มธนาคาร
แรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่แคบลง
ปัจจัยที่สองซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญไม่แพ้กัน คือ แนวโน้มของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin หรือ NIM) ที่แคบลง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในช่วงขาลง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยรับจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ปรับตัวลดลงตามไปด้วย ซึ่งกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไรจากธุรกิจหลักของธนาคาร และทำให้มาร์จิ้นโดยรวมของกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง
ข้อยกเว้นที่น่าสนใจ ‘ธนาคารกรุงไทย (KTB)’
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาพรวมของผลประกอบการกลุ่มธนาคารที่ชะลอตัว คุณทรงกรดได้ชี้ให้เห็นถึงกรณีศึกษาที่น่าสนใจ นั่นคือ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ซึ่งถูกคาดการณ์ว่าอาจมีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างโดดเด่นและสวนทางกับอุตสาหกรรมได้ ปัจจัยสำคัญไม่ได้มาจากผลการดำเนินงานปกติ แต่มาจากโอกาสในการรับรู้กำไรพิเศษ (Extraordinary Item) ที่เกิดจากการถือครองหุ้นของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งหากมีการบันทึกกำไรดังกล่าวเข้ามาในไตรมาสนี้ ก็จะส่งผลให้ตัวเลขกำไรสุทธิของ KTB มีความโดดเด่นกว่าธนาคารพาณิชย์อื่นอย่างมีนัยสำคัญ
หุ้นเด่นสวนกระแส : DELTA ผู้นำ AI และกลุ่ม ICT เกราะป้องกันตลาดผันผวน
สองกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจและมีแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่งสวนทางกับภาพรวมของตลาด ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่นำโดย DELTA และกลุ่มสื่อสาร (ICT) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ : DELTA โดดเด่นบนคลื่นมหาอำนาจ AI
สำหรับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 นั้น บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ยังคงมีสถานะเป็นดาวเด่นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มอย่างชัดเจน ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ DELTA แตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่น คือ การเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการเติบโตแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก ซึ่งแตกต่างจากผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายอื่นในประเทศที่ยังคงพึ่งพิงการผลิตชิ้นส่วนในกลุ่มยานยนต์หรือกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นซึ่งยังไม่ฟื้นตัวดีนัก
ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ได้ส่งผลให้คำสั่งซื้อชิ้นส่วนของ DELTA ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ของบริษัทในฐานะผู้ผลิตโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม คุณทรงกรดได้ให้ข้อสังเกตว่า ราคาหุ้นของ DELTA ได้ปรับตัวขึ้นมาตอบรับปัจจัยบวกดังกล่าวไปแล้วในระดับหนึ่ง ดังนั้น แม้แนวโน้มผลประกอบการจะยังคงแข็งแกร่ง แต่นักลงทุนจำเป็นต้องพิจารณาถึงมูลค่าหุ้นในปัจจุบันเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน
กลุ่มสื่อสาร (ICT) : สินทรัพย์ปลอดภัยในยามตลาดไม่แน่นอน
ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีความโดดเด่นในด้านการเติบโต กลุ่มสื่อสาร (ICT) กลับมีความน่าสนใจในฐานะที่เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความมั่นคงและทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจสูง ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากพื้นฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของบริษัทในกลุ่มนี้ ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญคือเป็นธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากบริการด้านการสื่อสารและอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ โครงสร้างอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปภายหลังการควบรวมกิจการ ทำให้ปัจจุบันเหลือผู้เล่นรายใหญ่เพียง 2 รายในตลาด ซึ่งส่งผลให้การแข่งขันด้านราคามีแนวโน้มลดลง และเอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพของผลกำไรในระยะยาว ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวกลุ่มสื่อสารจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน หรือนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงมากนัก แต่ยังคงต้องการผลตอบแทนที่มั่นคง
ภาพรวมกลุ่มค้าปลีกและสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อกำไร
กลุ่มค้าปลีกกำลังแสดงสัญญาณของการฟื้นตัวที่ดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยถือว่าได้ผ่านพ้นจุดที่ต่ำที่สุดของผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 มาแล้ว อย่างไรก็ตาม ทิศทางการฟื้นตัวดังกล่าวยังเป็นไปอย่างช้าๆ และยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร
ปัจจัยกดดันสำคัญที่ยังคงจำกัดการเติบโตของกลุ่มค้าปลีก คือ กำลังซื้อโดยรวมของภาคครัวเรือนที่ยังคงเปราะบาง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่เศรษฐกิจในประเทศขาดมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเข้ามาสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าตัวชี้วัดสำคัญอย่างยอดขายของสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth) จะเริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นจากที่เคยติดลบอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้ผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 กลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นได้ ดังนั้น แนวโน้มผลกำไรของกลุ่มค้าปลีกจึงคาดว่าจะดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังคงเป็นการเติบโตในกรอบที่จำกัด
ผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อหุ้นส่งออกและตลาดทุน
อีกหนึ่งปัจจัยมหภาคที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คือ ทิศทางของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งสร้างผลกระทบที่ซับซ้อนต่อตลาดทุนไทย แม้ว่าตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การแข็งค่าของสกุลเงินควรจะดึงดูดกระแสเงินทุนจากต่างประเทศให้ไหลเข้าสู่ตลาดทุน แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทางกัน โดยข้อมูลชี้ว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง
ในประเด็นนี้ คุณทรงกรด มองว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่ามากจนเกินไป อาจทำให้สินทรัพย์ของไทย ซึ่งรวมถึงหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีราคาแพงขึ้นในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ และลดทอนความน่าสนใจในการลงทุนลงได้ ดังนั้น การแข็งค่าของเงินบาทในสถานการณ์ปัจจุบันจึงส่งผลกระทบในสองมิติหลัก ประการแรก คือ สร้างแรงกดดันเชิงลบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันและผลกำไรของหุ้นกลุ่มส่งออก และประการที่สอง คือ ไม่ได้เป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมของตลาดหุ้นไทย เนื่องจากไม่สามารถดึงดูดกระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศได้อย่างที่ควรจะเป็น
แนวทางและกลยุทธ์การลงทุนช่วงตลาดผันผวน
สำหรับกรอบแนวคิดและกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจสำหรับช่วงเวลานี้โดยเฉพาะ การบริหารเงินสดและวินัยในการรอคอย สำหรับกลยุทธ์พื้นฐานที่สำคัญที่สุดในช่วงที่ตลาดผันผวน คือ การสำรองเงินสด (Hold Cash) และมีวินัยในการรอคอยจังหวะที่เหมาะสม การถือครองเงินสดในสัดส่วนที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวม และที่สำคัญ คือ เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์คุณภาพดีในระดับราคาที่น่าสนใจ เมื่อตลาดมีการปรับฐานหรือย่อตัวลงมาอย่างมีนัยสำคัญ การมีเงินสดสำรองไว้จึงเปรียบเสมือนการมีเครื่องมือที่พร้อมจะฉวยโอกาสในยามที่นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังตื่นตระหนก
การกำหนดจุดเข้าซื้อเชิงกลยุทธ์
นอกจากการรอคอยแล้ว การกำหนดจุดเข้าซื้อที่ชัดเจนเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของกลยุทธ์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยคุณทรงกรด ได้ให้มุมมองเชิงเทคนิคว่า ดัชนี SET Index ที่ระดับ ต่ำกว่า 1,250 จุด ถือเป็นแนวรับที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และเป็นระดับที่นักลงทุนสามารถเริ่มทยอยเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานดีได้ โดยการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเช่นนี้จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบและหลีกเลี่ยงการเข้าซื้อที่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง
การคัดเลือกสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับความเสี่ยง
ในช่วงที่ตลาดผันผวน การเลือกหุ้นเป็นรายตัว (Stock Selection) จะมีความสำคัญมากขึ้น โดยนักลงทุนควรเลือกให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้
- กลุ่มความเสี่ยงต่ำ : สำหรับนักลงทุนที่ต้องการจำกัดความเสี่ยงและเน้นความปลอดภัยของเงินลงทุน หุ้นในกลุ่มสื่อสาร (ICT) ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีลักษณะเป็น Defensive Stock มีรายได้และกระแสเงินสดที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ และไม่ได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจมากนัก
- กลุ่มเติบโต (Growth Stock) : สำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูงขึ้นและต้องการโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูง หุ้นอย่าง DELTA ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจจากแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งซึ่งขับเคลื่อนด้วยกระแสเทคโนโลยี AI อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญ คือ ควรพิจารณาเข้าลงทุน “ก็ต่อเมื่อราคามีการย่อตัวลงมาอย่างรุนแรง” เนื่องจากราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยบวกไปแล้วในระดับหนึ่ง
การปรับมุมมองการลงทุนสู่ระยะสั้น
ในภาวะที่ตลาดยังคงรอคอยปัจจัยใหม่ๆ ที่จะเข้ามาชี้นำทิศทางในระยะยาว กลยุทธ์การลงทุนอาจจำเป็นต้องปรับมุมมองมาเน้นที่การเก็งกำไรตามรอบในระยะสั้น (Short-term Trading) ไปก่อน การลงทุนในลักษณะนี้จะช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างกระแสเงินสดจากความผันผวนของตลาดได้ โดยยังไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการถือครองสินทรัพย์ในระยะยาว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัจจัยมหภาคที่ยังคงมีอยู่
จับจังหวะเก็งกำไร โอกาสในหุ้นงบดี และบทวิเคราะห์หุ้นเล็ก-กลาง
นอกเหนือจากกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวแล้ว การเก็งกำไรในระยะสั้นถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่นักลงทุนใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนจากความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น สำหรับโอกาสในการเก็งกำไรในสองกลุ่มหลักที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นที่คาดว่าจะมีผลประกอบการดี และกลุ่มหุ้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง
โอกาสในการเก็งกำไรหุ้นที่คาดการณ์ผลประกอบการดี
โดยธรรมชาติของตลาดทุน ราคาหุ้นมักจะเคลื่อนไหวเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของนักลงทุนล่วงหน้าก่อนที่ข้อมูลจะถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับการเก็งกำไรผลประกอบการ โดยหุ้นที่ถูกคาดการณ์ว่าจะรายงานผลกำไรออกมาดี มักจะมีแรงซื้อเข้ามาผลักดันราคาให้ปรับตัวสูงขึ้นไปก่อนแล้วระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม คุณทรงกรด ได้ชี้ให้เห็นถึง “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่ยังคงมีอยู่ เนื่องจากช่วงเวลาการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ที่แท้จริงนั้นจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม ระยะเวลาที่ยังเหลืออยู่นี้จึงเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้ามาเก็งกำไรในหุ้นเป้าหมายได้ กลยุทธ์นี้เป็นการลงทุนบนความคาดหวังและโมเมนตัมของตลาด ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องประเมินทั้งแนวโน้มผลประกอบการและราคาหุ้นที่ตอบรับไปแล้วเพื่อประกอบการตัดสินใจ
การประเมินจังหวะของหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง
สำหรับหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งมักเป็นเป้าหมายสำคัญของการเก็งกำไรเนื่องจากมีความคล่องตัวสูงนั้น คุณทรงกรด ได้ให้มุมมองที่ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น โดยได้อธิบายถึงวัฏจักรของตลาดว่า โดยปกติแล้วกระแสเงินทุนจะไหลเข้าสู่หุ้นขนาดใหญ่ ก่อนในช่วงแรกของการปรับตัวขึ้นของตลาด และเมื่อตลาดเข้าสู่ภาวะกระทิงเต็มตัวในระยะท้าย การเก็งกำไรจึงจะเริ่มกระจายมาสู่หุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางในระลอกสุดท้าย
จากสภาวะตลาดในปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ตลาดได้เข้าสู่ช่วงของการเก็งกำไรในระลอกสุดท้ายดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลในตลาดฟิวเจอร์ส ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ พบว่า สถานะการถือครองสัญญาซื้อล่วงหน้าสุทธิ ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างน้อย ซึ่งแตกต่างจากช่วงที่ตลาดมีความเชื่อมั่นสูงในอดีตที่เคยมีสถานะ Long สุทธิเกือบแสนสัญญา ตัวเลขดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อทิศทางตลาดในระยะข้างหน้ายังไม่กลับมาเต็มที่ ดังนั้น ด้วยปัจจัยแวดล้อมและสัญญาณทางเทคนิคในปัจจุบัน จึงอาจสรุปได้ว่า การเก็งกำไรในกลุ่มหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางในภาพรวมอาจจะยังไม่ใช่จังหวะเวลาที่เหมาะสมนักในขณะนี้
บทสรุป : การลงทุนท่ามกลางความท้าทาย สู่การแสวงหาโอกาสในตลาดหุ้นไทย

จากการวิเคราะห์แนวโน้มตลาดและกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปีกำลังดำเนินไปท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย สำหรับนักลงทุนไทยแล้ว ความสำเร็จในการลงทุนจากนี้ไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ทิศทางตลาดในภาพใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเลือกเฟ้นสินทรัพย์ที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว และการวางกลยุทธ์การลงทุนที่ยืดหยุ่นและรอบคอบ
ความเป็นจริงที่นักลงทุนต้องเผชิญ คือ ภาวะที่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดั้งเดิมหลายกลุ่ม เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี และธนาคารกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านผลกำไรจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ประกอบกับกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ซึ่งส่งผลต่อกลุ่มค้าปลีก และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงเปราะบาง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ กลับปรากฏให้เห็นถึงโอกาสที่น่าสนใจในกลุ่มธุรกิจที่สามารถเติบโตสวนกระแสได้
ภาพของตลาดที่ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอาจไม่เกิดขึ้นในสภาวะปัจจุบัน แต่จะถูกแทนที่ด้วยภาพของ การเติบโตที่ไม่เท่ากัน ซึ่งหมายความว่า การเลือกหุ้นเป็นรายตัว จะทวีความสำคัญขึ้นอย่างยิ่งยวด กลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกับแนวโน้มการเติบโตของโลก เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากเทคโนโลยี AI หรือกลุ่มธุรกิจที่มีเกราะป้องกันความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจอย่างกลุ่มสื่อสาร จะกลายเป็นเป้าหมายหลักของกระแสเงินทุน
ดังนั้น เส้นทางข้างหน้าสำหรับ นักลงทุนไทยจึงต้องอาศัยวินัย ความอดทน และการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเป็นสำคัญ การรีบร้อนเข้าลงทุนหรือไล่ราคาในภาวะที่ตลาดยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจน โดยเฉพาะในหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีความผันผวนสูง อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงมากกว่าโอกาส กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้คือ การรักษาเงินสดเพื่อรอจังหวะเข้าสะสมสินทรัพย์เป้าหมายในยามที่ตลาดเกิดการปรับฐานลงมาอย่างมีนัยสำคัญ
ท้ายที่สุด แม้เส้นทางของตลาดหุ้นไทยอาจจะยังไม่ราบรื่น แต่สำหรับนักลงทุนที่มีการเตรียมพร้อมและมีมุมมองการลงทุนที่ชัดเจน ทุกความผันผวนที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยง แต่คือโอกาสในการเข้าถึงสินทรัพย์คุณภาพในราคาที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเติบโตให้กับพอร์ตการลงทุนในระยะยาวต่อไป
อ้างอิงจาก F1 Money EP.230
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Community สังคมแห่งการลงทุน” เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเรา: efinancethaiconnect