ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้ากำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยมีปัจจัยชี้นำทั้งจากสถานการณ์การเมืองในประเทศและทิศทางนโยบายการเงินของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลให้ทิศทางของตลาดผันผวนได้อย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะวิเคราะห์แนวโน้มและกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์หน้า จากรายการ F1 Money EP.206 ผ่านมุมมองของคุณวิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (GBS) ที่ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย
หุ้นไทยน่าลงทุนในสัปดาห์นี้ แนะกลยุทธ์-ธีมหุ้นเด่นน่าลงทุน

สำหรับ หุ้นไทยน่าลงทุนในสัปดาห์ที่ 25-31 /08/2025 ทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนภาพการประคองตัวอย่างชัดเจน โดยดัชนียังคงแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบ หรือที่เรียกว่าภาวะ “ไซด์เวย์” (Sideways) ซึ่งเป็นสภาวะที่ตลาดยังขาดปัจจัยชี้นำทิศทางที่ชัดเจน ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีปัจจัยบวกระยะสั้นจากการเมืองในประเทศเข้ามาช่วยหนุนให้ตลาดปรับตัวขึ้นได้บ้าง แต่โดยภาพรวมแล้ว ดัชนียังคงเคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 1250 จุด
ภาพรวมหุ้นไทยในสัปดาห์นี้และแนวโน้มสัปดาห์หน้า
คุณวิลาสินี ได้ให้มุมมองต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยว่า ปัจจัยที่ช่วยพยุงเสถียรภาพของดัชนีไว้ไม่ได้มาจากปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ยังคงมีบทบาทสำคัญ นอกจากนี้ ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นยังเป็นอีกหนึ่งแรงหนุน โดยจะเห็นได้จากการที่หลายสำนักวิจัยได้ทยอยปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในปีนี้ ซึ่งกรอบการคาดการณ์สูงสุดได้ขยับขึ้นไปสูงกว่า 2% แล้ว ถือเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า คาดการณ์ว่า ตลาดจะยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะไซด์เวย์ต่อไป โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ระหว่าง 1230 – 1280 จุด ซึ่งสะท้อนว่าตลาดยังคงรอความชัดเจนจากปัจจัยสำคัญหลายด้านที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางของตลาดหุ้นไทยที่อาจมีความผันผวนได้ในระยะถัดไป
ตัวแปรชี้ทิศทางตลาดหุ้นไทย : จับตาการเมืองในประเทศและนโยบายดอกเบี้ยโลก

ทิศทางของตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ข้างหน้า ถูกกำหนดโดยสองปัจจัยหลักที่นักลงทุนไม่อาจละสายตาได้ นั่นคือ ความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศ และ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้มีน้ำหนักและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกระแสเงินทุนอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยในประเทศ คำวินิจฉัยชี้ขาดอนาคตการเมืองไทย
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ตลาดเฝ้ารอคือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม ซึ่งจะชี้ขาดสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรีของคุณแพทองธาร คุณวิลาสินี วิเคราะห์ว่า ผลการตัดสินที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดยังเปิดทำการ จะสร้างความผันผวนต่อดัชนีอย่างแน่นอน โดยสามารถแบ่งฉากทัศน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ดังนี้
- กรณีที่ 1 : สถานะนายกรัฐมนตรียังคงอยู่ (ได้ไปต่อ) หากศาลมีคำวินิจฉัยเป็นคุณ จะถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุดในการสร้าง เสถียรภาพทางการเมือง และความต่อเนื่องในการบริหารงานของรัฐบาล ความชัดเจนดังกล่าวจะทำให้นโยบายและโครงการต่างๆ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตลาดคาดหวัง สามารถเดินหน้าต่อไปได้ คุณวิลาสินี มองว่า ในกรณีนี้ ตลาดหุ้นน่าจะตอบรับในทิศทางที่ดี เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เคยกดดันบรรยากาศการลงทุนได้คลี่คลายลง
- กรณีที่ 2 : สถานะนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง (ไม่ได้ไปต่อ) ในทางตรงกันข้าม หากคำวินิจฉัยออกมาเป็นลบ จะสร้าง ภาวะสุญญากาศและความไม่แน่นอนทางการเมือง ขึ้นมาทันที ผลกระทบโดยตรง คือ ความต่อเนื่องของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะหยุดชะงัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นใน กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่อ่อนไหวต่อประเด็นนี้ อาจเผชิญกับแรงกดดันจากการที่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ขาดความชัดเจนในการเปิดประมูล สถานการณ์ดังกล่าวจะกลายเป็นปัจจัยกดดัน (Overhang) ตลาดในระยะต่อไป
ปัจจัยต่างประเทศ ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และกระแสฟันด์โฟลว์
นอกเหนือจากปัจจัยการเมืองในประเทศแล้ว ทิศทางนโยบายการเงินโลกยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
- การประชุมเฟดและผลต่อฟันด์โฟลว์ นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ในการประชุมประจำปีที่เมืองแจ็กสันโฮล ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ปัจจุบัน ข้อมูลจาก FedWatch Tool บ่งชี้ว่า ตลาดคาดการณ์ด้วยความน่าจะเป็นสูงถึง 73.5% ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ คุณวิลาสินีชี้ว่า หากเฟดลดดอกเบี้ยจริง จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากจะทำให้ กระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทยและตลาดเกิดใหม่อื่นๆ
- ตัวแปรจากนโยบายการเงินญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยภายนอกที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน คือ นโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สวนทางกับธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อของญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นเกินเป้าหมายที่ 2% สถานการณ์ดังกล่าวอาจดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณฟันด์โฟลว์ที่จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยได้เช่นกัน
เจาะลึก 3 ธีมการลงทุนเด่น กลยุทธ์เลือกหุ้นท่ามกลางภาวะตลาดไซด์เวย์

ในสภาวะที่ตลาดหุ้นไทยยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ (Sideways) การเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมและธีมการลงทุนที่น่าสนใจกลายเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างผลตอบแทน คุณวิลาสินี ได้ให้มุมมองต่อธีมการลงทุนที่โดดเด่นและควรค่าแก่การจับตามองในสัปดาห์หน้า โดยสามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
- การหมุนเวียนการลงทุนสู่กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (Sector Rotation)
คุณวิลาสินี ชี้ว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุน (Sector Rotation) เข้ามายังหุ้น กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูง จึงมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีโดยรวมและสามารถช่วยพยุงตลาดได้เป็นอย่างดี
สำหรับหุ้นที่น่าสนใจในกลุ่มนี้ คือ PTTGC (บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)) โดยคาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากแนวโน้มของฝั่งอุปทาน (Supply) ที่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม คุณวิลาสินีได้ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แม้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดเลือกหุ้น แต่สำหรับจังหวะการเข้าซื้อขายนั้น นักลงทุนจำเป็นต้อง ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) ประกอบการตัดสินใจ เพื่อหาจุดเข้าและจุดออกที่เหมาะสมที่สุด
- การปรับดัชนี MSCI (MSCI Rebalance)
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นรายตัวในระยะสั้น คือ การปรับสมดุลของดัชนี MSCI ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้ โดยได้ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญซึ่งนักลงทุนต้องให้ความสนใจ ได้แก่
- หุ้นที่ถูกปรับออกจากดัชนีหลักไปสู่ดัชนี Small Cap : ได้แก่ KTC (บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)) และ HOMEPRO (บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน))
- หุ้นที่ถูกคัดออกจากดัชนีหลัก (Big Cap) : ได้แก่ OR (บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน))
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลให้กองทุนที่ลงทุนอ้างอิงตามดัชนี MSCI จำเป็นต้องปรับพอร์ตการลงทุน ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับราคาหุ้นเหล่านี้ในระยะสั้น
- ธีมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ G Token และสินทรัพย์ดิจิทัล
ธีมการลงทุนใหม่ที่น่าจับตามอง คือ กลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบนิเวศของสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ G Token คุณวิลาสินีมองว่า หุ้นที่อยู่ในเครือของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเสนอขายโทเคนดิจิทัลผ่านบริษัทลูก จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโอกาสในการระดมทุนรูปแบบใหม่ในอนาคต โดยหุ้นที่น่าสนใจในธีมนี้ประกอบด้วย
- SCB : ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
- KBank : ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
- XPG : บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)
กลุ่มหุ้นเหล่านี้ถูกมองว่า มีความน่าสนใจและมีศักยภาพในการเติบโต เนื่องจากเป็นผู้เล่นสำคัญที่เข้ามามีบทบาทในตลาดการระดมทุนยุคใหม่
เจาะลึกหุ้นรายกลุ่ม โอกาสในกลุ่มโรงพยาบาลและความท้าทายของค้าปลีก

ในภาวะที่ภาพรวมตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน การวิเคราะห์เจาะลึกลงในรายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญเพื่อค้นหาโอกาสในการลงทุน คุณวิลาสินี ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจต่อหุ้น กลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวรออยู่ สวนทางกับ กลุ่มค้าปลีก ที่ยังคงเผชิญกับความท้าทายเฉพาะด้าน
กลุ่มโรงพยาบาล (BH และ BDMS) : โอกาสท่ามกลางฤดูกาลและความน่าสนใจด้านมูลค่า
สำหรับหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล เป็นหนึ่งในกลุ่มที่น่าสนใจ โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 3 ซึ่งถือเป็น ช่วงไฮซีซั่น (High Season) ของธุรกิจ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนที่โดยทั่วไปจะมีอัตราการเจ็บป่วยของประชาชนสูงขึ้น เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อผลประกอบการ
- BDMS : บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) : มีจุดเด่นในด้าน ฐานลูกค้าต่างชาติที่หลากหลาย แม้ในช่วงที่ผ่านมาอาจได้รับผลกระทบจากจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มตะวันออกกลางที่ลดลงไปบ้าง แต่คุณวิลาสินีประเมินว่าภาพรวมในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน
- BH : บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) : มีความโดดเด่นและเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการรักษา กลุ่มลูกค้าที่มีภาวะมีบุตรยาก ซึ่งถือเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากนโยบายของประเทศจีนที่เริ่มส่งเสริมให้ประชาชนมีบุตรมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าต่างชาติของโรงพยาบาลในอนาคต
ในมิติของการประเมินมูลค่า (Valuation) คุณวิลาสินีให้ข้อสังเกตว่า ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลได้ปรับตัวลดลงจากช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่มีราคาแพงมากจนเกินไป มาอยู่ในระดับที่น่าสนใจและไม่แพงจนเกินไปนัก ดังนั้น จังหวะที่ราคาหุ้นปรับฐานลงมานี้จึงอาจเป็น โอกาสในการทยอยเข้าสะสม สำหรับนักลงทุนระยะยาวได้
กลุ่มค้าปลีก อย่าง (CPALL) : เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว
สำหรับกลุ่มค้าปลีก คุณวิลาสินี ชี้ว่า ยังคงเผชิญกับปัจจัยกดดันที่สำคัญ โดยเฉพาะหุ้นอย่าง CPALL : บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) แม้ผลประกอบการโดยรวมจะออกมาดี แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง
ปัจจัยกดดันหลักมาจากตัวเลข “ยอดขายสาขาเดิม” (Same-Store Sales Growth หรือ SSSG) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตของยอดขายจากสาขาที่เปิดดำเนินการอยู่แล้ว (ไม่นับสาขาเปิดใหม่) คุณวิลาสินี ระบุว่า ตัวเลข SSSG ของทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมค้าปลีกมีการปรับตัวลดลง ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจชะลอตัวลง และตัวเลขดังกล่าวได้กลายเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นในกลุ่มนี้ออกมา
วางกลยุทธ์ลงทุนสัปดาห์หน้า แนวทางสำหรับนักลงทุนระยะยาว-เก็งกำไร และกลุ่มที่ควรระมัดระวัง

ท่ามกลางสภาวะที่ตลาดหุ้นไทยกำลังจะเผชิญกับปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้า ทั้งจากประเด็นการเมืองในประเทศและทิศทางนโยบายการเงินโลก การวางกลยุทธ์การลงทุนที่ชัดเจนและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คุณวิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ได้ให้คำแนะนำและแนวทางการลงทุน โดยจำแนกตามเป้าหมายของนักลงทุนแต่ละประเภท พร้อมระบุถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนระยะยาว : มองหาโอกาสในภาวะผันผวน
สำหรับนักลงทุนที่มุ่งเน้นการลงทุนในระยะยาว คุณวิลาสินีแนะนำให้มองความผันผวนของตลาดเป็นโอกาส หากปัจจัยทางการเมืองส่งผลให้ตลาดหรือราคาหุ้นพื้นฐานดีปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง จังหวะดังกล่าวถือเป็นโอกาสที่ดีในการ “ทยอยเข้าสะสม” (Gradual Accumulation) การเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดปรับฐานจะทำให้นักลงทุนสามารถสะสมหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งได้ในระดับราคาที่น่าสนใจยิ่งขึ้น
แนวทางสำหรับนักลงทุนระยะสั้น-เก็งกำไร : ติดตามสถานการณ์รายวัน
ในทางกลับกัน สำหรับนักลงทุนที่เน้นการเก็งกำไรในระยะสั้น คุณวิลาสินีเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดเป็นรายวัน เนื่องจากภาวะตลาดในสัปดาห์หน้าจะมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยกระทบสูง การตัดสินใจจึงต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละวันว่ามีปัจจัยใดเข้ามาสนับสนุนหรือกดดันตลาด นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อหาจังหวะการเข้า-ออกที่แม่นยำ จะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับกลยุทธ์การเก็งกำไร
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องติดตามและใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
คุณวิลาสินี ได้ระบุถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการเข้าลงทุนเป็นพิเศษในระยะนี้
- กลุ่มท่องเที่ยว : เป็นกลุ่มที่ยังคงมีความไม่ชัดเจนสูง เนื่องจากถูกกดดันจาก จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ส่งผลให้หุ้นที่เคยได้รับประโยชน์โดยตรงยังคงเผชิญกับแรงกดดัน คุณวิลาสินีให้ความเห็นว่า ในสภาวะปัจจุบันที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวดี อาจจะยังไม่ถึงจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าซื้อ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาดูอย่างใกล้ชิด หากในอนาคตภาครัฐมีการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวชุดใหม่ที่ชัดเจน ก็อาจเป็นปัจจัยจุดประกายให้เกิดการเข้ามา “ซื้อเก็งกำไร” ในหุ้นกลุ่มนี้ได้อีกครั้ง
- กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์: เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ หากรัฐบาลสหรัฐฯ มีการออกมาตรการทางภาษีต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากจีนหรือยุโรป ก็อาจส่งผลกระทบทางลบมาถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยได้ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกันในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
บทสรุปและข้อคิดสำหรับนักลงทุน

โดยสรุป ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ข้างหน้าจะเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความระมัดระวังในการลงทุนสูง ทั้งความชัดเจนทางการเมืองในประเทศที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 และทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของกระแสเงินทุนและส่งผลต่อดัชนีโดยรวม นักลงทุนจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้
สำหรับนักลงทุนระยะยาวนั้น ภาวะตลาดที่ปรับฐานอาจเป็นจังหวะในการพิจารณาเข้าสะสมหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ตามฤดูกาล เช่น กลุ่มโรงพยาบาล หรือกลุ่มที่สอดคล้องกับธีมการลงทุนแห่งอนาคต ขณะที่นักลงทุนระยะสั้นจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีวินัยในการลงทุน เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนรายวัน
ท้ายที่สุดนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์ของปัจจัยชี้นำต่างๆ จะออกมาในทิศทางใด การกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน และการเลือกกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ จะเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถนำพาพอร์ตการลงทุนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้ไปได้อย่างมั่นคง
ตารางสรุป จับตาตลาดหุ้นไทย สัปดาห์ชี้ชะตา 29 สิงหา
| ประเด็นสำคัญ | รายละเอียด / หุ้นตัวอย่าง | คำแนะนำ / กลยุทธ์ |
| สถานการณ์การเมืองสำคัญ (29 ส.ค.2568) | - ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดสถานะนายกรัฐมนตรี
| – หากอยู่ต่อตลาดบวก สร้างเสถียรภาพ – หากไม่ได้ต่อ สร้างความไม่แน่นอน กระทบกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง |
| ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐ | - ตลาดคาดเฟดอาจลดดอกเบี้ย กว่า 73.5%
| – ลดดอกเบี้ยหนุนฟันด์โฟลว์เข้าสินทรัพย์เสี่ยง เช่นหุ้นไทยและตลาดเกิดใหม่ |
| ธีมลงทุนเด่น 3 กลุ่ม | 1. พลังงาน-ปิโตรเคมี (หุ้น: PTTGC) 2. ปรับดัชนี MSCI (หุ้น: KTC, HOMEPRO, OR) 3. สินทรัพย์ดิจิทัล (หุ้น: SCB, KBank, XPG) | – ติดตามจังหวะซื้อขายโดยใช้ Technical Analysis – ระวังความผันผวนจาก MSCI Rebalance |
| กลุ่มโรงพยาบาล | - BDMS: ฐานลูกค้าต่างชาติหลากหลาย
- BH: เชี่ยวชาญรักษาผู้มีบุตรยาก มีโอกาสโตระยะยาว
| – ราคาเข้าทรงที่น่าสนใจ เหมาะสำหรับทยอยสะสมระยะยาว |
| กลุ่มค้าปลีก (CPALL) | - เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อชะลอตัว
| – ระวังราคาหุ้นและการเทขายจาก SSSG ต่ำลง |
| กลุ่มท่องเที่ยว | - นักท่องเที่ยวลดลง โดยเฉพาะชาวจีน
| – ยังไม่ถึงจังหวะซื้อ รอติดตามมาตรการกระตุ้นชุดใหม่ |
| กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ | - ระวังผลกระทบสงครามการค้า สหรัฐฯ-จีน และยุโรป
| – ติดตามข่าวสารความขัดแย้งการค้าอย่างใกล้ชิด |
| กลยุทธ์สำหรับนักลงทุน | - ระยะยาว: ใช้ความผันผวนเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานดี
- เก็งกำไร: ติดตามสถานการณ์รายวันและใช้ Technical Analysis
| – กระจายความเสี่ยง และเลือกกลยุทธ์ตามเป้าหมายและระดับความเสี่ยงตนเอง |
อ้างอิงจาก F1 Money EP.206
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Community สังคมแห่งการลงทุน” เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเรา: efinancethaiconnect