บทเรียนราคาแพงวิกฤต “การบินไทย” เซ่นพิษน้ำท่วม จากการบริหารความเสี่ยงที่ล้มเหลว จนกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายของ “ชาย เอี่ยมศิริ” พ้น CEO ในทันที
วิกฤตการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล หลายคนยกให้เป็น “มหาอุทกภัย 2569” ที่เกิดช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ได้สั่นคลอนสายการบินแห่งชาติ “การบินไทย” เมื่อฝนตกหนักส่งผลให้น้ำท่วมจนกระทบการบิน ส่งผลให้เที่ยวบินดีเลย์พุ่ง กระเป๋าเดินทางตกค้างมากกว่า 10,000 ใบ จนเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูความศรัทธาหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบสนามบินสุวรรณภูมิช่วงวันที่ 26-28 กันยายน 2569 กลับกลายเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งขององค์กรอย่างรุนแรง
สาเหตุปัญหาการบินไทย
แม้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเปิดให้บริการได้ตามปกติ แต่บริการภาคพื้นของการบินไทยกลับล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์ เกิดภาพความวุ่นวายของการสะสมของกระเป๋าสัมภาระนับหมื่นใบ เที่ยวบินล่าช้า และการยกเลิกเที่ยวบินต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของฟ้าฝน แต่เป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างและการบริหารวิกฤตที่ไม่ทันท่วงที
ปัญหาของการบินไทย หากมองเพียงผิวเผิน น้ำท่วมคือสาเหตุหลัก แต่เมื่อเจาะลึกโครงสร้างการทำงาน พบว่ามี 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย
1.วิกฤตแรงงานขาดแคลนแบบฉับพลัน หลังเกิดน้ำท่วมขังรุนแรงในพื้นที่สมุทรปราการและรอบสนามบิน ทำให้พนักงานภาคพื้น ไม่สามารถเดินทางมาเข้ากะได้ เมื่อขาดกำลังคนในการยก สับเปลี่ยน และลำเลียงสัมภาระ ระบบทั้งหมดจึงหยุดชะงักลงทันที
2.อุปกรณ์และสายพานลำเลียงชำรุดทรุดโทรม เป็นปัจจัยซ้ำเติม ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ขนถ่ายสัมภาระ และเครื่องมือภาคพื้นของการบินไทยจำนวนมากอยู่ในสภาพชำรุด เสียหาย หรือไม่พร้อมใช้งาน เมื่อขาดทั้งคนและอุปกรณ์ที่สมบูรณ์ การจัดการสัมภาระจึงติดขัดสะสมอย่างรวดเร็ว
3.ในขณะที่บริการภาคพื้นของการบินไทยเป็นอัมพาต แต่ผู้ให้บริการภาคพื้นของสายการบินอื่นๆในสุวรรณภูมิกลับสามารถประคองการบริการและทำงานได้อย่างต่อเนื่องไม่มีปัญหา สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ปัญหาหลักเกิดจาก ระบบบริหารจัดการภายในของการบินไทยเอง ไม่ใช่ปัจจัยภายนอกจากน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว

วิเคราะห์ความเสียหาย
ความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่สร้างความโกลาหลให้กับการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เกิดเที่ยวบินดีเดย์สะสมรุนแรงทั้งขาไปและขากลับ แต่ยังสร้างผลเสียและเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากในหลายเส้นทาง จากการดีเลย์สะสมและความเชื่อมั่นที่ถูกกระทบ
หมายความว่าด้านภาพลักษณ์และแบรนด์ของการบินไทย ได้กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้โดยสารระดับพรีเมียมอย่างมหาศาล โดยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ออกมาระบุว่าเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในสายตาโลกอย่างรุนแรง
พร้อมกล่าวอย่างดุเดือดในการให้สัมภาษณ์ว่า “เป็นการบริหารความเสี่ยงที่ล้มเหลว ถ้าผู้บริหารระดับสูงไม่อยากทำแล้ว เพราะใกล้จะครบวาระ ก็ควรลาออกไป ให้คนที่อยากทำเข้ามาทำแทน”
นอกจากนี้ ผลกระทบการบินไทยยังลามไปสู่ด้านการเงิน ที่บริษัทฯต้องแบกรับค่าชดเชยให้ผู้โดยสาร ค่าขนส่งสัมภาระตกค้างส่งตรงถึงบ้าน หรือโรงแรมผู้โดยสารย้อนหลัง ค่าที่พักรองรับผู้โดยสารเที่ยวบินดีเลย์ ตลอดจนสูญเสียรายได้จากการยกเลิกเที่ยวบิน และยังกระทบความเชื่อมั่นในตลาดทุน ที่บั่นทอนความมั่นใจของผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเป็นอย่างมาก
ความล้มเหลวในการบริหารจัดการ
ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น กระแสสังคมต่างชี้เป้าไปที่ความล้มเหลวในการบริหารของผู้บริหารระดับสูงของสายการบินไทย โดยเฉพาะการขาดแผนบริหารความเสี่ยงและแผนฉุกเฉิน (BCP) โดยเห็นว่าองค์กรระดับสายการบินแห่งชาติควรมีแผน BCP เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจนเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ แต่การบินไทยกลับไร้แผนสำรองเรื่องกำลังคนและการสำรองอุปกรณ์ภาคพื้นอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่ปัญหาเริ่มก่อตัวตั้งแต่วันศุกร์-เสาร์ แต่การแก้ไขรับมือกลับล่าช้าปล่อยให้ปัญหาล้นทะลักจนถึงขั้นต้องใช้พนักงานออฟฟิศและกำลังทหารเข้ามาช่วยแบกกระเป๋าในสัปดาห์ถัดมา รวมไปถึงการสื่อสารในภาวะวิกฤตที่ล้มเหลว จะเห็นได้ว่าผู้โดยสารจำนวนมากไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสัมภาระที่สูญหายหรือเที่ยวบินที่ล่าช้า สร้างความโกรธแค้นบนโลกออนไลน์อย่างหนัก
สั่ง CEO พ้นหน้าที่
เพื่อหยุดยั้งวิกฤตความเชื่อมั่นและแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณชน คณะกรรมการ (บอร์ด) ของการบินไทย ได้มีมติเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ให้นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO/DD) หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เซ่นพิษการบริหารจัดการวิกฤตน้ำท่วมที่ล้มเหลว
เมื่อ CEO ถูกให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง เป็นการเปิดให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยบอร์ดการบินไทยสั่งตั้งกรรมการสอบสวนการบริหารงานในภาวะวิกฤตอย่างละเอียด เพื่อหาผู้รับผิดชอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับความบกพร่องของอุปกรณ์และการจัดการกำลังคน
แต่คนในสังคมกลับได้ตั้งคำถามตามมาอย่างหนักว่า การให้นายชาย เอี่ยมศิริ พ้นหน้าที่ CEO แต่เพียงผู้เดียวอาจไม่เป็นธรรมมากนัก โดยได้เรียกร้องให้บอร์ดการบินไทย ที่นำโดยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ดการบินไทย พร้อมกับคณะ ได้แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ด้วย
การสรรหา CEO การบินไทยคนใหม่
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่การบินไทยกำลังเปิดรับสมัครประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่พอดี เนื่องจากนายชาย เอี่ยมศิริ กำลังจะครบวาระเดิมในเดือน มกราคม 2570 โดยบริษัทฯ ได้เปิดรับสมัครตำแหน่ง CEO ตั้งแต่วันที่ 7-27 กันยายน 2569 ซึ่งปิดรับสมัครไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กระบวนการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO หรือ DD) คนใหม่ของการบินไทย มีผู้ยื่นใบสมัครทั้งหมด 8 ราย ล่าสุดมีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 7 รายล้วนเป็นคนในแทบทั้งสิ้น
เปิดรายชื่อและประวัติของผู้สมัคร 7 รายที่ผ่านคุณสมบัติ
1.นายชาย เอี่ยมศิริ (อดีต CEO และกรรมการบริษัท) เป็นลูกหม้อการบินไทยยาวนานกว่า 40 ปี เริ่มงานตั้งแต่ปี 2528 มีความเชี่ยวชาญสูงด้านบริหาร การเงิน และบัญชี เคยดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี (CFO) ก่อนก้าวขึ้นเป็น CEO เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อนำองค์กรผ่านช่วงฟื้นฟูกิจการ
แม้เจ้าตัวจะยื่นสมัครเพื่อดำรงตำแหน่งต่ออีกสมัย แต่เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 บอร์ดการบินไทยได้มีมติสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ พ้นจากตำแหน่ง CEO ทันที จากวิกฤตปัญหากระเป๋าตกค้างและเที่ยวบินป่วนช่วงน้ำท่วม
2.นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ (ประธานเจ้าหน้าที่หน่วยธุรกิจการบิน – D1) เป็นผู้บริหารปัจจุบันของการบินไทย รับผิดชอบดูแลกลุ่มหน่วยธุรกิจ (Business Units) เช่น ครัวการบิน (THAI Catering), คลังสินค้า (Cargo), และงานบริการอุปกรณ์ภาคพื้น (Ground Equipment)
3.นายเชิดพันธ์ โชติคุณ (ประธานเจ้าหน้าที่สายช่าง – DT) เป็นผู้บริหารปัจจุบันสายเทคนิคและฝ่ายช่างการบินไทย ดูแลการบำรุงรักษาเครื่องบิน (MRO) และความปลอดภัยทางเทคนิคการบินทั้งหมด
4.นายชวาล รัตนวราหะ (ประธานเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการ – DO) เป็นผู้บริหารปัจจุบัน ควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติการบิน นักบิน ฝ่ายการบิน และมาตรฐานความปลอดภัยทางอากาศของการบินไทย
5.นายกรกฎ ชาตะสิงห์ (อดีตประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ – DN) เป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงสายงานการพาณิชย์ มีประสบการณ์ด้านการขาย การตลาด และเส้นทางการบินทั้งในและต่างประเทศ
6.นายวิวัฒน์ ปิยะวิโรจน์ (อดีตรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์) เป็นอดีตผู้บริหารสายงานพาณิชย์และการขายของการบินไทย มีบทบาทสำคัญในการวางกลยุทธ์สร้างรายได้และการตลาดตั๋วเครื่องบินในยุคก่อนฟื้นฟูกิจการ
7.นายนนท์ กลินทะ (อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการพาณิชย์และกลยุทธ์) เป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงที่ดูแลสายงานกลยุทธ์องค์กรและการพาณิชย์ของการบินไทย
นอกจากนี้ กระบวนการสรรหา CEO/DD การบินไทย ยังเปิดโอกาสให้คณะกรรมการสรรหาแบบเฉพาะเจาะจงเสนอชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ได้อีกด้วย โดยต้องจับตาบุคคลที่กระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่เสนอเข้ามา รวมถึงผู้บริหารองค์กรที่มีคุณสมบัติตามกำหนด ซึ่งมีชื่อของนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่กำลังจะครบวาระในวันที่ 31 มกราคม 2570 ด้วยเช่นกัน
ถอดบทเรียนไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
วิกฤตครั้งนี้คือบทเรียนราคาแพงที่การบินไทยต้องปรับปรุงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะต้องเร่งยกเลิกหรือซ่อมบำรุงอุปกรณ์ภาคพื้นดินที่เสื่อมสภาพ นำระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีติดตามสัมภาระแบบเรียลไทม์ มาใช้เพื่อลดการพึ่งพางานแรงงานคน
ที่สำคัญคือการยกเครื่องแผนบริหารความเสี่ยง โดยจัดทำแผนรับมือภัยธรรมชาติขั้นสูงสุด มีพันธมิตรหรือ Sub-contractor สำรองที่สามารถดึงกำลังคนมาช่วยงานได้ภายใน 2-4 ชั่วโมงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
รวมถึง CEO การบินไทยคนใหม่ที่จะเข้ามาต้องมีความเด็ดขาด มีความเชี่ยวชาญด้าน Operational Excellence คือความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการ ไม่ใช่เชี่ยวชาญแค่เรื่องการเงินหรือการฟื้นฟูโครงสร้างหนี้เพียงอย่างเดียว
วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภัยธรรมชาติ แต่คือการสะท้อนให้เห็นจุดอ่อนที่แท้จริงของการบินไทย ว่าโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงมีความล้มเหลว ทำให้โจทย์ใหญ่ของ CEO การบินไทยคนใหม่ ต้องเข้ามากอบกู้ศรัทธาจากผู้โดยสารทั่วโลก และฟื้นความเชื่อมั่นด้านบริการให้เหมาะกับการที่ “การบินไทย” เป็นสายการบินแห่งชาติ!