นับเป็นข่าวสำคัญสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ เมื่อกระทรวงการคลังได้ประกาศแผนการเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่คุ้นเคยในชื่อ “บัตรคนจน” รอบใหม่ล่าสุด ซึ่งมีกำหนดการจะประกาศให้ทราบภายในเดือนพ.ย. นี้ พร้อมกับการเปิดลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ โดยการดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญสองประการ คือ การเปิดรับผู้ลงทะเบียนรายใหม่ และการทบทวนคุณสมบัติผู้ถือบัตรเดิมกว่า 13.5 ล้านคน เพื่อยกระดับความแม่นยำในการจัดสรรสวัสดิการให้ส่งตรงถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง คาดการณ์ว่าหลังเสร็จสิ้นกระบวนการ จะมีผู้ได้รับสิทธิ์รวมทั้งสิ้นราว 15 ล้านคน
วิธีลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ (สวัสดิการแห่งรัฐ 2568) ใครต้องลงทะเบียนบ้าง

อัปเดต คลังยืนยัน เลื่อนเปิดลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รอบใหม่ เป็นต้นปี 2569 ชี้เร่งงานด่วน-ทบทวนเกณฑ์ใหม่ทั้งหมด
กระทรวงการคลังได้ให้ความชัดเจนเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) รอบใหม่ โดยยืนยันว่าอาจมีการเลื่อนกำหนดการเดิมจากช่วงปลายปี 2568 ออกไปเป็นช่วงต้นปี 2569 แทน ทั้งนี้ เพื่อให้มีเวลาในการทบทวนเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้รับสิทธิ์ให้มีความรัดกุมและสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมากที่สุด
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า กรอบเวลาเดิมที่เคยวางแผนไว้ในเดือนพฤศจิกายน 2568 นั้น อาจจะไม่ทันการณ์ เนื่องจากในขณะนี้ทางกระทรวงการคลังมีภารกิจเร่งด่วนหลายประการที่ต้องระดมทีมงานเพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน โดยเฉพาะโครงการที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในกลุ่ม “Quick Big Win”
สำหรับนโยบาย “Quick Big Win” นั้น ถือเป็นยุทธศาสตร์เร่งด่วนของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยมุ่งเน้นการ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ซึ่งประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว, การแก้หนี้ภาคประชาชน, การช่วยเหลือธุรกิจ SME, การเพิ่มการออมภาคประชาชน และการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดังนั้น การที่กระทรวงการคลังต้องทุ่มเททรัพยากรไปกับการผลักดันมาตรการเหล่านี้ จึงส่งผลให้การเตรียมการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ต้องขยับออกไป
ด้วยเหตุผลดังกล่าว นายลวรณ จึงคาดการณ์ว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเปิดลงทะเบียนรอบใหม่น่าจะเป็นช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งการเลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเลื่อนกำหนดการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการ “ปฏิรูป” เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการใหม่ทั้งหมดอีกด้วย
“เงื่อนไขจะเปลี่ยนแน่นอน เพราะหากไม่เปลี่ยนก็ไม่ต้องเปิดลงทะเบียนใหม่อะไร” นายลวรณ ระบุ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า การคัดกรองในรอบถัดไปจะมีความแตกต่างจากเดิม เพื่อให้มั่นใจว่าสวัสดิการจากภาครัฐจะถูกจัดสรรไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริงในสถานการณ์ปัจจุบัน
พื่อให้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จึงควรพิจารณาเกณฑ์การคัดกรองในปัจจุบัน (รอบปี 2565-2568) ซึ่งใช้ในการพิจารณาผู้รับสิทธิ์ โดยมีเงื่อนไขสำคัญ อาทิ
เช็กคุณสมบัติ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ (ปี 2568–2569) ใครมีสิทธิ์ได้รับบ้าง
- มีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
- มีรายได้ส่วนบุคคลไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
- มีรายได้เฉลี่ยของครอบครัวไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
- มีทรัพย์สินทางการเงิน (เช่น เงินฝาก, พันธบัตร) รวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน
- ไม่มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เกินเกณฑ์ที่กำหนด
- ต้องไม่มีบัตรเครดิต
- ไม่มีวงเงินกู้บ้านเกิน 1.5 ล้านบาท หรือวงเงินกู้รถยนต์เกิน 1 ล้านบาท
สรุปในการพิจารณาคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ (ปี 2568–2569) ตามข้อมูลเบื้องต้นจากกระทรวงการคลัง (อัปเดต พ.ย. 2568) ผู้ลงทะเบียนจะต้องมีสัญชาติไทย และมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
เกณฑ์สำคัญคือเรื่องรายได้ โดยกำหนดให้ผู้ลงทะเบียนมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี หากพิจารณาในรูปแบบครอบครัว รายได้เฉลี่ยต่อคนในครอบครัวก็จะต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีเช่นกัน
ด้านทรัพย์สินทางการเงิน กำหนดไว้ว่าต้องมีไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งรวมถึง เงินฝาก พันธบัตร ตราสารหนี้ และกองทุนต่าง ๆ
ส่วนเกณฑ์ทรัพย์สินอื่น ๆ ที่กระทรวงการคลังกำหนดนั้น เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ โดยจะต้องมีที่ดินเพื่ออยู่อาศัยไม่เกิน 1 ไร่ หรือที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่เกิน 10 ไร่ หากเป็นกรณีห้องชุดหรือคอนโดมิเนียม ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาท นอกจากนี้ ผู้ลงทะเบียนจะต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งในลักษณะเพื่อการลงทุนหรือให้เช่า
ผู้ลงทะเบียนจะต้องไม่มีบัตรเครดิต หรือมีวงเงินสินเชื่อเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ได้แก่ สินเชื่อบ้านต้องไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และสินเชื่อรถต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท
สุดท้าย ผู้ลงทะเบียนจะต้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ เช่น ภิกษุ สามเณร นักบวช ผู้ต้องขัง บุคคลในสถานสงเคราะห์ รวมถึงข้าราชการ พนักงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ และผู้รับบำนาญจากรัฐ หรือข้าราชการการเมือง
ข้อควรระวังและคำแนะนำสำหรับผู้สมัคร
แม้ว่าข้อมูลคุณสมบัติที่กล่าวมาจะเป็นกรอบหลักที่กระทรวงการคลังประกาศไว้ แต่ยังมีการทบทวนหลักเกณฑ์อยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะเรื่องรายได้และทรัพย์สินเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้นผู้ที่สนใจควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่พลาดข้อมูลที่อาจมีการปรับเปลี่ยน?
นอกจากนี้ การเตรียมเอกสารที่จำเป็น เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เอกสารแสดงรายได้ และหลักฐานทรัพย์สิน จะช่วยให้กระบวนการลงทะเบียนเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่กระทรวงการคลังหรือศูนย์บริการร่วมของภาครัฐในพื้นที่?
ดังนั้น การทบทวนเกณฑ์ใหม่ทั้งหมดจึงอาจหมายถึงการปรับเปลี่ยนตัวเลขรายได้ ทรัพย์สิน หรือเพิ่มเงื่อนไขอื่นๆ เข้ามาพิจารณาด้วย ในขณะเดียวกัน การเปิดลงทะเบียนรอบใหม่นี้ จะดำเนินการควบคู่ไปกับการทบทวนสิทธิ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมที่มีอยู่ประมาณ 13.5 ล้านคนด้วยเช่นกัน ซึ่งกระบวนการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักเกณฑ์โครงการที่กำหนดให้มีการตรวจสอบและทบทวนสิทธิ์ในทุกๆ 2 ปี เพื่อเป็นการอัปเดตข้อมูลผู้รับสิทธิ์ให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด
สำหรับกระบวนการทบทวนสิทธิ์ดังกล่าว จะมีการตรวจสอบฐานรายได้และคุณสมบัติอื่นๆ ใหม่อีกครั้ง หากพบว่าผู้ถือบัตรรายเดิมมีรายได้หรือทรัพย์สินเกินกว่าเกณฑ์ใหม่ที่จะกำหนด ก็จะถูกตัดสิทธิออกจากระบบสวัสดิการ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยืนยันว่า ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวยังคงมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์เพื่อขอให้มีการตรวจสอบข้อมูลซ้ำได้ตามขั้นตอน
โดยสรุป การเลื่อนเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปเป็นช่วงต้นปี 2569 ถือเป็นการจัดลำดับความสำคัญของภารกิจภาครัฐ และเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับการคัดกรองผู้รับสิทธิ์ให้มีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น ซึ่งประชาชนที่รอคอยการลงทะเบียนรอบใหม่นี้ จำเป็นต้องติดตามประกาศเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ฉบับใหม่อย่างใกล้ชิดต่อไป
ข้อมูลเบื้องต้นจากกระทรวงการคลัง (อัปเดต พ.ย. 2568)
เกณฑ์คุณสมบัติเบื้องต้นสำหรับผู้ลงทะเบียน (ฉบับเดิม)

ข้อมูลของผู้สมัครจะถูกนำไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 40 แห่ง อาทิ กรมที่ดิน, สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.), กระทรวงแรงงาน, และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) โดยกระบวนการตรวจสอบจะใช้เวลาประมาณ 45 วัน สำหรับเกณฑ์คุณสมบัติเบื้องต้น มีดังนี้
รายได้
- ต้องมีรายได้ส่วนบุคคลไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
- รายได้เฉลี่ยของสมาชิกในครอบครัว ต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
สินทรัพย์ทางการเงิน
- มีสินทรัพย์ เช่น เงินฝาก, สลากออมสิน/ธ.ก.ส., พันธบัตรรัฐบาล รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน
เงื่อนไขและข้อจำกัดอื่น ๆ
- ต้องไม่มีบัตรเครดิต
- ต้องไม่มีวงเงินกู้สำหรับซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านหรือคอนโด) เกิน 1.5 ล้านบาท
- ต้องไม่มีวงเงินกู้สำหรับซื้อยานพาหนะ (รถยนต์) เกิน 1 ล้านบาท
กลุ่มบุคคลที่ไม่ได้รับสิทธิ์
- ภิกษุ, สามเณร, ผู้ต้องขัง, บุคคลในสถานสงเคราะห์, ข้าราชการ, พนักงานราชการ, ผู้รับบำเหน็จรายเดือน, ผู้รับบำนาญ, ข้าราชการการเมือง, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
คู่มือลงทะเบียน บัตรคนจน ผ่านเว็บไซต์ ครบจบทุกขั้นตอน

เพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดให้กับประชาชน กระทรวงการคลังได้เปิดช่องทางการลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวก รวดเร็ว และช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางไปยังหน่วยรับลงทะเบียน สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติและมีความพร้อมในการใช้งานอินเทอร์เน็ต สามารถดำเนินการทั้งหมดได้ด้วยตนเองผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ บทความนี้จะสรุปขั้นตอนทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อให้คุณเตรียมตัวและดำเนินการได้อย่างถูกต้อง
เตรียมตัวให้พร้อม! สิ่งที่ต้องมีก่อนเริ่มลงทะเบียนออนไลน์
ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการกรอกข้อมูล เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น ควรเตรียมเอกสารและข้อมูลสำคัญต่อไปนี้ให้พร้อม
- บัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด (Smart Card): ต้องใช้ทั้ง หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และ รหัส Laser ID ที่อยู่ด้านหลังบัตร
- ข้อมูลส่วนตัว: ชื่อ-นามสกุล, วันเดือนปีเกิด, ที่อยู่ปัจจุบัน, และข้อมูลการติดต่อ
- ข้อมูลสมาชิกในครอบครัว: เตรียมข้อมูลบัตรประชาชนของบุคคลในครอบครัว (คู่สมรส, บุตร) เพื่อใช้ในการกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขของโครงการ
ขั้นตอนการลงทะเบียนออนไลน์ ง่ายกว่าที่คิด
เมื่อเตรียมข้อมูลพร้อมแล้ว สามารถเริ่มต้นลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ได้ทันทีตามขั้นตอนต่อไปนี้
1 เข้าสู่เว็บไซต์โครงการ เริ่มต้นด้วยการเข้าไปที่เว็บไซต์หลักของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือ https://welfare.mof.go.th จากนั้นมองหาปุ่มหรือแบนเนอร์ที่มีข้อความว่า “ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ” แล้วคลิกเพื่อเข้าสู่หน้าแรกของระบบการลงทะเบียน
2 ยืนยันตัวตนเบื้องต้นด้วยข้อมูลบัตรประชาชน : ในขั้นตอนนี้ ระบบจะเริ่มกระบวนการยืนยันตัวตนของผู้สมัครในเบื้องต้น โดยกำหนดให้ผู้สมัครกรอกข้อมูลสำคัญ 2 ส่วนจากบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องและเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรม ซึ่งประกอบด้วย
- หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก
- รหัส Laser ID (ชุดตัวอักษรและตัวเลขบริเวณด้านหลังบัตร)
หลังจากกรอกข้อมูลสำคัญทั้งสองส่วนครบถ้วนแล้ว ให้ผู้สมัครกดปุ่ม “ขั้นตอนถัดไป” เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
3: กรอกข้อมูลผู้ลงทะเบียนและครอบครัวให้ครบถ้วน ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยระบบจะแบ่งหน้าจอการกรอกข้อมูลออกเป็น 4 ส่วนหลัก ผู้ลงทะเบียนจะต้องกรอกรายละเอียดอย่างรอบคอบและถูกต้องตามความเป็นจริง ได้แก่
- ส่วนที่ 1: ข้อมูลส่วนตัวของผู้ลงทะเบียน
- ส่วนที่ 2: รายละเอียดของสมาชิกในครอบครัว (ถ้ามี)
- ส่วนที่ 3: การแจ้งความต้องการขอรับความช่วยเหลือด้านหนี้สิน (หากต้องการ)
- ส่วนที่ 4: ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
4: เลือกหน่วยงานรับลงทะเบียน (สำหรับบางกรณี) สำหรับ ผู้ลงทะเบียนที่มีสถานะโสด หรือ มีครอบครัวแต่สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีอายุเกิน 18 ปีและมีร่างกายสมบูรณ์ ท่านจะต้องทำการเลือก “หน่วยรับลงทะเบียน” ที่ท่านสะดวกจากรายชื่อหน่วยงานที่ปรากฏขึ้นมา เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในระบบ
5: ตรวจสอบความถูกต้องและกดยืนยันข้อมูล หลังจากกรอกข้อมูลครบทุกส่วนแล้ว ระบบจะแสดงข้อมูลทั้งหมดที่ท่านกรอกไปเพื่อให้ตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้าย โปรดอ่านและทบทวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน หากพบข้อผิดพลาดให้รีบแก้ไข เมื่อมั่นใจว่าข้อมูลทั้งหมดถูกต้องสมบูรณ์แล้ว ให้กดยืนยันการลงทะเบียน
6: เสร็จสิ้นการลงทะเบียน รอการตรวจสอบสถานะ เมื่อท่านกดยืนยันข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ถือว่าการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ในกรณีนี้ ท่านและครอบครัวไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยื่นเอกสารหรือยืนยันตัวตนที่หน่วยรับลงทะเบียนอีก สามารถรอติดตามการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติผ่านทางเว็บไซต์ของโครงการได้โดยตรง
หลังลงทะเบียนเสร็จสิ้น ต้องทำอะไรต่อ? หลังจากเสร็จสิ้น 6 ขั้นตอนข้างต้น หน้าที่ของผู้ลงทะเบียนคือการรอให้หน่วยงานภาครัฐทำการตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งจะใช้เวลาในการตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ กว่า 40 แห่ง ขอแนะนำให้บันทึกข้อมูลการลงทะเบียนของท่านไว้ และคอยติดตามข่าวสารจากกระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบสถานะผลการลงทะเบียนของท่านในลำดับต่อไป
คู่มือลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568 ที่หน่วยบริการ ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง เช็คที่นี่

นอกเหนือจากช่องทางออนไลน์แล้ว กระทรวงการคลังยังอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 ได้ที่หน่วยรับลงทะเบียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นช่องทางที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือต้องการคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อให้การลงทะเบียนเป็นไปอย่างราบรื่น การเตรียมเอกสารให้ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด ตั้งแต่สถานที่รับลงทะเบียนไปจนถึงเอกสารที่ต้องใช้ในแต่ละกรณี
เปิดพิกัด 7 หน่วยงานที่เปิดรับลงทะเบียนทั่วประเทศ
ท่านสามารถเลือกเดินทางไปยังหน่วยรับลงทะเบียนที่สะดวกที่สุดใกล้บ้านท่านได้ จากรายชื่อ 7 หน่วยงานหลักของภาครัฐ ดังต่อไปนี้
- ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา
- ธนาคารออมสิน ทุกสาขา
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขา
- สำนักงานคลังจังหวัด ทั่วประเทศ (สังกัดกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง)
- สำนักงานคลังเขต/สำนักงานคลังอำเภอ ทั่วประเทศ
- ที่ว่าการอำเภอ ทุกแห่ง
- สำนักงานเมืองพัทยา (สำหรับผู้ที่อาศัยในเขตเมืองพัทยา)
เช็คลิสต์เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียม (แบ่งตามกรณี)
เอกสารที่ต้องใช้จะแตกต่างกันไปตามสถานะของครอบครัวผู้ลงทะเบียน ขอให้ท่านตรวจสอบและเตรียมเอกสารตามกรณีของท่านให้ครบถ้วน
- กรณีผู้ลงทะเบียนโสด (ไม่มีครอบครัว) สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนด้วยตนเองและไม่มีครอบครัว (ไม่มีคู่สมรสและบุตร) เอกสารที่ต้องใช้มีเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ
- แบบฟอร์มลงทะเบียน: กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนและลงลายมือชื่อ
- บัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง): ของผู้ลงทะเบียน
- กรณีผู้ลงทะเบียนมีครอบครัว (มีคู่สมรส และ/หรือ บุตร) การลงทะเบียนสำหรับผู้ที่มีครอบครัวจะมีรายละเอียดด้านเอกสารเพิ่มเติม เพื่อใช้ในการตรวจสอบคุณสมบัติด้านรายได้เฉลี่ยของครัวเรือน
เอกสารของผู้ลงทะเบียน
- แบบฟอร์มลงทะเบียนที่กรอกข้อมูลครบถ้วน
- บัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง)
เอกสารของครอบครัว (คู่สมรส และ/หรือ บุตร)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของคู่สมรสและบุตร พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง
- หรือใช้สำเนาสูติบัตรของบุตร (กรณีบุตรยังไม่มีบัตรประชาชน)
- หรือใช้สำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อแสดงความสัมพันธ์
การยืนยันตัวตนของสมาชิกในครอบครัว: เพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูล ขอแนะนำให้คู่สมรสและบุตรของผู้ลงทะเบียน เดินทางมาแสดงตนพร้อมบัตรประชาชนตัวจริง ที่หน่วยรับลงทะเบียนด้วย ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบข้อมูลและยืนยันตัวตนได้ครบถ้วนในครั้งเดียว
- กรณีพิเศษ: สำหรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการที่ไม่สะดวกเดินทาง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนด้วยตนเองได้ โครงการได้เปิดให้มีการ “มอบอำนาจ” ให้บุคคลอื่นที่ได้รับความไว้วางใจมาดำเนินการแทนได้ โดยต้องเตรียมเอกสารทั้งหมด ดังนี้
เอกสารของผู้ลงทะเบียน (ผู้มอบอำนาจ)
- แบบฟอร์มลงทะเบียน (กรอกข้อมูลครบถ้วน)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของคู่สมรส/บุตร (พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง)
- หนังสือมอบอำนาจ (ตามแบบฟอร์มที่โครงการกำหนด)
- สำเนาบัตรประจำตัวผู้พิการ (ถ้ามี) หรือใบรับรองแพทย์ (ถ้ามี) เพื่อเป็นหลักฐานยืนยัน
เอกสารของผู้ที่มาดำเนินการแทน (ผู้รับมอบอำนาจ)
- บัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง)
การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตามรายการข้างต้น จะช่วยให้ขั้นตอนการลงทะเบียน ณ หน่วยบริการเป็นไปอย่างรวดเร็วและสมบูรณ์ ลดความจำเป็นในการเดินทางมาติดต่อหลายครั้ง ขอให้ท่านตรวจสอบเอกสารและเลือกเดินทางไปยังหน่วยบริการที่สะดวกที่สุด
สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ตามที่กระทรวงการคลังได้เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 หนึ่งในประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชนคือรายละเอียดของสิทธิประโยชน์ที่ผู้ถือบัตรจะได้รับ ซึ่งนับเป็นเครื่องมือสำคัญของภาครัฐในการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยวงเงินช่วยเหลือดังกล่าวถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมมิติค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างรอบด้าน
สำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติ จะได้รับสวัสดิการหลัก 5 ด้าน ซึ่งโฆษกกระทรวงการคลังได้ชี้แจงรายละเอียดไว้ ดังนี้
- วงเงินสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน สิทธิประโยชน์หลักที่ผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับคือวงเงินสำหรับจัดซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ วงเงินจำนวน 300 บาทนี้ จะถูกโอนเข้าบัตรในทุก ๆ เดือน เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์สามารถนำไปใช้ชำระค่าสินค้าผ่านเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) ณ ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าอื่น ๆ ที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ
- เงื่อนไขสำคัญ: วงเงินส่วนนี้ไม่สามารถกดออกมาเป็นเงินสดได้ และเป็นสิทธิ์แบบเดือนต่อเดือน หากใช้ไม่หมดในเดือนนั้น ๆ วงเงินที่เหลือจะไม่มีการสะสมไปยังเดือนถัดไป มาตรการนี้จึงมุ่งเน้นการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในแต่ละเดือนโดยตรง
- ส่วนลดค่าจัดซื้อก๊าซหุงต้ม จำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในครัวเรือน ผู้ถือบัตรจะได้รับวงเงินส่วนลดสำหรับค่าก๊าซหุงต้มจำนวน 80 บาท ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่ให้ทุก 3 เดือน (สำหรับรอบล่าสุดคือ กรกฎาคม – กันยายน 2568) โดยผู้มีสิทธิ์สามารถใช้ สิทธิประโยชน์ นี้ได้ที่ร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่เข้าร่วมโครงการ
- วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ รวม 750 บาทต่อคนต่อเดือน ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเดินทางเพื่อประกอบอาชีพและการเข้าถึงบริการที่จำเป็น จึงได้จัดสรรวงเงินค่าเดินทางไว้สูงถึง 750 บาทต่อเดือน ครอบคลุมระบบขนส่งสาธารณะหลากหลายประเภท ได้แก่
- รถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
- รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)
- รถไฟฟ้า (BTS/MRT/ARL)
- รถไฟ
- และรถโดยสารเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ สิทธิประโยชน์ ด้านการเดินทางนี้ ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงานและบริการสาธารณสุขได้อย่างมีนัยสำคัญ
- มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า จำนวน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน สำหรับมาตรการช่วยเหลือด้านค่าสาธารณูปโภค จะเป็นสิทธิ์ “1 ครัวเรือนต่อ 1 สิทธิ์” โดยผู้ที่ลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้า จะได้รับการสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 315 บาทต่อเดือน
- เงื่อนไขเบื้องต้น: โดยทั่วไป ครัวเรือนนั้น ๆ จะต้องมีการใช้ไฟฟ้าไม่เกินเกณฑ์ที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กำหนด (เช่น ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาทต่อเดือน) และจะต้องลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์กับหน่วยงานการไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งภาครัฐจะชำระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้คืนให้
- มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา จำนวน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน เช่นเดียวกับค่าไฟฟ้า มาตรการช่วยเหลือค่าน้ำประปาเป็นสิทธิ์ “1 ครัวเรือนต่อ 1 สิทธิ์” โดยจะได้รับวงเงินสนับสนุนไม่เกิน 100 บาทต่อเดือน
- เงื่อนไขเบื้องต้น: ครัวเรือนจะต้องมีการใช้น้ำประปาไม่เกินเกณฑ์ที่การประปานครหลวง (กปน.) หรือการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กำหนด (เช่น ใช้น้ำประปาในมูลค่าไม่เกิน 100 บาทต่อเดือน) และต้องมีการลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์กับหน่วยงานการประปาเช่นกัน
ทั้งนี้ รายละเอียดและหลักเกณฑ์เงื่อนไขฉบับสมบูรณ์ของ สิทธิประโยชน์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งหมด จะได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังอีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ประชาชนผู้สนใจควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ของภาครัฐ เพื่อเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในสิทธิ์ที่ตนจะได้รับอย่างครบถ้วน
ตารางสรุป สิทธิประโยชน์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568
| สิทธิประโยชน์ | รายละเอียด | จำนวนเงิน/ช่วงเวลา | เงื่อนไขและข้อจำกัด | หมายเหตุ |
| ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค | วงเงินสำหรับจัดซื้อสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน | 300 บาท ต่อคน ต่อเดือน | ใช้ผ่านเครื่อง EDC ที่ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐและร้านค้าอื่น | ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ |
| ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม | ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในครัวเรือน | 80 บาท ต่อคน ทุก 3 เดือน (ทุกไตรมาส) | ใช้ที่ร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่เข้าร่วมโครงการ | รอบล่าสุด ก.ค. – ก.ย. 2568 |
| ค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ | สนับสนุนค่าใช้จ่ายเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะหลากหลายประเภท | 750 บาท ต่อคน ต่อเดือน | ครอบคลุม ขสมก., บขส., BTS, MRT, ARL, รถไฟ, รถโดยสารเอกชน | เพิ่มโอกาสเข้าถึงงานและบริการสาธารณสุข |
| บรรเทาภาระค่าไฟฟ้า | สนับสนุนค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือน | 315 บาท ต่อครัวเรือน ต่อเดือน | ใช้ไฟฟ้าไม่เกินเกณฑ์ที่ กฟน. หรือ กฟภ. กำหนด, ต้องลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ | สิทธิ์ 1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ |
| บรรเทาภาระค่าน้ำประปา | สนับสนุนค่าน้ำประปาสำหรับครัวเรือน | 100 บาท ต่อครัวเรือน ต่อเดือน | ใช้น้ำประปาไม่เกินเกณฑ์ที่ กปน. หรือ กปภ. กำหนด, ต้องลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ | สิทธิ์ 1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ |
เช็กสิทธิ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนพฤศจิกายน 2568 เติมเงินพิเศษให้ผู้ถือบัตรเดิม ได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 2568 โครงการสวัสดิการแห่งรัฐยังคงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง โดยมีกรมบัญชีกลาง ภายใต้กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการและโอนเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์สามารถนำไปใช้จ่ายได้อย่างตรงจุดประสงค์
สำหรับในเดือนพฤศจิกายน 2568 นี้ กรมบัญชีกลางได้กำหนดปฏิทินการโอนเงินสวัสดิการต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ถือบัตรฯ สามารถวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดการจ่ายเงินในวันสำคัญต่างๆ ดังนี้
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568: วงเงินหลักเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเดินทาง
เริ่มต้นเดือนใหม่ด้วยวงเงินสนับสนุนค่าครองชีพที่จำเป็น ซึ่งจะถูกโอนเข้าบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิ์ในวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยวงเงินเหล่านี้ ไม่สามารถ กดเป็นเงินสดได้ และ ไม่สามารถ สะสมยอดไปใช้ในเดือนถัดไปได้ ประกอบด้วย:
- วงเงินสำหรับซื้อสินค้า: 1,150 บาทต่อเดือน นี่คือวงเงินหลักสำหรับใช้จ่ายค่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ผ่านร้านค้าธงฟ้าประชารัฐและร้านค้าอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการ
- ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม: 80 บาทต่อ 3 เดือน นอกจากนี้ ยังมีวงเงินส่วนลดสำหรับการซื้อก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นมาตรการต่อเนื่อง โดยยอด 80 บาทนี้ เป็นสิทธิ์สำหรับรอบไตรมาส (ตุลาคม – ธันวาคม 2568)
- วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ: 750 บาทต่อเดือน ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังสนับสนุนค่าเดินทางครอบคลุมระบบขนส่งหลักหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น บขส., รถไฟ, รถไฟฟ้า (เช่น BTS, MRT) และรถโดยสารเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง
ข้อควรทราบสำคัญคือ วงเงินทั้ง 3 ส่วนนี้เป็นสิทธิ์เฉพาะบุคคลที่ได้รับในแต่ละเดือน หากใช้ไม่หมด วงเงินจะถูกตัดและเริ่มต้นใหม่ในเดือนถัดไป ไม่มีการสะสมยอดคงเหลือ
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568: การสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มเปราะบาง (ผู้พิการ)
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้พิการ โดยในวันที่ 20 พฤศจิกายน จะมีการโอน “เงินเบี้ยความพิการเพิ่มเติม” จำนวน 200 บาทต่อเดือน โดย สิทธิ์นี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ สำหรับผู้พิการที่ได้ลงทะเบียนรับสิทธิ์เบี้ยความพิการ 800 บาทต่อเดือน จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่แล้วเท่านั้น (ซึ่งโดยทั่วไปจะโอนเข้าบัญชีประมาณวันที่ 10 ของเดือน) การโอนเงินเพิ่มเติม 200 บาทในวันที่ 20 นี้ จะทำให้ผู้พิการกลุ่มดังกล่าวได้รับเงินช่วยเหลือรวมทั้งสิ้น 1,000 บาทต่อเดือน
- ช่องทางการรับเงิน: เงินช่วยเหลือเพิ่มเติม 200 บาทนี้ จะถูกโอนผ่านระบบ e-Payment เข้าบัญชีธนาคารที่ผูกไว้กับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือบัญชีธนาคารที่ใช้รับเบี้ยความพิการ 800 บาทเป็นประจำ
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568: เงินช่วยเหลือเพื่อการยังชีพ (ผู้สูงอายุรายได้น้อย)
ในวันที่ 24 พฤศจิกายน จะเป็นคิวของการโอน “เงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย” ในอัตรา 100 บาทต่อเดือน สำหรับการโอนเงินในวันนี้ถือเป็น การโอนเงินรอบที่ 2 สำหรับผู้สูงอายุที่ได้ทำการยืนยันตัวตน (ตามเดือนเกิด) และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นมา
- ช่องทางการรับเงิน: เช่นเดียวกับกลุ่มผู้พิการ เงินสงเคราะห์ส่วนนี้จะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้มีสิทธิ์ที่ผูกไว้กับเบี้ยความพิการ (กรณีเป็นผู้พิการด้วย) หรือบัญชีธนาคารใดก็ได้ที่ผูกบริการ e-Payment ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักไว้
จะเห็นได้ว่า การจัดสรรสวัสดิการในเดือนพฤศจิกายน 2568 นี้ ครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าเดินทาง และการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด ผู้มีสิทธิ์ควรตรวจสอบยอดเงินและวางแผนการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับกำหนดการโอนเงินดังกล่าว เพื่อรักษาสิทธิ์ประโยชน์สูงสุดของตนเอง
อ้างอิงข้อมูลจาก govwelfare และ welfare
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Community สังคมแห่งการลงทุน” เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเรา: efinancethaiconnect