แทบไม่น่าเชื่อว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ซึ่งกำลังขึ้นแท่นเป็นตลาดดาวเด่นของโลก หลังจากที่ดัชนี KOSPI พุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จากแรงหนุนของกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะกลายเป็นตลาดที่ผันผวนได้อย่างสุดขั้ว
ความร้อนแรงดังกล่าวกลับพลิกเป็นความผันผวนรุนแรงในเวลาอันสั้น เมื่อ KOSPI ร่วงลงกว่า 30% จากจุดสูงสุดในเดือนมิ.ย ก่อนดีดกลับทำสถิติพุ่งขึ้นถึง 18% ภายในวันเดียวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 ก.ค.) ความเคลื่อนไหวดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วสัปดาห์เดียว กำลังสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านจาก “AI Rally” ไปสู่ “AI Volatility” อย่างเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ การปรับฐานครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าฟองสบู่ AI กำลังแตก หรือเป็นเพียงแรงขายทางเทคนิคที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อ

ที่มา: https://keia.org/analysis/explaining-south-koreas-stock-market-boom/
เมื่อ AI เปลี่ยนโครงสร้างตลาดหุ้นเกาหลีใต้
แรงขับเคลื่อนสำคัญของ KOSPI ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะชิปหน่วยความจำสำหรับ AI
Samsung Electronics และ SK Hynix กลายเป็นผู้ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก ส่งผลให้ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทปรับตัวขึ้นหลายเท่าภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี และมีมูลค่ารวมคิดเป็นกว่า 55% ของมูลค่าตลาด KOSPI เพิ่มขึ้นจากเพียง 22% เมื่อปลายปี 2023

ที่มา: https://keia.org/analysis/explaining-south-koreas-stock-market-boom/
การกระจุกตัวของมูลค่าตลาดในหุ้นเพียงสองตัว แม้จะช่วยผลักดันดัชนีให้ทำสถิติใหม่ แต่ก็ทำให้ตลาดมีความเปราะบางมากขึ้น เพราะการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเดียวสามารถฉุดดัชนีทั้งตลาดได้ทันที
ขณะเดียวกัน รัฐบาลของประธานาธิบดี อี แจ-มยอง เดินหน้าปฏิรูปธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดเปลี่ยน “Korea Discount” ให้กลายเป็น “Korea Premium” ผ่านการเพิ่มสิทธิผู้ถือหุ้น ปรับโครงสร้างบอร์ด และส่งเสริมการจ่ายเงินปันผล ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดในช่วงที่ผ่านมา
ทำไมตลาดจึงร่วง ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง
แม้ผลประกอบการของบริษัทชิปจะยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่แรงขายในตลาดกลับไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน
Morgan Stanley มองว่าการปรับฐานรอบล่าสุดเกิดจากกระบวนการลดเลเวอเรจ (Deleveraging) หลังนักลงทุนจำนวนมากเข้าลงทุนผ่านมาร์จิ้น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และ Leveraged ETF ในช่วงตลาดขาขึ้น
เมื่อราคาหุ้นเริ่มอ่อนตัว การถูกบังคับขายเพื่อรักษาระดับหลักประกันยิ่งเร่งให้ตลาดปรับลง ขณะที่ Leveraged ETF ซึ่งต้องปรับพอร์ตทุกวันตามกลไกการลงทุน กลายเป็นตัวเร่งให้แรงขายขยายวงกว้าง จนการปรับฐานที่เริ่มต้นจากปัจจัยทางเทคนิค กลายเป็นแรงกดดันต่อตลาดทั้งระบบ
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับการฟื้นตัวของตลาดในเวลาต่อมา หลังแรงขายจากการลดเลเวอเรจเริ่มคลี่คลาย และนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อสุทธิในวงเงินสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยยังคงขายต่อเนื่อง
Leveraged ETF ดาบสองคมตลาดหุ้นเกาหลีใต้
ปัจจัยใดที่อธิบายความผันผวนของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้ดีที่สุดในปีนี้ คงหนีไม่พ้นเครื่องมือที่เรียกว่า Leveraged ETF
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มูลค่าสินทรัพย์ของ ETF ในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลโสมขาวยังไฟเขียวให้จัดตั้ง Single-stock Leveraged ETF ที่อ้างอิงหุ้น Samsung Electronics และ SK Hynix เป็นครั้งแรก เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงหุ้น AI ด้วยเงินลงทุนที่น้อยลง
อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาหุ้นกลับทิศ กองทุนประเภทนี้กลับกลายเป็นตัวเร่งความผันผวน เพราะต้องซื้อหรือขายหุ้นอ้างอิงทุกวันเพื่อรักษาระดับเลเวอเรจ ส่งผลให้แรงขายจึงทวีคูณความผันผวนมากกว่าตลาดปกติ
ผลลัพธ์คือ ดัชนีความผันผวนของตลาดเกาหลีใต้ทะยานขึ้นสูงกว่าช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ขณะที่ตลาดต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker หลายครั้งภายในปีเดียว สะท้อนว่าความผันผวนในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากโครงสร้างของตลาดที่เปลี่ยนไป
รัฐบาลจึงต้องเร่งออกมาตรการควบคุม ทั้งการเพิ่มเงินประกันสำหรับ Leveraged ETF จำกัดสัดส่วนการลงทุนของรายย่อย ระงับการออกกองทุนใหม่บางประเภท และกำหนดให้นักลงทุนต้องผ่านการอบรมก่อนซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง

ที่มา: https://keia.org/analysis/explaining-south-koreas-stock-market-boom/
ปรับฐานรอบนี้ คือความเสี่ยงหรือโอกาส
แม้ความผันผวนจะสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับนักลงทุนระยะสั้น แต่หลายสำนักวิเคราะห์ยังเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรม AI ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ความต้องการชิปหน่วยความจำยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้เดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์
Morgan Stanley ปรับคำแนะนำหุ้นเกาหลีใต้ขึ้นเป็น “Overweight” พร้อมประเมินว่าดัชนี KOSPI ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกราว 36% หลังแรงขายจากการลดเลเวอเรจผ่านพ้นช่วงที่รุนแรงที่สุดไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ครั้งนี้คือ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งการพึ่งพาหุ้นเพียงไม่กี่บริษัท การกระจุกตัวของเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ใช้เลเวอเรจ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การปรับฐานครั้งนี้อาจไม่ได้เปลี่ยน Narrative ของ AI แต่เป็นการเตือนว่า ยิ่งตลาดขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังมากเพียงใด ความผันผวนก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว และนั่นอาจเป็นความท้าทายที่แท้จริงของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในระยะต่อไป มากกว่าทิศทางของกำไรบริษัทจดทะเบียน
ที่มา Bloomberg (1), (2) และ KEIA