ในภูมิทัศน์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปัจจุบัน สมการของการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อความฝันที่จะมี “บ้าน” สักหลังไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการและความพยายามเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กลับถูกท้าทายด้วยกำแพงทางการเงินที่สูงขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตการณ์ “การปฏิเสธสินเชื่อ” ที่ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ปกติ ส่งผลให้ผู้ซื้อจำนวนมากต้องพับแผนการในชีวิตลงอย่างน่าเสียดาย
กู้ซื้อบ้านไม่ผ่านทำไงดี? SENA ชี้ทางออก เช่า-ออม-บ้าน เพื่อคนอยากมีบ้าน

ภาวะชะงักงันนี้ได้บีบให้ผู้ประกอบการต้องทบทวนบทบาทและกลยุทธ์ทางธุรกิจครั้งใหญ่ จากที่เคยแข่งขันกันด้วยทำเลและการออกแบบสู่การสร้างนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง บทความนี้ จะเจาะลึกถึงแนวทางการปรับตัวของบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผ่านวิสัยทัศน์ของ ดร.เกศรา ธัญญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ ที่ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ในรายการ F1Money EP.22 ที่กำลังพยายามจะนิยามเส้นทางสู่การเป็นเจ้าของบ้านขึ้นมาใหม่ เพื่อเปลี่ยนทางตันของผู้บริโภคให้กลายเป็นทางเลือกที่จับต้องได้จริง
ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ไทย : ความท้าทายที่ต้องเผชิญ
ดร.เกศรา ธัญญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้วิเคราะห์ถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงปี 2568-2569 ว่า ยังคงเป็นช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายอย่างรอบด้าน โดยมีตัวแปรสำคัญคือสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค
โดยปกติแล้วภาคอสังหาริมทรัพย์มักจะเติบโตควบคู่ไปกับภาวะเศรษฐกิจที่ดี แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มศักยภาพ ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่แม้จะมีแนวโน้มทรงตัวแต่ยังคงอยู่ในระดับที่ถือเป็นต้นทุนสูงสำหรับผู้ประกอบการและผู้ซื้อ และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้ได้ลดทอนกำลังซื้อและความสามารถในการก่อหนี้ของผู้บริโภคลงอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งสร้างความกังวลและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดคอนโดมิเนียมอยู่บ้าง แต่ดร.เกศรา มองว่า ผลกระทบดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้นและได้คลี่คลายลงแล้ว ความท้าทายที่แท้จริงซึ่งสะท้อนภาพของตลาดอสังหาฯ ในปัจจุบัน คือ ปรากฏการณ์ที่ “ดัชนีราคาที่อยู่อาศัย” ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กลับสวนทางกับ “ยอดการขอสินเชื่อใหม่” ที่ลดลง ดร.เกศรา อธิบายว่า การปรับขึ้นของราคาบ้านไม่ได้เกิดจากความต้องการที่ร้อนแรง แต่เป็นผลจาก
“ต้นทุนที่สูงขึ้น” (Cost Push) เป็นหลัก โดยมีองค์ประกอบสำคัญ คือ
- ราคาที่ดิน : ยังไม่มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน แม้ธุรกรรมการซื้อขายจะทำได้ยากขึ้น
- ค่าวัสดุก่อสร้าง : แม้วัสดุบางชนิดอาจมีราคาลดลง แต่โดยภาพรวมยังคงทรงตัวในระดับสูง
- ค่าแรง : ถือเป็นต้นทุนสำคัญ โดยเฉพาะในโครงการอาคารสูงที่ค่าแรงมีสัดส่วนสูงถึงกว่า 20% และมีแต่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ไม่มีแนวโน้มลดลง
ปัจจัยด้านต้นทุนเหล่านี้ผลักดันให้ราคาขายที่อยู่อาศัยต้องปรับตัวสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน รายได้ของภาคประชาชนกลับเติบโตไม่ทันกับการเพิ่มขึ้นของราคาบ้าน เมื่อสถานการณ์นี้มาผนวกกับสภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง จึงนำไปสู่บทสรุปที่ชัดเจน นั่นคือ ปัญหาการกู้สินเชื่อไม่ผ่าน ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่สั่นคลอนเสถียรภาพของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์โดยรวม
วิกฤต “กู้ไม่ผ่าน” Pain Point ใหญ่ของคนอยากมีบ้าน

ดร.เกศรา ได้มีการชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย นั่นคือ วิกฤตการปฏิเสธสินเชื่อ หรือ “กู้ไม่ผ่าน” ซึ่งได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
ข้อมูลเปรียบเทียบที่น่าสนใจว่า หากย้อนกลับไปในอดีต ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีเสถียรภาพมากกว่านี้ โดยผู้ซื้อที่ยื่นขอสินเชื่อ 10 ราย จะมีผู้ที่ได้รับการอนุมัติสูงถึง 8 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนความสำเร็จถึง 80% ทว่าสถานการณ์ในปัจจุบันกลับพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง อัตราการปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 50% หมายความว่า ในจำนวนผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน 10 ราย จะมีถึง 5 รายที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ซึ่งตัวเลขนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกในอนาคต
อัตราการปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง
ภาวะ “กู้ไม่ผ่าน” นี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่ได้สร้างผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ (Ripple Effect) ในวงกว้าง สำหรับผู้บริโภค คือ การทลายความฝันและเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงของชีวิต ทำให้แผนการซื้อที่อยู่อาศัยต้องหยุดชะงัก และบีบให้ต้องกลับไปอยู่ในตลาดเช่าดังเดิม ในขณะเดียวกันสำหรับผู้ประกอบการทุกรายที่ลงทุนพัฒนาโครงการ ปัญหานี้หมายถึงการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาล เพราะแม้จะสามารถทำการตลาดจนลูกค้าตัดสินใจซื้อได้แล้ว แต่กลับไม่สามารถปิดการขายได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระแสเงินสดและทำให้เกิดปัญหาสินค้าคงคลังสะสม
จากการวิเคราะห์ของเสนา พบว่า ต้นตอของวิกฤต “กู้ไม่ผ่าน” สามารถจำแนกออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- รายได้ไม่เพียงพอ (Bad Income) : ปัญหานี้เป็นผลกระทบโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจที่รายได้ของประชาชนเติบโตไม่ทันกับราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ซื้อจำนวนมากมีคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกณฑ์ความสามารถในการชำระหนี้ (Debt Service Ratio: DSR)
- ประวัติข้อมูลเครดิต (Bad Credit) : ผู้ซื้อบางรายอาจเคยมีประวัติการผิดนัดชำระหนี้ในอดีต ซึ่งแม้ว่าจะได้แก้ไขไปแล้ว แต่ข้อมูลดังกล่าวยังคงส่งผลต่อคะแนนเครดิต ทำให้สถาบันการเงินขาดความเชื่อมั่นในการอนุมัติวงเงินกู้ระยะยาวที่มีมูลค่าสูงอย่างสินเชื่อที่อยู่อาศัย
- ความไม่มั่นใจในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Bad Confidence) : ปัจจัยนี้เป็นเรื่องของจิตวิทยาผู้บริโภค แม้ผู้ซื้อบางกลุ่มจะมีศักยภาพทางการเงินเพียงพอ แต่ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจในระยะยาว ทำให้เกิดความลังเลและไม่กล้าที่จะผูกมัดตนเองกับภาระหนี้สินระยะยาวถึง 30 ปี เนื่องจากขาดความมั่นใจในความมั่นคงของรายได้และหน้าที่การงานในอนาคต
SENA ปฏิวัติทางเลือกคนอยากมีบ้าน : เจาะลึกโซลูชัน ‘เช่า-ออม-บ้าน’ และโมเดลไฮบริด

ท่ามกลางวิกฤตการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ทวีความรุนแรงขึ้น ดร.เกศรา ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์เชิงรุกของเสนาในการเปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นโอกาส แทนที่จะยอมสูญเสียกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพแต่ประสบปัญหา “กู้ไม่ผ่าน” ไป บริษัทได้พัฒนาโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมเพื่อรักษาลูกค้ากลุ่มนี้ไว้ พร้อมกับตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในเวลาเดียวกัน
“Liv Nex” โซลูชัน “เช่า-ออม-บ้าน” เปลี่ยนผู้เช่าสู่การเป็นเจ้าของ
เพื่อแก้ไขปัญหาการกู้ไม่ผ่านอย่างตรงจุด เสนาได้นำเสนอโปรแกรม “Liv Nex” หรือ “เช่า-ออม-บ้าน” ซึ่งดำเนินการผ่าน บริษัท เงินสดใจดี ซึ่งเป็นสถาบันการเงินในเครือของบริษัท แนวคิดหลักของโซลูชันนี้คือการเปลี่ยนสถานะของลูกค้าจาก “ผู้ซื้อที่กู้ไม่ผ่าน” ให้กลายเป็น “ผู้เช่า” ในโครงการของเสนา แต่มีความพิเศษกว่าการเช่าทั่วไป กล่าวคือ ค่าเช่าที่ลูกค้าจ่ายในแต่ละเดือนจะถูกนำไปทยอยหักลดเงินต้นของราคาบ้าน เสมือนเป็นการสะสมเงินดาวน์ไปในตัว
กลไกนี้ทำงานภายใต้ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นพิเศษเพียง 1.8% ต่อปี ทำให้ค่าเช่าส่วนใหญ่ถูกแปลงไปเป็นเงินออมเพื่อลดภาระเงินต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดร.เกศรา ได้ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า หากบ้านมีราคา 1 ล้านบาท เมื่อลูกค้าเข้าโปรแกรมนี้เป็นระยะเวลา 3 ปี เงินต้นของบ้านจะลดลงประมาณ 100,000 บาท ทำให้ยอดหนี้คงเหลือสำหรับยื่นกู้ใหม่ในอนาคตอยู่ที่เพียง 900,000 บาท
ยิ่งไปกว่านั้น โปรแกรม “เช่า-ออม-บ้าน” ยังสร้างประโยชน์สองต่อให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ คือ
- การสะสมทุน : เงินค่าเช่าที่จ่ายไปไม่สูญเปล่า แต่จะกลายเป็นส่วนทุนที่ช่วยลดภาระในการขอสินเชื่อในอนาคต
- การสร้างประวัติทางการเงิน : เสนาได้ร่วมมือกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในโครงการ “โรงเรียนการเงิน” โดยให้ผู้เช่านำส่งค่าเช่าผ่านระบบนี้ ซึ่งเป็นการสร้างประวัติการชำระหนี้ที่ดีและสม่ำเสมอ ทำให้เมื่อถึงเวลายื่นขอสินเชื่ออีกครั้ง สถาบันการเงินจะมองเห็นวินัยทางการเงินที่ชัดเจน และส่งผลให้โอกาสในการได้รับการอนุมัติสินเชื่อสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โมเดลธุรกิจไฮบริด กลยุทธ์ตอบโจทย์ทุกความต้องการในที่เดียว
นอกเหนือจากโซลูชันสำหรับผู้ที่กู้ไม่ผ่านแล้ว เสนาได้ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญสู่ “โมเดลธุรกิจไฮบริด” (Hybrid Model) ซึ่งเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ในโครงการคอนโดมิเนียมแห่งเดียวกันให้สามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 3 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่
- กลุ่มซื้อขาด : สำหรับลูกค้าที่มีความพร้อมทางการเงินและต้องการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทันที
- กลุ่มเช่า-ออม-บ้าน (Liv Nex) : สำหรับกลุ่มที่ต้องการซื้อแต่ยังกู้ไม่ผ่าน ให้สามารถเข้ามาอยู่อาศัยพร้อมสะสมเงินเพื่อเป็นเจ้าของในอนาคต
- กลุ่มเช่าเพื่ออยู่อาศัย (Rent Nex) : สำหรับผู้ที่ต้องการเช่าเพียงอย่างเดียว โดยยังไม่ตัดสินใจซื้อ เช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยเริ่มต้นทำงานที่นิยมเช่าเพื่อทดลองใช้ชีวิตในทำเลต่างๆ ก่อนตัดสินใจลงหลักปักฐาน
กลยุทธ์ “โมเดลธุรกิจไฮบริด” นี้ ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคและสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ช่วยสร้างความยืดหยุ่นและเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภคทุกกลุ่ม ทำให้โครงการสามารถเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขวางขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงอย่างเดียว
SENA กางแผนอนาคต : ถอดรหัสพฤติกรรมผู้ซื้อสู่กลยุทธ์ความยั่งยืนและ Recurring Income

นอกเหนือจากการนำเสนอโซลูชันเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ดร.เกศรา ได้ให้มุมมองเชิงลึกถึงกลยุทธ์ระยะยาวของเสนา ซึ่งวางอยู่บนรากฐานของการทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน และการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรองรับอนาคต
เจาะลึกพฤติกรรมการเลือกทำเล: “ความคุ้นเคย” ปัจจัยเหนือราคา
ดร.เกศรา ชี้ว่า แม้ “ทำเล” จะยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัย แต่ความหมายของคำว่า ทำเลในปัจจุบันได้ลึกซึ้งไปกว่าเดิม โดยมีปัจจัยด้าน “ความคุ้นเคย” (Familiarity) เป็นตัวแปรสำคัญจากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเลือกที่อยู่อาศัยโดยอิงจากสองปัจจัยหลัก คือ
- ใกล้ที่อยู่เดิม : ผู้ซื้อจำนวนมากต้องการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ใกล้บ้านของครอบครัวหรือในย่านที่เติบโตมา
- ใกล้แหล่งงาน : การเดินทางที่สะดวกเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยจะเลือกทำเลที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าได้อย่างง่ายดาย
ในขณะเดียวกันตลาดได้แบ่งกลุ่มความต้องการอย่างชัดเจน โดย “บ้านแนวราบ” ยังคงเป็นที่ต้องการสูงสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอยและความเป็นส่วนตัว ในขณะที่ “คอนโดมิเนียม” ยังคงเป็นคำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยในเมือง ซึ่งถูกจำกัดด้วยปัจจัยด้านราคาที่ดินที่สูงและความจำเป็นในการเดินทางที่รวดเร็ว
กลยุทธ์ความยั่งยืน (Sustainability) และเทคโนโลยีเป็นที่ตั้ง
เพื่อสร้างความแตกต่างและเติบโตอย่างยั่งยืน เสนาได้วางกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่าการใช้แคมเปญส่งเสริมการขายระยะสั้น โดยได้นำแนวคิดด้านความยั่งยืนและเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์มาตรฐานในทุกโครงการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและตอบรับกระแสการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คือ
- พลังงานแสงอาทิตย์ : บ้านทุกหลังของเสนาจะมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เป็นมาตรฐาน ในขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมจะติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับใช้ในพื้นที่ส่วนกลาง
- รองรับยานยนต์ไฟฟ้า : โครงการต่างๆ จะมีการติดตั้งจุดชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger) ในจำนวนที่เพียงพอ เพื่อส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon)
การสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ในด้านโครงสร้างเงินทุน เสนาสร้างความแข็งแกร่งผ่าน 2 กลยุทธ์หลัก
- พันธมิตรทางธุรกิจ : ความร่วมมือที่ยาวนานกว่า 9 ปีกับ “ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป” กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ ไปแล้วเป็นมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาท ถือเป็นฐานทุนที่มั่นคงและช่วยเสริมศักยภาพในการพัฒนาโครงการ
- สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน : ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ เสนาได้ดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยประกาศคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยของหุ้นกู้ชุดเดิมที่จะครบกำหนดในวันที่ 15 กันยายนนี้เต็มจำนวน ก่อนที่จะทำการเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ในเวลาต่อมา การกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและความพร้อมในการชำระหนี้ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
วิสัยทัศน์แห่งอนาคต : การเปลี่ยนผ่านสู่รายได้ประจำ (Recurring Income)
สำหรับมุมมองในอนาคต ดร.เกศรา ได้คาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่ท้าทายที่สุดว่า อาจมีวันที่ผู้ที่สนใจซื้อบ้านไม่สามารถขอสินเชื่อผ่านได้เลยทั้ง 100% ดังนั้น บริษัทจึงไม่รอให้วันนั้นมาถึง แต่ได้เริ่ม “สร้างอนาคต” ด้วยการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยนผ่านจากโมเดลการ “ซื้อมา-ขายไป” (Buy-Sell) ไปสู่ธุรกิจที่พึ่งพิง “รายได้ประจำ” (Recurring Income) จากการเช่าและโปรแกรมเช่า-ออม-บ้านให้มากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ จำเป็นต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมทั้งในด้านบุคลากรและโครงสร้างเงินทุนขององค์กร เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ประจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนี่ไม่ใช่เพียงการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่คือ การวางรากฐานเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
บทสรุป : เส้นทางแห่งอนาคตของอสังหาริมทรัพย์ไทย

กลยุทธ์ที่บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้นำมาปรับใช้ มิใช่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือ การส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย การลุกขึ้นมานำเสนอโซลูชัน “เช่า-ออม-บ้าน” และ “โมเดลธุรกิจไฮบริด” อย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางวิกฤตสินเชื่อที่รุนแรง ถือเป็นการยอมรับความจริงที่ว่า รูปแบบธุรกิจแบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถตอบสนองต่อสภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างยั่งยืนอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลที่พึ่งพิง “รายได้ประจำ” (Recurring Income) นั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย การปรับเปลี่ยนจากธุรกิจที่เน้นการรับรู้รายได้ก้อนใหญ่จากการขาย (Capital Gains) ไปสู่รายได้ที่ทยอยรับรู้ในระยะยาว (Rental Income) จำเป็นต้องอาศัยวินัยทางการเงินและความอดทนสูง ทั้งยังต้องการความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการสินทรัพย์เช่า ซึ่งเป็นศาสตร์ที่แตกต่างจากการพัฒนาโครงการเพื่อขายโดยสิ้นเชิง
ความสำเร็จของโมเดลนี้ ในอนาคตจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารความเสี่ยงและประสิทธิภาพในการดำเนินงานเป็นสำคัญ หากเสนาสามารถพิสูจน์ได้ว่า กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ยังสามารถสร้างการเติบโตที่มั่นคงได้จริง ย่อมมีแนวโน้มสูงที่ผู้ประกอบการรายอื่นในตลาดจะเริ่มหันมาศึกษาและปรับใช้แนวทางเดียวกัน ซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันในรูปแบบใหม่ที่เน้นการสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับผู้บริโภค
ท้ายที่สุดแล้ว การเคลื่อนไหวของเสนาในครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่จะเปลี่ยนบทบาทของผู้พัฒนาโครงการจากเพียง “ผู้ขายบ้าน” ไปสู่การเป็น “ผู้ให้บริการโซลูชันด้านที่อยู่อาศัย” อย่างครบวงจร ซึ่งอนาคตจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ท่ามกลางกำแพงของปัญหา “กู้ไม่ผ่าน” ที่สูงขึ้นทุกวัน ใครจะสามารถสร้างประตูบานใหม่ที่นำพาคนไทยไปสู่การเป็นเจ้าของบ้านได้สำเร็จอย่างแท้จริง
ตารางสรุป “วิกฤตสินเชื่อบ้านไม่ผ่าน ปัจจัยและผลกระทบที่ต้องรู้”
| หมวดหมู่หลัก | หัวข้อย่อย | เนื้อหาและรายละเอียด | ตัวเลข / จุดเด่น |
วิกฤตสินเชื่อบ้านไม่ผ่าน | สถานการณ์ปัจจุบัน | อัตราปฏิเสธสินเชื่อต่อผู้ขอ 50% สูงขึ้นจากเดิม 20% | ใน 10 คน ยื่นกู้ 5 คนไม่ได้อนุมัติ |
| ผลกระทบต่อผู้บริโภค | ความฝันการมีบ้านต้องหยุดชะงัก ผู้ซื้อกลับไปเช่าเหมือนเดิม | มีผู้ซื้อหลายรายพับแผนทางการเงินและชีวิต |
| ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ | ขายบ้านไม่ได้ ขาดเงินสด สินค้าคงคลังสะสม | ส่งผลต่อการหมุนเวียนเงินและการบริหารโครงการ |
| สาเหตุหลักสามประการ | 1. รายได้ไม่เพียงพอ (Bad Income) 2. ประวัติเครดิตไม่ดี (Bad Credit) 3. ความไม่มั่นใจทางเศรษฐกิจ (Bad Confidence) | ปัญหารายได้ไม่ทันราคาบ้าน ค่า DSR เข้มงวด, คะแนนเครดิตต่ำ, กลัวภาระหนี้ยาว 30 ปี |
โซลูชัน “เช่า-ออม-บ้าน” Liv Nex | หลักการโซลูชัน | เปลี่ยนผู้ซื้อที่กู้ไม่ผ่านให้เป็นผู้เช่า ค่าเช่าถูกหักลดเงินต้นของบ้าน | อัตราดอกเบี้ย 1.8% ต่อปี |
| ตัวอย่างผลลัพธ์ | บ้านราคา 1 ล้านบาท เช่า 3 ปี ลดเงินต้นได้ 100,000 บาท | ทำให้วงเงินกู้ในอนาคตเหลือ 900,000 บาท |
| ประโยชน์เพิ่มเติม | 1. สะสมทุนเงินดาวน์ 2. สร้างประวัติการเงินดี ร่วม “โรงเรียนการเงิน” กับ ธอส. | เงินเช่าที่จ่ายสะสมไม่สูญ เปลี่ยนเป็นส่วนลดต้นทุน |
โมเดลธุรกิจไฮบริด | 3 กลุ่มเป้าหมายหลัก | - กลุ่มซื้อขาด
- กลุ่มเช่า-ออม-บ้าน
- กลุ่มเช่าเพื่ออยู่อาศัย
| รองรับกลุ่มลูกค้าทุกรูปแบบและสถานะการเงิน |
| จุดเด่น | เพิ่มความยืดหยุ่น ลดความเสี่ยงธุรกิจ เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้กว้าง | ช่วยลดปัญหาขาดทุนจากลูกค้ากู้ไม่ผ่าน |
ปัจจัยต้นทุนก่อสร้าง | ราคาที่ดิน | ราคายังคงสูง แม้การซื้อขายชะลอตัว | ราคาที่ดินไม่มีแนวโน้มหดตัวชัดเจน |
| ค่าวัสดุก่อสร้าง | บางชนิดราคาลดเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังทรงตัวสูง | วัสดุก่อสร้างเป็นต้นทุนหลักที่ยังสูง |
| ค่าแรง | สูงถึง 20% ของต้นทุนโครงการ อาคารสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น | ค่าแรงสูงเป็นปัจจัยเร่งราคาบ้าน |
พฤติกรรมผู้บริโภค | ปัจจัยเลือกทำเล | 1. ใกล้ที่อยู่เดิมและครอบครัว 2. เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้าหรือระบบขนส่งสาธารณะ | ความคุ้นเคยมีผลเหนือเรื่องราคา |
| ความต้องการที่แตกต่าง | บ้านแนวราบ : เน้นพื้นที่ใช้สอยและความเป็นส่วนตัว คอนโด : อยู่ในเมืองเดินทางสะดวก | ตลาดแบ่งชัดเจนตามไลฟ์สไตล์และงบประมาณ |
กลยุทธ์ความยั่งยืน | การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ | บ้านทุกหลังติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ โครงการคอนโดมีโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ส่วนกลาง | ลดค่าใช้จ่ายพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม |
| รองรับรถยนต์ไฟฟ้า | มีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการพร้อม รองรับเทรนด์ยานยนต์สะอาด | ส่งเสริมสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) |
การเงินและนักลงทุน | พันธมิตรทางธุรกิจ | ร่วมมือกับ Hankyu Hanshin Propertys จากญี่ปุ่นกว่า 9 ปี ลงทุนกว่า 80,000 ล้านบาท | สร้างฐานทุนมั่นคงเสริมศักยภาพการพัฒนาโครงการ |
| ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน | คืนเงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้ชุดเก่าก่อนครบกำหนด สร้างความมั่นใจ | ยืนยันสถานะการเงินแข็งแกร่ง พร้อมขายหุ้นกู้ใหม่ |
วิสัยทัศน์อนาคต | เปลี่ยนสู่รายได้ประจำ (Recurring Income) | ปรับจากโมเดล Buy-Sell ไปสู่ Rental Income จากการเช่าและเช่า-ออม-บ้าน | การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน ต้องการความอดทนและความเชี่ยวชาญบริหารจัดการ |
| ความท้าทายและโอกาส | ต้องบริหารความเสี่ยงและสินทรัพย์เช่า ต่างจากการพัฒนาเพื่อขาย ต้องสร้างวินัยทางการเงิน | อนาคตตลาดอสังหาฯ อาจกู้ผ่านยากขึ้น ทำให้โมเดลใหม่นี้สำคัญมาก |
อ้างอิง F1Money EP.22
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Community สังคมแห่งการลงทุน” เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเรา: efinancethaiconnect