จากรายการ F1 Money EP.192 ได้มีการเจาะลึกมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจกับ คุณณัฏฐะ มหัทธนา CFA ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กรุงไทย (KTAM) ที่ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะฝั่งสหรัฐอเมริกา ได้ทะยานขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนเริ่มลังเลว่าจะเดินหน้าต่อหรือควรถอยมาตั้งหลัก วันนี้เราจะมาสรุปและขยายความถึงกลยุทธ์การ “ตุนน้ำมัน ถือเงินสด รอหุ้นนอกลง” เพื่อปรับพอร์ตรับมือกับทุกความผันผวนและสร้างโอกาสการลงทุนในอนาคต
ทำไมต้อง ตุนน้ำมัน-ถือเงินสด รอจังหวะหุ้นโลกปรับฐาน เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน 2025

ในสภาวะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ได้ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงจนสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) อย่างต่อเนื่อง ได้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญในหมู่นักลงทุนว่าควรจะเดินหน้าลงทุนต่อไป หรือควรปรับกลยุทธ์โดยหันมาถือครองสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงกว่า เช่น น้ำมันและเงินสด โดยจากการวิเคราะห์ของคุณณัฏฐะ มหัทธนา ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจและแตกต่างออกไป เพื่อเป็นแนวทางในการปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เท่าทันสถานการณ์
การเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดและการปรับกลยุทธ์
ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสภาวะตลาดในปัจจุบันกับช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนที่ผ่านมา โดยในอดีตนั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่ “โอกาสลงทุนเปิดกว้าง” จากปัจจัยลบที่ชัดเจน เช่น การประกาศตอบโต้ทางภาษีระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ได้สร้างความกังวลและกดดันให้ราคาหุ้นปรับฐานลงมา อันเป็นจังหวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเข้าลงทุน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยความกังวลต่างๆ ที่เคยเป็นแรงกดดันได้ “กลายเป็นความคลี่คลาย” ส่งผลให้นักลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดและผลักดันดัชนีให้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การเปลี่ยนแปลงจากบรรยากาศของความกังวลไปสู่ความเชื่อมั่นนี้เอง คือสัญญาณที่บ่งบอกว่ากลยุทธ์การลงทุนจำเป็นต้องได้รับการทบทวนและปรับเปลี่ยน จากเดิมที่เน้นการเข้าซื้อเพื่อสร้างผลตอบแทน ไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงและการปกป้องกำไร
สัญญาณเตือนสู่การพักฐานของตลาดหุ้นสหรัฐ
คุณณัฏฐะมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสที่จะเข้าสู่ช่วงของการพักฐานหรือการปรับฐานอย่างจริงจังในอนาคตอันใกล้ โดยมีสัญญาณเตือนที่สำคัญสองประการ
- สัญญาณทางจิตวิทยา : ตัวชี้วัดที่น่าสนใจที่สุด คือ ภาวะที่ตลาดเต็มไปด้วยมุมมองเชิงบวก จนกระทั่งนักลงทุนส่วนใหญ่หรือแม้แต่นักวิเคราะห์เอง “นึกไม่ออกว่าอะไรจะทำให้หุ้นลง” คุณณัฏฐะให้ความเห็นว่า สภาวะเช่นนี้เป็นอันตราย เพราะสะท้อนให้เห็นว่า ความคาดหวังเชิงบวกได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาจนหมดแล้ว (Priced-in) และความกังวลไม่ได้อยู่ในราคาอีกต่อไป ดังนั้น “เมื่อนึกไม่ออก จะทำให้ราคามันลอย” และนี่คือ “จังหวะ take profit อย่างแท้จริง” ก่อนที่ตลาดจะปรับฐานจากปัจจัยที่ไม่คาดคิด
- สัญญาณทางเทคนิค (ดัชนี VIX) : อีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนมุมมองดังกล่าวคือการเคลื่อนไหวของดัชนีความกลัว (VIX Index) ซึ่งได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ “ต่ำกว่า 15” คุณณัฏฐะวิเคราะห์ว่า ระดับดังกล่าวเป็นโซนที่ “ไม่ยั่งยืน” (not sustain) การที่ดัชนี VIX ปรับตัวลงมาจนหยุดนิ่งในระดับต่ำมาก หรือที่เรียกว่า “ลงไปแล้วตัน” เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าดัชนีความกลัวได้ลงมาถึงจุดต่ำสุดและกำลัง “รอขึ้นอย่างเดียว” ซึ่งโดยปกติแล้ว การปรับตัวขึ้นของดัชนี VIX มักจะเกิดขึ้นควบคู่กับการปรับตัวลงของตลาดหุ้น ดังนั้น จึงเป็นอีกหนึ่งข้อบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นเองก็อาจกำลังรอการปรับฐานเช่นเดียวกัน
จากมุมมองของคุณณัฏฐะ สภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่มีความกังวลสูงมาสู่ช่วงที่ตลาดขาดความกังวล ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่นักลงทุนต้องหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง การปรับกลยุทธ์โดยการทยอยขายทำกำไรและเพิ่มสัดส่วนเงินสดจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการพักฐานที่อาจเกิดขึ้น และสร้างโอกาสในการกลับเข้าลงทุนอีกครั้งเมื่อตลาดปรับตัวลงมาสู่ระดับที่น่าสนใจ
มุมมองใหม่ต่อสงครามการค้า จากความขัดแย้งสู่กลไกการเจรจาและผลกระทบต่อตลาด

ประเด็นสงครามการค้า ซึ่งเคยเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความผันผวนและความกังวลให้กับตลาดการลงทุนทั่วโลก ได้เริ่มมีมุมมองและการตีความที่เปลี่ยนแปลงไป จากการวิเคราะห์ของคุณณัฏฐะ มหัทธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กรุงไทย (KTAM) ได้ให้ทรรศนะว่าควรทำความเข้าใจธรรมชาติของความขัดแย้งนี้ใหม่ เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
คุณณัฏฐะ วิเคราะห์ว่า ท่าทีของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การบริหารของทรัมป์ ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะนำไปสู่การหยุดชะงักของการค้าระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์ ซึ่งอาจส่งผลให้ “เศรษฐกิจโลกวอดวาย” แต่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรอง หรือเปรียบเทียบได้กับการ “เก็บค่าคุ้มครอง” เขามองว่าแก่นแท้ของสงครามการค้าคือกระบวนการเจรจาเพื่อกำหนดว่า “จะเก็บภาษีเท่าไหร่” โดยไม่ได้มุ่งหวังที่จะทำลายล้างระบบการค้าโลก
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การประกาศใช้มาตรการภาษีในอัตราที่สูงในช่วงแรกเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อสร้างอำนาจต่อรองเท่านั้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายที่แท้จริง คือ “การไปเอาเงินแค่นั้นเอง” และไม่ใช่การทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างที่หลายฝ่ายเคยกังวล ด้วยเหตุนี้ การค้าระหว่างประเทศจึงไม่หยุดชะงักลง แต่ดำเนินต่อไปภายใต้เงื่อนไขและต้นทุนใหม่
ในมุมมองของตลาดทุน คุณณัฏฐะให้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า “สงครามการค้าในตลาดทุน จบแล้ว” ซึ่งหมายความว่า ตลาดได้รับรู้และปรับตัวเข้ากับสภาวะดังกล่าวแล้ว ความไม่แน่นอนที่เกิดจากการเลื่อนกำหนดเส้นตายต่างๆ และการเจรจาที่ยืดเยื้อ ทำให้ตลาดมองว่า สงครามการค้าในรูปแบบที่รุนแรงนั้น “ไม่มีจริง” ดังนั้น ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนจึงลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ และไม่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่น่ากังวลเท่าในอดีต
ทิศทางการลงทุนหุ้นจีน A-Shares และผลกระทบจากนโยบายการเงินสหรัฐฯ

คุณณัฏฐะ ได้ให้ทรรศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับศักยภาพของตลาดหุ้นจีน A-Shares และความเสี่ยงจากทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งเป็นสองประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตามอง
ศักยภาพการลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ท่ามกลางความผันผวน
คุณณัฏฐะได้เสนอ “ทฤษฎีอภิมหากระทิง” โดยมองว่า ตลาดหุ้นจีนกำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นของวัฏจักรการเติบโตรอบใหม่ที่แข็งแกร่งและยาวนาน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับจุดเริ่มต้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปี 2009 โดยมีปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ 5 ประการ ดังนี้
- วิกฤตอสังหาริมทรัพย์เป็นปัจจัยบวกเชิงกลยุทธ์ : การที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นโดยรวม เนื่องจากจะกดดันให้ธนาคารกลางจีนต้องดำเนิน “นโยบายดอกเบี้ยต่ำยาวนาน” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งสภาวะดอกเบี้ยต่ำนี้จะเอื้อประโยชน์อย่างยิ่งต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทคุณภาพดีในภาคเศรษฐกิจอื่น ดังนั้น จังหวะการลงทุนที่ดีที่สุดคือช่วงเวลาก่อนที่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์จะคลี่คลายโดยสมบูรณ์
- มาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ : รัฐบาลจีนยังคงดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “แพ็คเกจกระตุ้นการบริโภค” ซึ่งจะดำเนินต่อไปในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นปัจจัยหนุนการใช้จ่ายและการเติบโตของบริษัทที่พึ่งพิงอุปสงค์ในประเทศ
- การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ (Reform) : ปัจจัยนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นจีน โดยจีนกำลังปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อ “ลดพึ่งพาการผลิตส่งออกแล้วหันไปสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศอย่างจริงจัง” การปรับสมดุลทางเศรษฐกิจนี้จะสร้างเสถียรภาพและการเติบโตที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นธีมการลงทุนที่แข็งแกร่งในระยะยาว
- แนวโน้มการแข็งค่าของเงินหยวน : สกุลเงินหยวนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะ “ดึงดูดเงินทุนต่างชาติในระยะยาว” คุณณัฏฐะชี้ว่า ตลาดจีนยังมีลักษณะของตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมักจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเมื่อสกุลเงินของประเทศนั้นๆ แข็งค่า
- ผลตอบแทนที่ยังคงล้าหลัง (Laggard) : ตลาดหุ้นจีน A-Shares ซึ่งเป็นตลาดสำหรับนักลงทุนในประเทศ (Onshore) ยังมีผลตอบแทนที่ล้าหลังกว่าตลาดหุ้นจีนที่จดทะเบียนในต่างประเทศ (Offshore) ซึ่งปรับตัวขึ้นจากธีมการลงทุนเฉพาะกลุ่มเช่น AI การที่ A-Shares ยังไม่ปรับตัวขึ้นมากนักจึงถือเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน “Buy the Laggard” ในสินทรัพย์ที่สะท้อนเศรษฐกิจที่แท้จริงของจีนได้ดีกว่า
ทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ และผลกระทบต่อสินทรัพย์ทั่วโลก

ในขณะที่ตลาดหุ้นจีนมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ความเสี่ยงจากปัจจัยมหภาคภายนอก โดยเฉพาะนโยบายการเงินของเฟด ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คุณณัฏฐะคาดการณ์ว่า ตลาดการเงินโลกอาจกำลังประเมินทิศทางดอกเบี้ยของเฟดในเชิงบวกมากเกินไป
โดยตลาดได้คาดการณ์ว่า เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยถึง 4 ครั้งนับจากนี้ไป จนถึงสิ้นปีหน้า อาจต้องเผชิญกับความผิดหวัง เนื่องจากเขามองว่าในวัฏจักรปัจจุบัน เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้อีก “เพียงครั้งเดียว” เท่านั้น หากตลาดจำเป็นต้อง “ปรับความคาดหวังใหม่” (Repricing) จากการลดดอกเบี้ย 4 ครั้งเหลือเพียง 1 ครั้ง จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ดังนี้
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะปรับตัวแข็งค่าขึ้น
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) จะปรับตัวสูงขึ้น
สภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้นนี้จะสร้างแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น หุ้นขนาดเล็ก (Small Cap) และสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งอาจเผชิญกับการปรับฐานครั้งสำคัญ
สถานการณ์และแนวโน้มราคาน้ำมันโลก

คุณณัฏฐะ ได้ชี้ให้เห็นว่า น้ำมันเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจในการลงทุน ณ ขณะนี้ โดยมีเหตุผลสำคัญ คือ ระดับราคาในปัจจุบันนั้น “ต่ำเกินไป” การที่ราคาน้ำมันดิบ WTI เคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนถึงความกังวลของตลาดต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่มากเกินความเป็นจริง ซึ่งสวนทางกับข้อมูลพื้นฐานที่ชี้ว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแต่อย่างใด
การวิเคราะห์ด้านอุปสงค์ (Demand)
ปัจจัยด้านอุปสงค์ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- อุปสงค์ระยะสั้น : ได้รับแรงหนุนจากการที่เศรษฐกิจโลกไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP โลก นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องสงครามการค้าที่คลี่คลายลง ทำให้การค้าระหว่างประเทศไม่หยุดชะงัก ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง
- อุปสงค์ระยะยาว : ทฤษฎีที่ว่าความต้องการใช้น้ำมันจะถึงจุดสูงสุด (Peak Oil Demand) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง โดยความต้องการใช้พลังงานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้แต่พลังงานฟอสซิลประเภทอื่นอย่างถ่านหินก็ยังมีความต้องการสูงขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI ต้องการใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก ทำให้โลกไม่สามารถละทิ้งแหล่งพลังงานใดพลังงานหนึ่งไปได้
การวิเคราะห์ด้านอุปทาน (Supply)
ในด้านอุปทาน ภาพรวมชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ตึงตัวขึ้นจากทั้งผู้ผลิตกลุ่มโอเปกพลัสและผู้ผลิตในสหรัฐอเมริกา
- กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) : กระบวนการเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิตภาคสมัครใจ (ประมาณ 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน) เป็นไปอย่างเป็นระบบและเป็นที่รับรู้ของตลาดอยู่แล้ว การที่ราคาน้ำมันสามารถประคองตัวและปรับสูงขึ้นได้แม้จะมีการเพิ่มอุปทานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า ภาวะตลาดโดยรวมกำลังตึงตัว
- ผู้ผลิตในสหรัฐฯ (U.S. Producers) : อุปทานจากผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดาน (Shale Oil) ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2026 ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ จะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลรายสัปดาห์ที่ปริมาณการผลิตได้ลดลงจากระดับสูงสุดแล้ว ปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ จะไม่ลงทุนเพิ่มการผลิตอย่างมีนัยสำคัญหากราคาน้ำมันยังคง “ต่ำกว่า 80” ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานทั้งด้านอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและอุปทานที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้น คุณณัฏฐะ จึงมองว่า ระดับราคาน้ำมันในปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายว่าราคาน้ำมันดิบ WTI ควรจะปรับตัวขึ้นไปสู่ “จุดสมดุลใหม่” ที่ระดับราคาประมาณ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานของตลาดได้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่ระดับราคาที่เกิดจากภาวะวิกฤต
กลยุทธ์การลงทุนในยุคเปลี่ยนผ่าน การจัดสรรเงินสดและโอกาสในหุ้นกลุ่มพลังงาน

คุณณัฏฐะ ได้ให้มุมมองว่า ในช่วงเวลาที่ “โอกาสลงทุนดีๆ เหลือน้อย” กลยุทธ์การถือเงินสดมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยแนวคิดนี้ไม่ได้เกิดจากความกลัวต่อตลาด แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกับหลักการของวอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ การสำรองเงินสดไว้เมื่อไม่มีโอกาสในการเข้าซื้อกิจการหรือสินทรัพย์ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดเต็มไปด้วยความกังวลและเปิดโอกาสให้เข้าลงทุนอย่างเต็มที่โดยไม่จำเป็นต้องถือเงินสด
การสำรองเงินสดในพอร์ตเปรียบเสมือนการ “เตรียมกระสุน” เพื่อรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์คุณภาพดีอีกครั้งเมื่อตลาดเกิดการปรับฐาน สำหรับสัดส่วนที่เหมาะสมนั้น คุณณัฏฐะ แนะนำให้พิจารณาจัดสรรเงินสดหรือสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสด (เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้น) ไว้ในพอร์ตการลงทุนในระดับประมาณ 20% ถึง 25%
โอกาสการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน: สินทรัพย์ทางเลือกในยามตลาดพักฐาน
แม้ว่าโอกาสการลงทุนโดยรวมจะลดน้อยลง แต่คุณณัฏฐะ มองว่า “หุ้นกลุ่มพลังงานอเมริกา” ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจ โดยมีจุดเด่นเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ของราคาที่มักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ในสถานการณ์ที่คาดว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจเผชิญกับการพักฐานซึ่งนำโดยการเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หุ้นกลุ่มพลังงานสามารถทำหน้าที่เป็น “ที่พึ่ง” หรือสินทรัพย์เพื่อการพักเงินลงทุนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากได้รับประโยชน์โดยตรงจากปัจจัยพื้นฐานของราคาน้ำมันที่แข็งแกร่ง และยังเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายอีกด้วย
มุมมองใหม่ต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานและแนวโน้มระยะยาว
คุณณัฏฐะได้เสนอให้มีการทบทวนมุมมองต่อแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ของโลกใหม่ทั้งหมด และเห็นว่า “ทฤษฎีที่บอกว่า demand oil peak oil demand peak พังไปแล้ว” เนื่องจากความต้องการใช้พลังงานทั่วโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลของเทคโนโลยียุคใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งทำให้โลก “ไม่สามารถที่จะทิ้งพลังงานไหนได้เลย”
ข้อเท็จจริงที่ว่า แม้แต่ถ่านหินซึ่งเป็นพลังงานฟอสซิลที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงที่สุดยังคงมีความต้องการเพิ่มขึ้น เป็นเครื่องยืนยันว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานจำเป็นต้อง “คิดใหม่ทำใหม่” พลังงานฟอสซิลจะยังคงเป็นส่วนสำคัญของระบบพลังงานโลกควบคู่ไปกับพลังงานใหม่ต่อไปอีกเป็นเวลานาน ซึ่งมุมมองนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงนโยบายในสหรัฐฯ ที่อาจหันมาสนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิลมากขึ้นในอนาคต
แนวทางการจัดสรรพอร์ตการลงทุน สัดส่วนที่แนะนำสำหรับน้ำมันและหุ้นจีน

คุณณัฏฐะ ได้ให้แนวทางการจัดสรรน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่น่าสนใจอย่างน้ำมันและหุ้นจีน โดยแยกตามประเภทของพอร์ตการลงทุน ซึ่งสะท้อนถึงระดับความเชื่อมั่นและเป้าหมายที่แตกต่างกันระหว่างการลงทุนระยะยาวและการลงทุนเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น
1. สัดส่วนการลงทุนในน้ำมันและหุ้นกลุ่มพลังงาน
- สำหรับพอร์ตการลงทุนระยะยาว : ในพอร์ตที่เน้นการลงทุนระยะยาวและไม่มีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง และแนะนำให้มีสถานะการลงทุนใน หุ้นกลุ่มพลังงาน (Energy Sector) อยู่ที่ประมาณ 10% ของพอร์ต โดยเป็นการถือลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรับประโยชน์จากแนวโน้มของอุตสาหกรรมในระยะยาว
- สำหรับพอร์ตการลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Tactical Portfolio) : ในพอร์ตที่มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับเปลี่ยนได้ทุกวัน เขาได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในธีมพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุดมีการจัดสรรสินทรัพย์ในส่วนนี้ รวมกันอยู่ที่ประมาณ 18% ของพอร์ต ซึ่งประกอบด้วยการลงทุนทั้งในหุ้นกลุ่มพลังงานและกองทุนน้ำมันโดยตรง (KT-OIL) เพื่อจับจังหวะการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นถึงกลาง
2. สัดส่วนการลงทุนในหุ้นจีน (A-Shares และ All-China)
คุณณัฏฐะแสดงความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นจีนในระดับที่สูงมาก และมองว่าเป็นการลงทุนเพื่อมาทดแทนการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว
- สำหรับพอร์ตการลงทุนระยะยาว : แนะนำให้มีสัดส่วนการลงทุนใน หุ้นจีน A-Shares ที่ระดับ 20% ของพอร์ต ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงและสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจและตลาดทุนภายในประเทศของจีน
- สำหรับพอร์ตการลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Tactical Portfolio) : ในพอร์ตนี้มีการให้น้ำหนักกับหุ้นจีนอย่างโดดเด่นที่สุด โดยจัดสรรการลงทุนใน หุ้นจีน A-Shares ประมาณ 18% ถึง 19% (3 ส่วนจาก 16 ส่วน) และลงทุนในหุ้นจีนโดยรวม (All-China) อีก 3 ส่วนจาก 16 ส่วน เมื่อรวมกันแล้ว การลงทุนในหุ้นจีนจะมีสัดส่วน
“เกือบครึ่งพอร์ต” ซึ่งเป็นการให้น้ำหนักที่สูงมาก สะท้อนมุมมองเชิงบวกอย่างยิ่งต่อแนวโน้มของตลาดหุ้นจีนเมื่อเทียบกับตลาดอื่นทั่วโลก
การบริหารความเสี่ยงและการทำกำไรในตลาดหุ้น

คุณณัฏฐะ ได้เสนอหลักการบริหารความเสี่ยงที่สวนทางกับความรู้สึกของนักลงทุนส่วนใหญ่ โดยชี้ว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการขายทำกำไรไม่ใช่ช่วงเวลาที่มีข่าวร้ายปรากฏ แต่เป็นช่วงที่ตลาดเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและนักลงทุนส่วนใหญ่ “นึกไม่ออกว่าอะไรจะทำให้หุ้นลง”
เขาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า หากนักลงทุนสามารถระบุเหตุผลที่จะขายได้อย่างชัดเจน แสดงว่าความกังวลนั้นได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาของสินทรัพย์แล้ว (“ความกังวลอยู่ในราคา”) ในทางกลับกัน สภาวะที่ตลาดขาดความกังวลอย่างสิ้นเชิงคือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด เพราะราคาสินทรัพย์มักจะปรับตัวขึ้นด้วยความคาดหวังและแรงส่งของตลาด (“ไอ้ความนึกไม่ออกเนี่ย มันทำให้ราคามันลอย”) ซึ่งทำให้พอร์ตการลงทุนมีความเปราะบางต่อปัจจัยลบที่ไม่คาดคิด ดังนั้น นี่คือ “จังหวะ take profit อย่างแท้จริง”
สัญญาณและขนาดของการลดความเสี่ยง
เพื่อประกอบการตัดสินใจ คุณณัฏฐะได้ให้สัญญาณเตือนเชิงเทคนิค คือ ดัชนีความกลัว (VIX Index) ที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 15 ซึ่งเขามองว่าเป็นระดับที่ “ไม่ยั่งยืน” (not sustain) และบ่งชี้ว่าตลาดได้ขึ้นมาถึงจุดที่ใกล้จะอิ่มตัวและ “รอลง”
เมื่อสัญญาณเหล่านี้ปรากฏขึ้น การดำเนินการที่แนะนำไม่ใช่เพียงการปรับลดสัดส่วนเล็กน้อย แต่เป็นการลดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ เขาแนะนำให้ “แบ่งขายทำกำไรบางส่วน” ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงคือประมาณ 20% ถึง 30% ของพอร์ต ซึ่งเป็นการตัดสินใจ “Allocate เต็มๆเข้าไปใน cash” เพื่อสร้างกันชนและเตรียมความพร้อมสำหรับความผันผวนในอนาคต
ความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสรอบใหม่
เป้าหมายสูงสุดของกลยุทธ์นี้คือการ “เตรียมพร้อมไว้ก่อน” เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่นักลงทุนติดอยู่กับการถือครองสินทรัพย์เต็มพอร์ตในช่วงที่ตลาดปรับฐาน ซึ่งจะทำให้ไม่มีเงินสดเหลือพอสำหรับเข้าซื้อสินทรัพย์ในราคาที่ต่ำลง (“ไม่มีเงินสดซื้อ”) การขายทำกำไรในขณะที่ตลาดยังคงแข็งแกร่งจึงไม่ใช่การยอมแพ้ต่อโอกาสในการทำกำไรเพิ่มเติม แต่เป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และเป็นการสร้างความได้เปรียบโดยการสำรองเงินทุนไว้สำหรับโอกาสการลงทุนในรอบถัดไป
ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค การตีความใหม่ต่อสงครามการค้า นโยบายค่าเงิน และแนวโน้ม GDP โลก

คุณณัฏฐะ ได้ชี้ให้เห็นว่า มุมมองของตลาดที่มีต่อสงครามการค้าได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าในช่วงแรกของการประกาศใช้มาตรการทางภาษีเมื่อวันที่ 2 เมษายน จะสร้างความตื่นตระหนกและนำไปสู่การปรับฐานของตลาด แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักลงทุนได้เรียนรู้และตีความว่านโยบายเหล่านี้เป็นเพียง “เครื่องมือในการปรับสมดุลและสร้างข้อต่อรองทางการค้า” มากกว่าที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบใหม่
สำหรับข้อเสนอทางภาษีในอัตราที่สูงซึ่งสร้างความกังวลในช่วงแรกนั้น “ไม่ใช่เรื่องจริง” ในทางปฏิบัติ และหากมีการบังคับใช้จริงก็จะนำไปสู่ภาวะ “เศรษฐกิจโลกวอดวาย” ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของฝ่ายใด ดังนั้น ตลาดจึงได้ปรับตัวและรับรู้ว่าผลกระทบที่แท้จริงนั้นมีจำกัด และประเด็นสงครามการค้าได้ลดระดับความสำคัญลงจากการเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ มาเป็นการเจรจาต่อรองที่ดำเนินต่อไป
การปรับสมดุลค่าเงินหยวน กลไกใหม่ของเศรษฐกิจจีน
อีกหนึ่งพัฒนาการที่สำคัญซึ่งคุณณัฏฐะมองว่าเป็นกลไกในการปรับสมดุลเศรษฐกิจ คือ “การปรับสมดุลอัตราแลกเปลี่ยน” ของจีน จีนสังเกตเห็นความพยายามอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางจีน (PBOC) ในการตั้งค่ากลางเงินหยวนให้แข็งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงนโยบายที่ชัดเจนในการปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ไม่ได้เปิดเผยระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพื่อใช้ค่าเงินเป็นเครื่องมือในการปรับสมดุลการค้า ซึ่งเป็นแนวทางที่ “โปร่งใส ชัดเจนและยั่งยืนในระยะยาว” การแข็งค่าของเงินหยวนจะส่งผลดีในหลายมิติ คือ ช่วย “ลดพลังของผู้ส่งออกจีน” ในขณะเดียวกันก็ “เพิ่มพลังของผู้บริโภคจีน” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนที่มุ่งเน้นการบริโภคภายในประเทศ และที่สำคัญ การที่เงินหยวนแข็งค่าจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ของจีนมากขึ้น
ภาพรวมเศรษฐกิจโลก : ความกังวลภาวะถดถอยที่คลี่คลาย
ในภาพรวมเศรษฐกิจโลก คุณณัฏฐะ ชี้ว่า ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ “คลี่คลายลงอย่างมาก” โดยเห็นได้จากการที่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก (GDP)
การปรับเพิ่มคาดการณ์ดังกล่าว เป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนภาพรวม และเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนความต้องการใช้พลังงานทั่วโลก สิ่งนี้ช่วยยืนยันว่าการที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิด เช่น น้ำมัน ปรับตัวลงไปในระดับที่สะท้อนความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้น เป็นการประเมินที่ต่ำเกินจริง และตอกย้ำภาพการเปลี่ยนแปลงของตลาดจากสภาวะที่ขับเคลื่อนด้วยความกลัวไปสู่สภาวะที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น
แนวโน้มอุปทานน้ำมันโลก ทิศทางที่แตกต่างของผู้ผลิตกลุ่มโอเปกพลัสและสหรัฐฯ

แนวโน้มอุปทาน (Supply) น้ำมันโลกกำลังเข้าสู่ภาวะตึงตัวมากขึ้น
- กลุ่มโอเปกพลัส การเพิ่มอุปทานอย่างเป็นระบบและใกล้สิ้นสุด
คุณณัฏฐะ ได้อธิบายว่า การเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัสในปัจจุบันเป็นกระบวนการ “นอร์มอลไลเซชั่น” (Normalization) ซึ่งคือ การทยอยนำปริมาณการผลิตที่เคยลดลงไปโดยสมัครใจประมาณ 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน กลับเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นระบบ กระบวนการนี้ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน และเป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้อยู่แล้ว
ประเด็นสำคัญที่คุณณัฏฐะชี้ให้เห็นคือ แม้จะมีการเพิ่มอุปทานเข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาน้ำมันกลับไม่ได้ปรับตัวลดลง แต่ยังสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า อุปสงค์ของตลาดน้ำมันโลกมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะดูดซับปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาได้ และเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าภาวะสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน “กำลังตึงตัว” โดยกระบวนการเพิ่มกำลังการผลิตนี้ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โดยเหลือการปรับเพิ่มอีกเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
- สหรัฐอเมริกา แนวโน้มการผลิตที่ชะลอตัวลง
ในทางตรงกันข้ามกับกลุ่มโอเปกพลัส แนวโน้มการผลิตน้ำมันจากหินดินดาน (Shale Oil) ในสหรัฐอเมริกากำลังแสดงสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน คุณณัฏฐะอ้างอิงถึงการคาดการณ์จากหลายสำนัก รวมถึงสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ที่ระบุว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ “กำลังจะลดลง”
โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2026 ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ จะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งจะเป็น “ครั้งแรกในรอบทศวรรษ” แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลการผลิตรายสัปดาห์ในปัจจุบัน ที่ได้ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดที่ประมาณ 13.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการชะลอตัวนี้คือต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ จะ “ไม่ไปลงทุนเพิ่มง่ายง่าย” หากราคาน้ำมันยังคงซื้อขายในระดับต่ำกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พวกเขาจะเน้นการลงทุนเพียงเพื่อชดเชยปริมาณการผลิตที่ลดลงตามธรรมชาติเท่านั้น แต่จะไม่ขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้อุปทานน้ำมันจากสหรัฐฯ ไม่สามารถเติบโตได้ในอัตราที่รวดเร็วเหมือนในอดีต
แนวทางการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี ผลกระทบจากนโยบายการเงินและสภาวะตลาดสินทรัพย์เสี่ยง

คุณณัฏฐะได้ให้ทรรศนะว่า แม้ในอดีตคริปโตเคอร์เรนซีเคยเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงที่โอกาสการลงทุนเปิดกว้าง แต่ในสภาวะปัจจุบัน นักลงทุนจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคได้เปลี่ยนแปลงไป
ปัจจัยกดดันจากนโยบายการเงินของสหรัฐฯ
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดสำหรับตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในขณะนี้ คือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่อาจไม่ผ่อนคลายเท่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ คุณณัฏฐะวิเคราะห์ว่า หากตลาดจำเป็นต้องปรับความคาดหวัง (Repricing) จากเดิมที่คาดว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง เหลือเพียงครั้งเดียว จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น สภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้นนี้จะสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ไม่มีกระแสเงินสดในตัวเองและอ่อนไหวต่อสภาพคล่องสูง เช่น คริปโตเคอร์เรนซี
ความสัมพันธ์กับสินทรัพย์เสี่ยงอื่นและแนวโน้มการปรับฐาน
ในสภาวะดังกล่าว คุณณัฏฐะคาดการณ์ว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการปรับฐาน โดยจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น หุ้นขนาดเล็ก (Small-Cap Stocks) เขามองว่าปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ (เช่น ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า) มีโอกาสที่จะ “ลาก crypto ไปด้วย”
อย่างไรก็ตาม เขาได้ตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างเล็กน้อย โดยในขณะที่เขามองว่าทองคำอาจเข้าสู่แนวโน้มขาลงที่ชัดเจน (“ทองเนี่ยลงเลย”) สำหรับคริปโตเคอร์เรนซีนั้น เขาคาดว่าจะเป็นเพียง “การปรับฐาน” (“crypto จะเป็นแค่ปลั๊กฐานปรับฐาน”) ซึ่งอาจหมายถึงการพักตัวหรือการย่อตัวลงเพื่อสร้างฐาน ก่อนที่จะมีโอกาสฟื้นตัวได้ในอนาคต
ด้วยปัจจัยกดดันทางมหภาคที่ชัดเจน นักลงทุนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีในระยะสั้นถึงกลาง เนื่องจากสินทรัพย์ประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ช่วงของการปรับฐานเพื่อตอบสนองต่อสภาวะทางการเงินโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
พลวัตของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปัจจัยหนุนหุ้นเทคโนโลยีและผลกระทบเชิงกลยุทธ์ต่อหุ้นพลังงาน

แม้จะมีโอกาสพักฐาน แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนในช่วงผลประกอบการ (Earning Season) อย่างไรก็ตาม การที่นักลงทุนมุ่งเข้าซื้อหุ้นเทคโนโลยีและเทขายหุ้นพลังงานไปพร้อมๆ กัน ได้สร้างโอกาสให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุน
1. ความเชื่อมั่นในหุ้นเทคโนโลยีช่วงฤดูผลประกอบการ
คุณณัฏฐะได้วิเคราะห์ว่า แม้ภาพรวมตลาดจะมีความเสี่ยงในการพักฐาน แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญมาจากพฤติกรรมของนักลงทุนในช่วงฤดูการประกาศผลประกอบการ (Earning Season) เขาสังเกตว่านักลงทุนจำนวนมากมักจะยึดติดกับกลยุทธ์ที่คุ้นเคย (“ติดท่าเดิมเดิม”) คือการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยมีความเชื่อมั่นว่าผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้จะออกมาดีและ “น่าเชื่อ” ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวถูกตอกย้ำด้วยข่าวดีเฉพาะตัวของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Nvidia ที่ช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกและดึงดูดกระแสเงินทุนให้ไหลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง
2. กลยุทธ์การหมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) และผลกระทบข้างเคียง
ประเด็นสำคัญที่คุณณัฏฐะชี้ให้เห็นคือ พลวัตที่น่าสนใจระหว่างหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นกลุ่มพลังงาน เขาระบุว่ามี “จังหวะ trade อย่างนึง ซึ่งเห็นบ่อยมาก” ในตลาดสหรัฐฯ คือเมื่อนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี พวกเขามักจะระดมทุนด้วยการเทขายหุ้นในกลุ่มพลังงานและน้ำมันออกมาพร้อมกัน
การกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและหุ้นพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการปรับตัวลงของราคานี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยพื้นฐานของอุปสงค์หรืออุปทานในตลาดพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เป็นผลกระทบข้างเคียงที่เกิดจากการหมุนเวียนกลุ่มลงทุนเท่านั้น คุณณัฏฐะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นเพียง “ท่าในการเทรด” ที่ “ไม่มีเกี่ยวอะไรกับพื้นฐาน”
3. โอกาสที่เกิดขึ้นจากความคลาดเคลื่อนของตลาด
กลยุทธ์การหมุนเวียนกลุ่มลงทุนนี้เองที่ได้สร้างความคลาดเคลื่อน (Dislocation) ในตลาด และเปิดโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ การที่นักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้สร้างแรงขายในสินทรัพย์พลังงาน จนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงสู่ระดับที่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น เช่น การที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงไปต่ำกว่า 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงก่อนหน้า ซึ่งคุณณัฏฐะมองว่าเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน เนื่องจากเป็นระดับราคาที่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับแนวโน้มอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริงของโลก
จากข้อมูลการวิเคราะห์สินทรัพย์แต่ละประเภทและหลักการบริหารความเสี่ยงที่กล่าวมาทั้งหมด คุณณัฏฐะ มหัทธนา ได้สรุปเป็นแนวทางการจัดสรรพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) ที่เป็นรูปธรรม โดยแบ่งแยกระหว่างพอร์ตการลงทุนระยะยาวและพอร์ตการลงทุนเชิงกลยุทธ์ (ระยะสั้น) ซึ่งมีโครงสร้างและสัดส่วนการลงทุนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
แนวทางการจัดสรรพอร์ตการลงทุนเชิงปฏิบัติ : คำแนะนำสำหรับพอร์ตระยะยาวและระยะสั้น

1. พอร์ตการลงทุนระยะยาว (Long-Term Strategic Portfolio)
สำหรับพอร์ตการลงทุนที่เน้นการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวและไม่มีการปรับเปลี่ยนสถานะการลงทุนบ่อยครั้ง คุณณัฏฐะแนะนำให้จัดโครงสร้างพอร์ตโดยเน้นความสมดุลระหว่างการเติบโตและการเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสในอนาคต
- เงินสดและตราสารหนี้ (ประมาณ 20% – 25%) : การสำรองเงินสดและสินทรัพย์เทียบเท่าไว้ในสัดส่วนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ตและเป็น “กระสุน” สำหรับรอโอกาสในการลงทุนครั้งต่อไป โดยในบางพอร์ตอาจมีการลงทุนในตราสารหนี้จีนเพื่อได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการแข็งค่าของเงินหยวนควบคู่ไปด้วย
- หุ้นจีน A-Shares (ประมาณ 20%) : การให้น้ำหนักกับหุ้น A-Shares ในสัดส่วนที่สูงถึง 20% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างยิ่งต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศของจีนในระยะยาว
- หุ้นกลุ่มพลังงาน (ประมาณ 10%) : แนะนำให้มีสถานะการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นสัดส่วนหลัก (Core Position) ที่ 10% ของพอร์ต โดยเป็นการถือลงทุนระยะยาวเพื่อรับประโยชน์จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมพลังงาน
2. พอร์ตการลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Short-Term Tactical Portfolio)
สำหรับพอร์ตที่ต้องการความยืดหยุ่นสูงและมีการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิดเพื่อจับจังหวะการลงทุนในระยะสั้นถึงกลาง คุณณัฏฐะได้เสนอแนวทางการจัดสรรที่มีความเข้มข้นและแตกต่างออกไป โดยใช้โครงสร้างแบบ 16 ส่วน
- เงินสด (ประมาณ 25% หรือ 4 ส่วนจาก 16) : การถือเงินสดในระดับสูงนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความคล่องตัวสูงสุดในการปรับเปลี่ยนพอร์ต และเตรียมพร้อมเข้าลงทุนในสินทรัพย์เป้าหมายเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม
- น้ำมันและหุ้นกลุ่มพลังงาน (ประมาณ 18% หรือ 3 ส่วนจาก 16) : การลงทุนในธีมพลังงานสำหรับพอร์ตประเภทนี้จะมีความเข้มข้นกว่า โดยเป็นการผสมผสานระหว่างการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน (1 ส่วน) และการลงทุนในน้ำมันโดยตรงผ่านกองทุน (2 ส่วน) เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากความผันผวนของราคาในระยะสั้น
- หุ้นจีน (A-Shares และ All-China) (ประมาณ 37% – 38% หรือ 6 ส่วนจาก 16): จุดเด่นที่สุดของพอร์ตนี้คือการให้น้ำหนักกับการลงทุนในหุ้นจีนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน “เกือบครึ่งพอร์ต” โดยแบ่งเป็นการลงทุนในหุ้น A-Shares 3 ส่วน และหุ้นจีนโดยรวม (All-China) อีก 3 ส่วน คุณณัฏฐะให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การให้น้ำหนักกับหุ้นจีนในระดับสูงนี้เป็นมุมมองส่วนตัวที่มองว่าเป็นการลงทุนเพื่อ “ถือแทนหุ้นอเมริกาเลยในระยะยาว” สะท้อนความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าตลาดหุ้นจีนมีศักยภาพที่จะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าในอนาคต
บทสรุป การนำทางผ่านจุดเปลี่ยนของตลาดการลงทุน

บทสรุปและมุมมองการลงทุนจากคุณ ณัฏฐะ มหัทธนา ที่นำเสนอผ่านรายการ F1 Money นั้น ได้ให้แผนที่นำทางที่ชัดเจนสำหรับนักลงทุนในห้วงเวลาที่ตลาดโลกกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากยุคสมัยที่ขับเคลื่อนด้วยความกังวลและเปิดโอกาสให้เข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่ปรับตัวลงมา มาสู่ยุคสมัยที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่นและความคาดหวังเชิงบวกจนเกือบเต็มเพดาน ซึ่งสภาวะเช่นนี้เรียกร้องให้นักลงทุนต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากผู้ไล่ตามผลตอบแทน มาสู่ผู้บริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก
เมื่อพิจารณาตามพื้นฐานความเป็นจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต กลยุทธ์ “ตุนน้ำมัน ถือเงินสด รอหุ้นนอกลง” ที่นำเสนอนี้ ตั้งอยู่บนแกนกลางของการเตรียมความพร้อมสำหรับสองเส้นทางที่เป็นไปได้ หากการวิเคราะห์นี้ถูกต้องและตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เกิดการปรับฐานอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของเฟดหรือปัจจัยอื่นใด นักลงทุนที่ได้ปรับพอร์ตตามแนวทางนี้จะอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบอย่างยิ่ง การถือครองเงินสดจะช่วยรักษามูลค่าของพอร์ต ในขณะที่การลงทุนในกลุ่มพลังงานอาจสร้างผลตอบแทนที่สวนทางกับตลาดโดยรวม ที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาจะมี “กระสุน” ในมือพร้อมสำหรับเข้าช้อนซื้อสินทรัพย์คุณภาพเยี่ยม โดยเฉพาะหุ้นจีน A-Shares ในราคาที่ต่ำลง ซึ่งเป็นบ่อเกิดของผลตอบแทนมหาศาลในระยะยาว
ในทางกลับกัน หากตลาดหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อไปในระยะสั้น (Melt-up) นักลงทุนที่ถือเงินสดในสัดส่วนที่สูงอาจเผชิญกับต้นทุนค่าเสียโอกาสและให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าตลาดโดยรวม อย่างไรก็ตาม หัวใจของกลยุทธ์นี้ไม่ใช่การจับจังหวะตลาดให้ถูกต้องสมบูรณ์แบบ แต่เป็นการบริหารจัดการความเสี่ยง ความเปราะบางของตลาดที่ราคาสูงเกินปัจจัยพื้นฐานไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ถูกยืดเวลาออกไป และอาจนำไปสู่การปรับฐานที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมในท้ายที่สุด การมีสถานะการลงทุนในสินทรัพย์ที่คัดสรรมาอย่างดีเช่นหุ้นจีนและพลังงาน จะยังคงช่วยให้พอร์ตการลงทุนเติบโตต่อไปได้ ในขณะที่การมีเงินสดสำรองก็เปรียบเสมือนกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงที่ประเมินค่ามิได้
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าสถานการณ์ระยะสั้นจะคลี่คลายไปในทิศทางใด หลักการลงทุนที่นำเสนอมานี้ยังคงมีคุณค่าเหนือกาลเวลา นั่นคือวินัยในการขายทำกำไรเมื่อคนอื่นกำลังโลภ, ความอดทนในการรอคอยโอกาสที่ใช่, และความกล้าที่จะแตกต่างโดยการให้น้ำหนักกับสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับอย่างแท้จริง แทนที่จะไหลไปตามกระแสของตลาด ความสำเร็จที่ยั่งยืนในโลกการลงทุนไม่ได้วัดกันที่ความสามารถในการทำกำไรในช่วงสุดท้ายของตลาดกระทิง แต่วัดกันที่ความสามารถในการยืนหยัดผ่านพ้นความผันผวน และความพร้อมที่จะฉกฉวยโอกาสครั้งสำคัญที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงเลาที่คนส่วนใหญ่หวาดกลัวที่สุด
ตาราง กลยุทธ์ลงทุน 2025 ตุนน้ำมัน ถือเงินสด รอหุ้นต่างประเทศลง
| หัวข้อหลัก | ข้อมูลสำคัญจากไฟล์แนบ | เหตุผล/คำอธิบายเฉพาะ |
| บริบทตลาด | - หุ้นโลก (โดยเฉพาะสหรัฐ) ทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High)
- นักลงทุนลังเลจะเดินหน้าต่อหรือไม่
| ราคาสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกเต็มที่แล้ว ความกังวลคลี่คลายมาก จึงน่าระวังความผันผวน |
| น้ำมัน (ตุนน้ำมัน) | - สินทรัพย์ฟื้นตัวเมื่อมีความผันผวน
- เป็นตัวเลือกป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต
| น้ำมันอาจได้รับประโยชน์หากมีเหตุการณ์โลกหรือแรงกดดันภายนอก เหมาะสำหรับติดตามจังหวะ |
| เงินสด (ถือเงินสด) | - เพิ่มสภาพคล่อง
- พร้อมลงทุนทันทีเมื่อตลาดหุ้นปรับฐาน
| เงินสดเป็นเครื่องมือ defensive เมื่อความแน่นอนในตลาดต่ำ เน้นการปกป้องกำไร/พอร์ต |
| หุ้นโลก (รอหุ้นนอกลง) | - ยังมีโอกาสปรับฐานจากปัจจัยที่ไม่คาดคิด
- รอจนราคาสะท้อนความเสี่ยงมากขึ้น
| เมื่อราคาหุ้นสูงและแรงบวกถูก priced-in หมดแล้ว จุดซื้อที่ดีคือตอนตลาดมีแรงกดดันใหม่ |
| สัญญาณจิตวิทยาตลาด | - นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่ม “มองไม่เห็นเหตุผลที่หุ้นจะลง”
- บรรยากาศเชิงบวกสุดขีด
| เมื่อทุกคนมั่นใจสุดขีด เป็นช่วงที่มักต้องระวัง correction จังหวะ take profit ที่ดี |
| กลยุทธ์ปี 2025 | - ทุกสถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
- เน้น “บริหารความเสี่ยง” มากกว่าการ chase return
| ต้องมีความยืดหยุ่นในการจัดพอร์ต เปลี่ยนโฟกัสสู่การปกป้องกำไรและลดความเสี่ยง |
อ้างอิง F1 Money EP.192
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Community สังคมแห่งการลงทุน” เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเรา: efinancethaiconnect