ธุรกิจค้าปลีกไลฟ์สไตล์ในปี 69 กลับมาร้อนแรงและเป็นที่จับตาของนักลงทุนอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อสองยักษ์ใหญ่อย่างบริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT และบริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI ที่เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/69 ออกมาเติบโตอย่างโดดเด่นสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย
ขณะที่ข้อมูลจากงานบริษัท?จดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Earnings Call) ประจำไตรมาส 2/69 ของทั้ง MRDIYT และ MOSHI ฉายภาพทิศทางธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโตในระยะข้างหน้าอย่างชัดเจน สวนกระแสอุตสาหกรรมค้าปลีกของไทยเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป และพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน
“สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” จะพาไปส่องทิศทางธุรกิจ กลยุทธ์การเติบโต และมุมมองการลงทุนจากโบรกเกอร์ เพื่อดูว่าหุ้นค้าปลีกไลฟ์สไตล์ทั้งสองตัวนี้น่าสนใจแค่ไหนในช่วงครึ่งปีหลัง
MRDIYT : ชูกลยุทธ์ความคุ้มค่า เร่งขยายอาณาจักรเจาะลึกถึงระดับอำเภอ

ทิศทางการเติบโตและยุทธศาสตร์อนาคต
เริ่มต้นที่ บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT เน้นกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจด้านจุดแข็งด้านความคุ้มค่าคุ้มราคา และตอบโจทย์ลูกค้าอย่างดี ท่ามกลางภาวะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้นและผลกระทบจากราคาน้ำมัน ซึ่งบริษัทใช้กลยุทธ์ตรึงราคา (Price Lock) และจัดแคมเปญการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำสินค้าราคาประหยัดและช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน
เน้นประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบการค้นหาสินค้าหลากหลาย (Treasure Hunt) : โดยให้ความสำคัญกับการจำหน่ายหน้าร้าน เพราะลูกค้าชื่นชอบบรรยากาศการเดินเลือกซื้อสินค้าที่มีความหลากหลายมากกว่า 16,000 SKU ใน 10 หมวดหมู่สินค้า ทำให้การซื้อสินค้าผ่านหน้าร้านเติบโตได้ดีและยากที่จะทดแทนด้วยช่องทางเดลิเวอรี
โมเดลร้านค้าหลากหลายรูปแบบ : โดยนอกจากร้านสาขาขนาดปกติแล้ว บริษัทยังมีการทดลองเปิดโมเดลร้านค้าแฟลกชิปสโตร์แบบ 2 ชั้น (สาขาที่สยาม) ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก มียอดขายสูงกว่าสาขาปกติถึงเท่าตัว เนื่องจากสามารถจัดวางสินค้าได้อย่างครบถ้วนและตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น
สำหรับแผนการขยายสาขา : ปัจจุบันบริษัทมีสาขารวมทั้งสิ้น 1,248 สาขา ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย โดยในครึ่งปีแรกของปี 69 สามารถเปิดสาขาใหม่ได้ถึง 125 สาขา ซึ่งเร็วกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 95 สาขา และยังคงเดินหน้าตามแผนเปิดสาขาใหม่ปีนี้ไม่น้อยกว่า 210 สาขา
พร้อมมุ่งเจาะตลาดระดับอำเภอ ซึ่งบริษัทมองเห็นโอกาสเติบโตสูงในพื้นที่ที่ยังมีการเข้าถึงต่ำ (Underpenetrated Areas) โดยปัจจุบันครอบคลุมประมาณ 60% จากอำเภอที่มีอยู่มากกว่า 900 อำเภอทั่วประเทศ ขณะที่ด้านสัดส่วนรูปแบบสาขา เน้นการขยายสาขาในรูปแบบ Standalone เป็นหลัก (คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90% ของสาขาที่เปิดใหม่) เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูง เข้าถึงชุมชนได้ง่าย และช่วยให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าไปสู่หัวเมืองรองและพื้นที่ระดับอำเภอได้อย่างมีประสิทธิภาพ
MOSHI : เน้นผู้นำตลาดไลฟ์สไตล์แฟชั่น โดดเด่นด้วยมาร์จิ้นสูงและพลัง Brand Engagement

ทิศทางการเติบโตและยุทธศาสตร์อนาคต
ส่วนทางด้าน บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI ชูจุดเด่นด้านกลยุทธ์ครองความเป็นผู้นำตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์แฟชั่น โดยเน้นออกสินค้าใหม่สม่ำเสมอมากกว่า 1,000 SKU ต่อเดือน ซึ่งครอบคลุม 13 หมวดหมู่สินค้า เช่น Home Furnishing, ของใช้, แฟชั่น, เครื่องเขียน และไอที ประกอบกับกการทำ IP Collaboration และการใช้พรีเซนเตอร์ระดับแม่เหล็ก (เช่น บิวกิ้น พุฒิพงศ์) เพื่อสร้างแบรนด์ Engagement กับคนรุ่นใหม่
พัฒนาระบบหลังบ้าน : ผ่านการพัฒนาโครงการ Data Analytic และ Data Platform ซึ่งคืบหน้าไปแล้วกว่า 60-70% เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ รวมถึงการก่อสร้างคลังสินค้าแห่งที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มใช้ช่วงปลายไตรมาส 1/70 เพื่อช่วยบริหารจัดการต้นทุนโลจิสติกส์ในระยะยาว
การเติบโตและการขยายสาขา : พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 69 เติบโต 15-20% จากปีก่อน พร้อมทั้งรักษาอัตราการเติบโตของ GPM และควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่รวม 35 สาขา ภายในปีนี้ โดยเป็นรูปแบบ Standalone อย่างน้อย 5 สาขา ซึ่งปัจจุบันได้พื้นที่ครบถ้วนและดำเนินงานตามกรอบเวลา จากปัจจุบัน ณ สิ้นไตรมาส 2/69 มีสาขารวมทั้งสิ้น 218 สาขา ทั่วประเทศ โดยแบ่งสัดส่วนเป็นกรุงเทพฯและปริมณฑล 30-35% และต่างจังหวัด 65-70% เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง
เป้าหมายการเติบโตระยะยาว : มีความสามารถในการทำกำไรโดดเด่นมากด้วย GPM สูงถึง 56.4% และมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงถึงระดับ 26% ซึ่งถือเป็นแถวหน้าของกลุ่มค้าปลีก นอกจากนี้การมองหาโอกาสในต่างประเทศ โดยบริษัทยังคงศึกษาและสำรวจตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องว่าเป็นกลยุทธ์ระยะกลาง (ช่วง 2-3 ปีข้างหน้า) โดยเน้นการหาพาร์ทเนอร์ที่มีความพร้อมและเครือข่ายท้องถิ่นที่แข็งแกร่งเพื่อความรอบคอบในการลงทุน
บทสรุปเชิงเปรียบเทียบ : สองโมเดลธุรกิจกับการเติบโตในอนาคต
จากข้อสรุปมุมมองของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ที่รวบรวมข้อมูลกลยุทธ์การเติบโตของทั้ง 2 โมเดลธุรกิจ แบ่งออกเป็นดังนี้
MRDIYT จุดเด่น “โครงสร้างพื้นฐานด้านสินค้าซ่อมแซมและของใช้ในครัวเรือน” ที่เน้นการเติบโตตามจำนวนประชากรและการขยายสาขาเข้าสู่ระดับอำเภอทั่วประเทศ มีความมั่นคงสูงจากกระแสเงินสดและสินค้าจำเป็น โดยเหมาะกับนักลงทุนที่มองหาความมั่นคงจากกระแสเงินสดระดับสูง การเติบโตตามการขยายสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ และจุดเด่นด้านสินค้าจำเป็นที่ผู้บริโภคต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
MOSHI ชู “ผู้นำตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นตามเทรนด์” ที่โดดเด่นเรื่องอัตรากำไรขั้นต้นที่สูง การบริหารจัดการสินค้าตามกระแส และการสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดยเหมาะกับนักลงทุนที่ชื่นชอบหุ้นเติบโตสูง (Growth Stock) มีความสามารถในการทำกำไรขั้นต้น (GPM) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงเป็นอันดับต้นๆของกลุ่มค้าปลีก พร้อมความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการสินค้าตามกระแสแฟชั่น
โบรกฯ ชู MRDIYT และ MOSHI เป็นหุ้น Top Pick กลุ่มค้าปลีก
ด้านความคิดเห็นนักวิเคราะห์ ภายหลังงานบริษัท?จดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Earnings Call) ประจำไตรมาส 2/69 ของทั้ง 2 บริษัท โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ประเมินว่าทั้ง MRDIYT และ MOSHI เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ในกลุ่มค้าปลีกสำหรับปี 69 ที่นักลงทุนสามารถทยอยสะสมเพื่อรับผลเติบโตในระยะยาวได้ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
MRDIYT แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/69 และครึ่งปีหลังปี 69 โมเมนตัมเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เดือน ก.ค. พลิกกลับมาเป็นบวกที่ +1% (จาก -1.2% ในไตรมาส 2/69) และรายได้รวมเติบโตราว 18% YoY แม้กำไรในไตรมาส 3/69 อาจชะลอตัวเล็กน้อยจากช่วงไตรมาสก่อนหน้า ตามปัจจัยฤดูกาล (หน้าฝน) แต่คาดว่าจะไปทำจุดสูงสุดของปีในไตรมาส 4/69 จากเข้าสู่ช่วง High Season
ขณะที่มุมมองการลงทุนและ Valuation โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ให้คำแนะนำ “ซื้อ” หรือ “ทยอยซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมายปี 69-70 อยู่ในช่วง 10.49 – 13.00 บาท และถูกเลือกเป็นหนึ่งในหุ้นเด่นกลุ่มค้าปลีก
| โบรกฯ | ราคาเป้าหมาย (บ./หุ้น) | คำแนะนำ |
| บัวหลวง | 11.40 | ซื้อ |
| ฟิลลิปฯ | 10.50 | ทยอยซื้อ |
| เคจีไอ | 11.00 | Outperform |
| แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ | 10.49 | ถือ |
| ฟินันเซีย ไซรัส | 10.40 | ถือ |
| กรุงศรี | 13.00 | ซื้อ |
ด้าน MOSHI แนวโน้มผลประกอบการระยะสั้น (ครึ่งปีแรกและไตรมาส 3/69) งวดครึ่งปีแรกปี 69 มีกำไรปกติเติบโต +21.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดนมีแรงหนุนจาก SSSG ที่เติบโต 4% และการเปิดสาขาใหม่ 17 แห่ง ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นขยับขึ้นสู่ระดับ 56.5% จากการเพิ่มสัดส่วนสินค้านำเข้ามาร์จิ้นสูง
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/69 คาดรายได้และยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ช่วง QTD ยังเติบโตได้ดีในระดับ High Single Digit (ประมาณ 5-6%) ได้แรงหนุนจากแคมเปญการตลาดและพรีเซนเตอร์ (ปอนด์-ภูวินทร์ และ บิวกิ้น)
ส่วนมุมมองการลงทุนและ Valuation โบรกเกอร์ส่วนใหญ่แนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายอยู่ในช่วง 52.50 – 54.00 บาท และถูกเลือกให้เป็น Top Pick ของกลุ่มค้าปลีก
| โบรกฯ | ราคาเป้าหมาย (บ./หุ้น) | คำแนะนำ |
| เคจีไอ | 48.00 | Outperform |
| กรุงศรี | 54.00 | ซื้อ |
| เมย์แบงก์ | 53.00 | ซื้อ |
| ฟินันเซีย ไซรัส | 45.00 | ซื้อ |
| แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ | 52.50 | ซื้อ |
| โกลเบล็ก | 48.00 | ซื้อ |
อย่างไรก็ตามกลยุทธ์ความสำเร็จของ MRDIYT และ MOSHI ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าการตอบโจทย์ความคุ้มค่าขั้นสุด และการสร้างความตื่นเต้นเร้าใจผ่านไลฟ์สไตล์ คือสูตรสำเร็จที่ชนะใจผู้บริโภคไทยในยามนี้ และเป็นคำตอบว่าทำไมหุ้นทั้งสองตัวจึงกลายเป็นหลุมหลบภัยชั้นยอดของนักลงทุน
