เปิดวิสัยทัศน์ใหม่ภายใต้การนำของคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วย 7 นโยบายสำคัญ มุ่งเน้นการสร้างผลสัมฤทธิ์ที่รวดเร็วและจับต้องได้ (Quick Win) ครอบคลุมตั้งแต่การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ไปจนถึงการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยและภาคเกษตรกรรม สะท้อนมุมมองการบริหารงานจากภาคเอกชนที่มุ่งผลลัพธ์และประสิทธิภาพสูงสุด
ศุภจี กางแผน 7 นโยบายเร่งด่วน ลดค่าครองชีพ อุ้มเกษตรกร ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย

กรอบนโยบายการทำงานเชิงรุก 7 ประการ ซึ่งถูกวางตำแหน่งให้เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความท้าทายในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มั่นคงและยั่งยืน นโยบายทั้ง 7 ประการนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุม ทั้งในมิติของการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในและการขยายโอกาสในเวทีการค้าระหว่างประเทศ โดย นโยบายหลัก 7 ประการ มีดังนี้
7 ภารกิจด่วน รมว.พาณิชย์ “ศุภจี” ลดรายจ่าย ปลดล็อกเศรษฐกิจ
- การเจรจาเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า : การเจรจาต่อรองในเวทีระหว่างประเทศโดยเฉพาะภาษีสหรัฐฯ เพื่อสร้างความได้เปรียบและปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของไทย
- การดูแลการค้าชายแดน : การส่งเสริมและอำนวยความสะดวกการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน
- การแสวงหาตลาดใหม่ผ่านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) : การเดินหน้าเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าใหม่ๆ เพื่อขยายโอกาสการส่งออก
- การลดค่าครองชีพให้ประชาชน : การออกมาตรการเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน
- การสร้างเสถียรภาพให้สินค้าเกษตร : การดูแลราคาสินค้าเกษตรให้มีความมั่นคงและช่วยเหลือเกษตรกร
- การเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SME : การสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
- การปฏิรูปกฎระเบียบด้วยเทคโนโลยี : การนำเทคโนโลยีมาใช้และปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ตามที่คุณศุภจีได้แถลงไว้ กรอบการทำงานดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในหลายมิติพร้อมกัน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ การยกระดับ การค้าระหว่างประเทศ, การดูแลเศรษฐกิจฐานรากและลดภาระประชาชน และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ
- 1.เสริมสร้างความแข็งแกร่งในเวทีการค้าระหว่างประเทศ
นโยบายกลุ่มแรกมุ่งเน้นการรักษาและขยายผลประโยชน์ของชาติในตลาดโลก ประกอบด้วย การเจรจาเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า, การดูแลการค้าชายแดน และ การแสวงหาตลาดใหม่ผ่านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งทั้งสามส่วนทำงานสอดประสานกัน การเจรจาการค้าในระดับทวิภาคีและพหุภาคีถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย ในขณะเดียวกันการดูแลการค้าชายแดนซึ่งเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคจะช่วยกระจายรายได้และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน
ยิ่งไปกว่านั้น การเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าใหม่ๆ ถือเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่จำเป็นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเปิดประตูสู่ตลาดที่มีศักยภาพสูงทั่วโลก
- 2.การดูแลเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิต
นโยบายกลุ่มที่สองให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรงผ่านการลดค่าครองชีพ และการสร้างเสถียรภาพให้สินค้าเกษตร มาตรการลดภาระ ค่าครองชีพจะถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ขณะเดียวกันการสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรถือเป็นนโยบายที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกษตรกรเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ การดูแลให้กลไกตลาดทำงานอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ซึ่งจะส่งผลดีต่อกำลังซื้อภายในประเทศโดยรวม
- 3.การปลดล็อกศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นโยบายกลุ่มสุดท้ายมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจให้แข็งแกร่งผ่านการเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SME และการปฏิรูปกฎระเบียบด้วยเทคโนโลยี ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ถือเป็นรากฐานที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ นโยบายของกระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุนและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการให้ทัดเทียมนานาชาติ
ควบคู่กันไป การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจจะเป็นการ “ปลดล็อก” ศักยภาพของประเทศอย่างแท้จริง โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานของภาครัฐจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคเอกชนได้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยสรุป นโยบายทั้ง 7 ประการที่นำเสนอโดยคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ นับเป็นแผนงานที่ชัดเจนและครอบคลุมทุกมิติสำคัญของเศรษฐกิจไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงพาณิชย์ในการทำงานเชิงรุกเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ทั้งในด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวที การค้าระหว่างประเทศ และการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศไปพร้อมกัน
เดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐฯ สร้างความชัดเจนและออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย
หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนที่อยู่ในลำดับความสำคัญสูงสุดของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ คือ การสานต่อและสรุปผลการเจรจาทางการค้า ที่เกี่ยวข้องกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายของสหรัฐอเมริกา (U.S. Withholding Tax) ซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันและภาระต้นทุนของผู้ประกอบการไทย ที่มีธุรกรรมการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ
ความสำคัญของการเจรจาและเป้าหมายที่ชัดเจน
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายของสหรัฐฯ คือ ภาษีที่รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกเก็บจากรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศของตนซึ่งจ่ายให้กับนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการไทยด้วย อัตราภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลกำไรของผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ การเจรจาเพื่อกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสม (ซึ่งมักเป็นส่วนหนึ่งของอนุสัญญาภาษีซ้อน) จึงเป็นกลไกสำคัญในการลดภาระและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า
ตามข้อมูลที่เปิดเผย รัฐบาลชุดก่อนได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นไว้ที่อัตรา 19% กระทรวงพาณิชย์ในยุคปัจจุบันจึงได้ตั้งเป้าหมายที่จะสานต่อการเจรจาเพื่อสรุปรายละเอียดทั้งหมดให้แล้วเสร็จ พร้อมกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการนำเสนอข้อสรุปต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภาเพื่อพิจารณาภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2568
เป้าประสงค์หลักของการเร่งรัดดำเนินการดังกล่าว คือ การสร้างความชัดเจนและความแน่นอนให้แก่ภาคเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ การกำหนดราคาและการลงทุนได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพในระยะยาว
มาตรการเชิงรุกเพื่อรองรับและช่วยเหลือผู้ประกอบการ
นอกเหนือจากการผลักดันการเจรจาภาษีแล้ว คุณศุภจี ได้ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ยังได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเชิงรุกไว้ควบคู่กันไป เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและลดความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย
- การดูแลเรื่องการทุ่มตลาด (Anti-Dumping) : กระทรวงพาณิชย์จะเฝ้าระวังและใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในและผู้ส่งออกของไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการค้าและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการ
- การหาตลาดใหม่เพื่อทดแทนและเสริมศักยภาพ : เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป กระทรวงฯ จะดำเนินนโยบายกระจายความเสี่ยงโดยการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการแสวงหาและเจาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการทดแทนตลาดเดิม แต่ยังเป็นการเสริมสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ให้กับธุรกิจไทยอีกด้วย
แนวทางการดำเนินงานในเรื่องนี้สะท้อนยุทธศาสตร์แบบ 2 แกนหลัก คือ การเร่งสร้างเสถียรภาพทางนโยบายผ่านการสรุปผลการเจรจา ภาษีหัก ณ ที่จ่ายของสหรัฐฯ และในขณะเดียวกันก็สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ภาคเอกชนผ่าน มาตรการช่วยเหลือที่จับต้องได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
ยกระดับความเชื่อมั่นและประสิทธิภาพ : ปฏิรูประบบการค้า จัดการสินค้าสวมสิทธิ์-ลดขั้นตอนไต่สวน AD
เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือในระบบการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินมาตรการปฏิรูปกระบวนการทำงานที่สำคัญ 2 ประการ คือ การยกระดับความปลอดภัยในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) และการปรับปรุงกระบวนการไต่สวนเพื่อต่อต้านการทุ่มตลาด (AD) ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การรวมศูนย์และใช้เทคโนโลยีเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin หรือ C/O) เป็นเอกสารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการส่งออกและนำเข้า เนื่องจากเป็นหลักฐานยืนยันว่า สินค้าถูกผลิตขึ้นในประเทศใด ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ต่างๆ ในอดีตปัญหาการปลอมแปลงเอกสารดังกล่าวเพื่อสวมสิทธิ์สินค้าจากประเทศอื่นได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้า กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการ ดังนี้
- รวมศูนย์การออกเอกสาร : ได้มีการรวบอำนาจการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ามาไว้ที่กรมการค้าต่างประเทศเพียงแห่งเดียว เพื่อสร้างมาตรฐานที่เป็นหนึ่งเดียวลดช่องว่างและเพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบและติดตาม
- นำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วย : มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการยื่นคำขอและตรวจสอบเอกสาร ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและทำให้การปลอมแปลงทำได้ยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
มาตรการดังกล่าวได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อมูลล่าสุด ระบุว่า ในปี 2568 ไม่พบการปลอมแปลงเอกสาร C/O เลยแม้แต่ฉบับเดียว ซึ่งเป็นผลสำเร็จที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับในอดีตที่เคยตรวจพบการปลอมแปลงเป็นหลักร้อยฉบับต่อปี ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของประเทศ แต่ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าไทยในเวทีโลกอีกด้วย
การปรับปรุงกระบวนการไต่สวน AD เพื่อความรวดเร็วและเป็นธรรม
มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping หรือ AD) เป็นเครื่องมือทางการค้าที่ใช้เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการได้รับความเสียหายที่เกิดจากการนำเข้าสินค้าที่ขายในราคาต่ำกว่าปกติอย่างไม่เป็นธรรม (Dumping) อย่างไรก็ตาม กระบวนการไต่สวนที่ใช้เวลายาวนานเกินความจำเป็นอาจสร้างความไม่แน่นอนและส่งผลกระทบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงพาณิชย์จึงได้ปรับปรุงกระบวนการไต่สวน AD โดยตั้งเป้าหมายเพื่อลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพ ดังนี้
- ลดระยะเวลาการยื่นคำร้อง : ปรับลดกรอบเวลาสำหรับขั้นตอนการพิจารณารับคำร้องจากผู้ประกอบการในประเทศ จากเดิมที่ใช้เวลาถึง 4 เดือน ให้เหลือเพียง 1 เดือน เพื่อให้อุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายสามารถเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
- ลดกระบวนการไต่สวนโดยรวม : ตั้งเป้าหมายลดระยะเวลาของกระบวนการไต่สวนทั้งหมด จากเดิมที่อาจยาวนานถึง 18 เดือน ให้เหลือประมาณ 12 เดือน การปรับปรุงนี้จะช่วยลดสภาวะความไม่แน่นอนทางธุรกิจ และทำให้ทุกฝ่ายได้รับผลการพิจารณาที่รวดเร็วและเป็นธรรม
การปฏิรูปทั้ง 2 ส่วนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบนิเวศทางการค้าของไทยให้มีความโปร่งใส รวดเร็ว และน่าเชื่อถือ ซึ่งจะส่งผลดีต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของ กรมการค้าต่างประเทศและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
กางแผนเยียวยาครบวงจร ฟื้นฟูการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา
สำหรับแนวทางและมาตรการช่วยเหลือที่ครอบคลุมและเป็นระบบ เพื่อบรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูสภาวะ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นกลไกเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดน โดยแผนการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อเยียวยาทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ประชาชนทั่วไป เกษตรกร ไปจนถึงผู้ส่งออกรายใหญ่
ยุทธศาสตร์การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า 3 ระดับ
จากปัญหาที่เกิดขึ้นในการค้าชายแดน กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การช่วยเหลือที่ชัดเจน โดยแบ่งตามกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถตอบสนองได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้
1.มาตรการสำหรับประชาชนทั่วไป : การบรรเทาภาระค่าครองชีพเร่งด่วน
สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนซึ่งได้รับผลกระทบทางอ้อมจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว มาตรการระยะเร่งด่วน คือ การจัดกิจกรรมธงฟ้า โดยกรมการค้าภายในจะนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นไปจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด เพื่อเป็นการลดค่าครองชีพและบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้กับประชาชนในพื้นที่โดยตรง
2.มาตรการสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย : การสร้างช่องทางการตลาดใหม่
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุด คือ เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ไม่สามารถขนส่งสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคข้ามแดนได้ตามปกติ ทำให้ขาดรายได้และมีความเสี่ยงที่สินค้าจะได้รับความเสียหาย สำหรับกลุ่มนี้กระทรวงพาณิชย์ได้วางแนวทางช่วยเหลือไว้ 2 ส่วนหลัก คือ
- การจัดมหกรรมการค้า : จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเป็นช่องทางระบายสินค้าและสร้างรายได้ทดแทนในระยะสั้น
- การสนับสนุนค่าขนส่งผ่านไปรษณีย์ไทย : ร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) สนับสนุนค่าขนส่งฟรี 100 บาทต่อชิ้น เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร และผู้ประกอบการ สามารถปรับตัวและหันมาใช้ช่องทางการค้าออนไลน์ (E-commerce) ในการจำหน่ายสินค้าไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างตลาดใหม่ที่ยั่งยืนกว่าเดิม
3.มาตรการสำหรับผู้ส่งออก : การกระจายความเสี่ยงและสนับสนุนด้านโลจิสติกส์
สำหรับผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหรือสินค้าเกษตรแปรรูปล็อตใหญ่ มาตรการช่วยเหลือจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างและกลยุทธ์ระยะยาว โดยกระทรวงฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการช่วยเหลือหาตลาดส่งออกใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดชายแดนเพียงแห่งเดียวควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ โดยให้ข้อมูลและคำแนะนำในการใช้ช่องทางการขนส่งทางเลือกอื่นๆ เช่น การขนส่งทางเรือ เพื่อให้สินค้าสามารถไปถึงประเทศปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับแผนการฟื้นฟูการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา นี้ เป็นการดำเนินงานเชิงรุกที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของกระทรวงพาณิชย์ในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นองค์รวม ตั้งแต่การเยียวยาระยะสั้นเพื่อ ลดค่าครองชีพ ไปจนถึงการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการในระยะยาว
เดินหน้าเจรจา FTA ต่อยอดความสำเร็จสู่ตลาดใหม่
หนึ่งในนโยบายหลักที่สะท้อนวิสัยทัศน์เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของคุณศุภจี คือ การขยายตลาดส่งออกผ่านยุทธศาสตร์สองแนวทางหลักที่ดำเนินการควบคู่กันไป ได้แก่ การเร่งเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าสำคัญและการบุกเบิกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เพื่อสร้างโอกาสและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
ต่อยอดความสำเร็จจาก FTA เอฟตา (EFTA) สู่เป้าหมายใหญ่
ปัจจุบันประเทศไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีผลบังคับใช้แล้วจำนวน 14 ฉบับ กับคู่ค้า 18 ประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันกระทรวงพาณิชย์ได้วางกลยุทธ์ที่จะใช้ความสำเร็จจากการเจรจา FTA กับ กลุ่มสมาคมการค้าเสรียุโรป หรือ เอฟตา (EFTA) ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเทศ (สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์) เป็น “ต้นแบบ” หรือแม่แบบสำคัญ
การเจรจา FTA กับกลุ่มเอฟตาถือเป็นต้นแบบที่มีมาตรฐานสูงและทันสมัย ครอบคลุมประเด็นการค้าใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นบทเรียนและแนวทางในการต่อยอดสู่ การเจรจาการค้า ที่มีความท้าทายยิ่งขึ้นในอนาคต โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือ
- การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) : ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง และเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์อันดับต้นๆ ของไทย
- การเจรจา FTA กับเกาหลีใต้ : คู่ค้าสำคัญในภูมิภาคเอเชียที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกที่สำคัญ
พร้อมกันนี้ ได้มีการตั้งเป้าหมายเชิงปริมาณที่ชัดเจนในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปยัง 4 ประเทศใน กลุ่มเอฟตา (EFTA) ให้ได้ถึงร้อยละ 38 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด
การบุกเบิกตลาดใหม่ (New Frontiers) ที่มีศักยภาพสูง
นอกเหนือจากการเจรจา FTA แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังดำเนินกลยุทธ์ การขยายตลาดส่งออก ไปยังภูมิภาคที่ถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง (New Frontiers) โดยได้ระบุกลุ่มประเทศเป้าหมายที่ชัดเจน ได้แก่
- ตะวันออกกลาง : โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการสินค้าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และวัสดุก่อสร้าง
- เอเชียใต้ : นำโดยอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง
- แอฟริกา : โดยมีแอฟริกาใต้เป็นประตูสำคัญในการกระจายสินค้าสู่ภูมิภาค
- อาเซียน : เน้นประเทศที่มีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง เช่น เวียดนาม
กลไกสำคัญในการเจาะตลาดเหล่านี้ คือ การทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดผ่านกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อให้เกิดการซื้อขายจริงและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างรวดเร็ว
เจาะลึก 2 มาตรการดูแลค่าครองชีพด้านสุขภาพ คาดลดภาระประชาชนกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี

สำหรับมาตรการลดค่าครองชีพ ที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นภาระหนักของหลายครัวเรือน โดยได้มีการเปิดเผยถึง 2 โครงการหลักที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระทางการเงินให้แก่ประชาชนได้รวมกันมากกว่า 33,500 ล้านบาทต่อปี
1.โครงการลดภาระค่ายาผ่านความร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชน
ค่าใช้จ่ายด้านยาถือเป็นส่วนสำคัญของค่ารักษาพยาบาลใน โรงพยาบาลเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวและเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ริเริ่มโครงการสร้างความร่วมมือกับเครือโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ
กลไกและเป้าหมาย
กลไกหลักของโครงการคือการกำหนดให้ โรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการต้อง เปิดเผยรายละเอียดและราคายาก่อนการชำระเงิน การสร้างความโปร่งใสด้านราคานี้ถือเป็นการมอบอำนาจให้กับผู้ป่วยและญาติในการตัดสินใจ โดยจะสร้าง “ทางเลือก” ให้ผู้ป่วยสามารถเปรียบเทียบราคาและตัดสินใจซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกได้ หากพบว่า มีราคาที่ถูกกว่า ซึ่งเป็นการส่งเสริมการแข่งขันในตลาดค้าปลีกยาอย่างเป็นธรรม
ผลสัมฤทธิ์และความคืบหน้า
ล่าสุดมีเครือโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 5 เครือ จากทั้งหมด 11 เครือในประเทศ และจากการประเมินผลกระทบในวงกว้าง คาดว่ามาตรการนี้เพียงมาตรการเดียวมีศักยภาพที่จะช่วย ลดค่าครองชีพ ของประชาชนในส่วนของ ค่ายาและเวชภัณฑ์ ได้สูงถึง 32,400 ล้านบาทต่อปี
2.การกำกับดูแลราคาเวชภัณฑ์ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
นอกเหนือจากค่ายาแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินมาตรการกำกับดูแลโครงสร้างต้นทุนและราคาจำหน่ายของเวชภัณฑ์และสินค้าที่จำเป็นต่อการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันการกำหนดราคาที่ไม่เป็นธรรมและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน
ขอบเขตและผลกระทบ
มาตรการนี้ครอบคลุมสินค้าหลายรายการที่ประชาชนใช้เป็นประจำ เช่น ถุงมือยางทางการแพทย์, สำลี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุดตรวจคัดกรองโควิด (ATK) ซึ่งยังคงมีความจำเป็น การกำกับดูแลนี้ช่วยให้ราคาสินค้าเหล่านี้มีเสถียรภาพและสมเหตุสมผล โดยคาดว่ามาตรการควบคุมโครงสร้างต้นทุนเวชภัณฑ์จำเป็นนี้ ซึ่งจะสามารถช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้อีกประมาณ 1,100 ล้านบาทต่อปี
ทั้งสองมาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ มาตรการช่วยเหลือประชาชน ที่กระทรวงพาณิชย์ผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อให้การดูแลค่าครองชีพไม่ได้เป็นเพียงแนวนโยบาย แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถสัมผัสและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในมิติของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีวิต
แผนดูแลเกษตรกรครบวงจร สร้างเสถียรภาพราคาข้าว รับมือผลผลิต 17.7 ล้านตัน
แผนยุทธศาสตร์การดูแลเกษตรกร และสร้างเสถียรภาพให้กับสินค้าเกษตรอย่างครบวงจร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้าว” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ โดยได้มีการประเมินสถานการณ์ว่าผลผลิตข้าวไทยกำลังจะออกสู่ตลาดในปริมาณสูงถึง 17.7 ล้านตัน และคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณส่วนเกินที่ต้องบริหารจัดการประมาณ 1.8 ล้านตัน เพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำและช่วยเหลือเกษตรกรอย่างทันท่วงที จึงได้วางแผนรับมือที่ครอบคลุมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
1.แผนระยะสั้น (4 เดือน) : มาตรการพยุงราคาและลดภาระเร่งด่วน
เพื่อรับมือกับปริมาณผลผลิตจำนวนมากที่จะออกสู่ตลาดพร้อมกัน ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคาอย่างมหาศาล กระทรวงฯ ได้ออกมาตรการเร่งด่วนในกรอบเวลา 4 เดือน โดยมุ่งเน้นการพยุงราคาและลดภาระให้แก่เกษตรกรโดยตรง ประกอบด้วย
การบริหารจัดการอุปทาน
- ชะลอการขายในประเทศ : สนับสนุนให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชะลอการระบายผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน เพื่อลดภาวะอุปทานล้นตลาด
- ให้สินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร : ร่วมมือกับสถาบันการเงินของรัฐ (ธ.ก.ส.) จัดทำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้สหกรณ์การเกษตรและโรงสีมีสภาพคล่องเพียงพอในการรับซื้อและเก็บสต็อกผลผลิตไว้ชั่วคราว
การลดต้นทุนและช่วยเหลือโดยตรง
- สนับสนุนค่าปุ๋ย : ผ่าน “โครงการธงเขียว” เพื่อช่วยเหลือค่าปัจจัยการผลิตที่สำคัญ โดย สนับสนุนค่าปุ๋ยครัวเรือนละ 1,000 บาท
- มาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท : เป็นการช่วยเหลือโดยตรงเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต ซึ่งจะครอบคลุมเกษตรกรมากถึง 4.63 ล้านครัวเรือน ทั่วประเทศ
2.ยุทธศาสตร์เชิงรุก : การเร่งรัดการส่งออกข้าว
นอกจากการบริหารจัดการภายในประเทศแล้ว การระบายผลผลิตส่วนเกินผ่านช่องทาง การส่งออกข้าว ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยจะมุ่งเน้นการเจรจาในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) เพื่อสร้างความมั่นใจและ จัดหาโควตาการส่งออกขนาดใหญ่ ดังนี้
- ตลาดจีน : ผลักดันการเจรจา G2G เพื่อ เพิ่มโควตาการส่งออกข้าวจากเดิม 280,000 ตัน เป็น 500,000 ตัน โดยอาศัยโอกาสการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เป็นปัจจัยสนับสนุน
- ตลาดญี่ปุ่น : เร่งเจรจาเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดข้าวในญี่ปุ่นไว้ที่ระดับ 300,000 ตัน ซึ่งเป็นตลาดพรีเมียมที่สำคัญ
- ตลาดสิงคโปร์ : เดินหน้าเจรจา G2G เพื่อขยายตลาดเพิ่มเติม
3.แผนระยะยาว : ปฏิรูปโครงสร้างสู่พืชมูลค่าสูง
เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน กระทรวงฯ จะส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่มีความเสี่ยงด้านราคา ไปสู่การปลูก พืชมูลค่าสูง ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถสร้างรายได้ที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของ เกษตรกร ในจังหวัดนครราชสีมา ที่สามารถปรับเปลี่ยนการผลิตและ สร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมไร่ละประมาณ 5,000 บาทต่อปี เป็น 160,000 บาทต่อไร่ต่อปี
สำหรับแผนการบริหารจัดการสินค้าเกษตรนี้ เป็นยุทธศาสตร์ที่ผสมผสานทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การหาโอกาสในตลาดต่างประเทศและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ภาคการเกษตรและเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง
ติดปีก SME สู่เวทีโลก ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลและกลยุทธ์สร้างมูลค่าเพิ่ม
สำหรับการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบสองแกนหลักที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน คือ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากภายในด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยกลยุทธ์ การสร้างมูลค่าเพิ่ม
ปฏิรูปสู่ดิจิทัลและขยายช่องทางการค้า
เพื่อช่วยให้ ผู้ประกอบการ SME สามารถปรับตัวเข้าสู่ยุค เศรษฐกิจดิจิทัล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงฯ ได้ดำเนินนโยบายสนับสนุนที่จับต้องได้ ดังนี้
- การสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีผ่านความร่วมมือกับ depa : กระทรวงฯ จะทำงานร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ในการสนับสนุน “คูปองดิจิทัล” ให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ โดยมุ่งเน้นใน 3 ระบบงานหลักที่เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ ได้แก่ ระบบบัญชี, ระบบบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory) และระบบโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างฐานข้อมูลสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจที่แม่นยำยิ่งขึ้น
- การขยายช่องทางผ่านอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) : ส่งเสริมให้ SME เข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้นทั้งในและต่างประเทศผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ ควบคู่ไปกับการเข้ามามีบทบาทในการ ดูแลเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมการขาย (GP) บนแพลตฟอร์มต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
กลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่ม : นำพา SME ให้หลุดพ้นจากสงครามราคา
นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว นโยบายสำคัญอีกประการคือการนำพาผู้ประกอบการออกจากกับดักการแข่งขันด้านราคา (Price War) ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพและอัตลักษณ์ ผ่าน 2 กลไกหลัก คือ
- การส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) : กระทรวงฯ จะผลักดัน สินค้า GI อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเป็นสินค้าที่เชื่อมโยงคุณภาพและลักษณะเฉพาะเข้ากับแหล่งผลิตทางภูมิศาสตร์ ทำให้มีเอกลักษณ์โดดเด่นและลอกเลียนแบบได้ยาก สินค้า GI ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล โดยในปีนี้ สามารถสร้างมูลค่าได้แล้วถึง 82,000 ล้านบาท และมีราคาจำหน่ายสูงกว่าสินค้าทั่วไปในประเภทเดียวกันถึง 2-5 เท่า ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการโดยตรง
- การยกระดับมาตรฐาน “Thai Select” : กระทรวงฯ จะเดินหน้าส่งเสริมตราสัญลักษณ์ “Thai Select” ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากลมากยิ่งขึ้น เพื่อรับรองคุณภาพและมาตรฐานของร้านอาหารไทยและผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูป ตราสัญลักษณ์นี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai Select ในประเทศจำนวน 462 ร้าน และในต่างประเทศสูงถึง 915 ร้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับบนเวทีโลกอย่างชัดเจน
สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนา ผู้ประกอบการ SME นี้เป็นการผสมผสานระหว่างการสร้างรากฐานทางธุรกิจให้แข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยี และการต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์และมูลค่าเพิ่มด้วยอัตลักษณ์ความเป็นไทย เพื่อให้ SME ไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก
ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย ผสาน AI และการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่ออนาคต

ในฐานะนโยบายที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่ออนาคต กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ประกาศถึงแนวทางการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกฎระเบียบที่ล้าสมัย เพื่อ ปลดล็อกศักยภาพ ของประเทศและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยมีสองแกนหลักที่สำคัญคือ การใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการแก้ไขกฎหมายเพื่อ การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ (Ease of Doing Business)
1.การขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) ผ่าน AI
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการดำเนินงานและการให้บริการแก่ภาคประชาชนและเอกชน กระทรวงฯ จะนำเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญใน 2 มิติหลัก
- การวิเคราะห์ข้อมูลอุปสงค์-อุปทาน : AI จะถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มการผลิต, การบริโภค, และการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การคาดการณ์สถานการณ์ เช่น ผลผลิตสินค้าเกษตร หรือความต้องการสินค้าในตลาดโลก มีความแม่นยำสูงขึ้น นำไปสู่การวางนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
- การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ : AI จะช่วยประมวลผลคำร้องและเอกสารต่างๆ ที่ยื่นต่อกระทรวงฯ ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการรอคอย, ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และลดความผิดพลาดที่อาจเกิดจากมนุษย์ (Human Error) ทำให้การบริการภาครัฐมีความรวดเร็วและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
2.การปฏิรูปกฎระเบียบ (Regulatory Guillotine) เพื่อปลดล็อกภาคธุรกิจ
กระทรวงฯ ตระหนักดีว่ากฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยเป็น อุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ และการลงทุน จึงได้เร่งเดินหน้าการปฏิรูปกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นออกไป โดยล่าสุดได้ประสบความสำเร็จในการ ปลดล็อกกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ของบริษัทจดทะเบียน
การแก้ไขกฎเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนและตลาดทุนเรียกร้องมาเป็นเวลานาน จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับตลาดทุน โดยเปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนสามารถบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินและดูแลเสถียรภาพของราคาหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน
บทสรุป : วิสัยทัศน์เชิงรุกเพื่อประโยชน์ของประเทศ
นโยบายทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ตั้งแต่การเจรจาการค้า, การดูแลเกษตรกร, การส่งเสริม SME ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้และการปฏิรูปกฎหมาย ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงพาณิชย์ที่จะทำงานในเชิงรุกด้วยความโปร่งใส และผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน
วิสัยทัศน์ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว คือ การสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง โดยมุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น และวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจไทยเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
ตารางสรุป 7 นโยบายเด่น กระทรวงพาณิชย์ พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ยุคใหม่
| นโยบายหลัก | รายละเอียดสำคัญ |
| การเจรจาเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า | เจรจาในเวทีระหว่างประเทศเพื่อสร้างข้อได้เปรียบ ปกป้องผลประโยชน์ผู้ประกอบการไทย โดยเน้นตลาดใหม่และการค้าเสรี (FTA) |
| การดูแลการค้าชายแดน | ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน กระตุ้นเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดน พร้อมมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ |
| การแสวงหาตลาดใหม่ผ่าน FTA | เดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศเป้าหมายใหม่ เช่น สหภาพยุโรป (EU), เกาหลีใต้, ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, อาเซียน |
| การลดค่าครองชีพให้ประชาชน | มาตรการลดราคายา, เวชภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านโครงการต่างๆ เช่น ความร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชน, ธงฟ้า, ควบคุมราคา ATK |
| การสร้างเสถียรภาพสินค้าเกษตร | บริหารอุปทาน พยุงราคา ลดต้นทุนเกษตรกร เช่น การชะลอขาย, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, ส่งเสริมพืชมูลค่าสูง, เจรจาส่งออกข้าว G2G |
| การเสริมความแข็งแกร่งให้ SME | สนับสนุน SME ผ่านคูปองดิจิทัล, ขยายช่องทาง E-commerce, สินค้า GI, Thai Select, ลดสงครามราคาด้วยการเพิ่มมูลค่าและคุณภาพ |
| การปฏิรูปกฎระเบียบด้วยเทคโนโลยี | นำ AI และระบบดิจิทัลมาปรับปรุงงานภาครัฐ ลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส รวมถึงแก้ไขข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เช่น เรื่องหุ้นคืน |
อ้างอิง moc และ youtubeefinanceThai
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Community สังคมแห่งการลงทุน” เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเรา: efinancethaiconnect