Light Mode

Dark Mode

Logo Efinancethai While Logo Efinancethai While
ค้นหาข่าว และความรู้ด้านการเงิน การลงทุนต่างๆ ที่คุณสนใจ
ค้นหาสิ่งที่คุณต้องการ
  • Light Mode

    Dark Mode

    Swift Mode คือ?
    โหมดที่ช่วยปรับเปลี่ยนการแสดงผลของธีมระหว่าง Dark Mode และ Light Mode
    • efin StockPickUp
    • efin StockPickUp Pro NEW
    • TRADEMAN NEW
    • efin Trade Plus
    • efin Mobile
    • ข่าวหุ้นล่าสุด
    • กองทุน
    • ทองคำ
    • ข่าวต่างประเทศ
    • mai Update
    • Market Focus
    • ข่าวเด็ด บจ.
    • หุ้นเด่นวันนี้
    • ประเด็นร้อน
    • บทบรรณาธิการ
    • Exclusive Company Visit
    • ESG Story
    • Recommended for You
    • Opinion
    • IPO Corner
    • efin Review
    • THE VISiON/Executive Talk
    • Stock Insight
    • Fundamental Recap
    • Broker Research
    • หน้าหลักคริปโต NEW
    • ข่าว
    • ข่าวคริปโตล่าสุด
    • ข่าวคริปโตยอดนิยม
    • Bitcoin Focus
    • Regulator
    • Market
    • DA Business
    • RWA
    • ETF
    • Press Releases
    • บทความ
    • Research
    • Fintech
    • Crypto Verse
    • Media อื่น ๆ
    • Crypto Weshare
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ชลบุรี" 2026NEW
    • ESG 2026NEW
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR “เชียงใหม่” 2026NEW
    • efin x wow festival 2025
    • Better Trade
    • ESG
    • เลือกกองทุนรวยด้วย efin
    • ติว(อินเวส)เตอร์
    • efinanceThai Connect NEW
    • efin Let’s Profit Run NEW
    • Help Online
    • Team Viewer
    • คู่มือ
    • มุมความรู้
    • ติดต่อโฆษณา
    • ฝากข่าว PR

Light Mode

Dark Mode

Logo Efinancethai While Logo Efinancethai While
ค้นหาข่าว และความรู้ด้านการเงิน การลงทุนต่างๆ ที่คุณสนใจ
ค้นหาสิ่งที่คุณต้องการ
  • Light Mode

    Dark Mode

    • efin StockPickUp
    • efin StockPickUp Pro NEW
    • TRADEMAN NEW
    • efin Trade Plus
    • efin Mobile
    • ข่าวหุ้นล่าสุด
    • กองทุน
    • ทองคำ
    • ข่าวต่างประเทศ
    • mai Update
    • Market Focus
    • ข่าวเด็ด บจ.
    • หุ้นเด่นวันนี้
    • ประเด็นร้อน
    • บทบรรณาธิการ
    • Exclusive Company Visit
    • ESG Story
    • Recommended for You
    • Opinion
    • IPO Corner
    • efin Review
    • THE VISiON/Executive Talk
    • Stock Insight
    • Fundamental Recap
    • Broker Research
    • หน้าหลักคริปโต NEW
    • ข่าว
    • ข่าวคริปโตล่าสุด
    • ข่าวคริปโตยอดนิยม
    • Bitcoin Focus
    • Regulator
    • Market
    • DA Business
    • RWA
    • ETF
    • Press Releases
    • บทความ
    • Research
    • Fintech
    • Crypto Verse
    • Media อื่น ๆ
    • Crypto Weshare
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ชลบุรี" 2026NEW
    • ESG 2026NEW
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR “เชียงใหม่” 2026NEW
    • efin x wow festival 2025
    • Better Trade
    • ESG
    • เลือกกองทุนรวยด้วย efin
    • ติว(อินเวส)เตอร์
    • efinanceThai Connect NEW
    • efin Let’s Profit Run NEW
    • Help Online
    • Team Viewer
    • คู่มือ
    • มุมความรู้
    • ติดต่อโฆษณา
    • ฝากข่าว PR
ลงชื่อเข้าใช้งาน

เลือกวิธีการเข้าใช้งานที่ต้องการ

ยังไม่มีบัญชีใช่ไหม ?

ลงชื่อเข้าใช้
ด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือหรืออีเมล

ยังไม่มีบัญชีใช่ไหม ?

สร้างบัญชี

เลือกวิธีการสมัครสมาชิกที่คุณต้องการ

มีบัญชีอยู่แล้วใช่ไหม ?

สร้างบัญชี
ด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ

มีบัญชีอยู่แล้วใช่ไหม ?

เมื่อกดสร้างบัญชี ถือว่าคุณได้ยอมรับ ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งาน และ รับทราบ ประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ของ efinancethai
ยืนยันด้วย OTP

Ref:

ยังไม่ได้รับรหัส OTP ใช่ไหม ?
กด ได้ใน นาที

สร้างบัญชี
อีเมลนี้เคยเข้าใช้งานแล้ว สามารถ ได้ทันที
  • ความยาว 8 - 20 ตัว
  • ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (A-Z) และเล็ก (a-z)
  • ตัวเลข (0-9)
สร้างบัญชีของคุณสำเร็จ

เราได้ดำเนินการสร้างบัญชีของคุณ
เรียบร้อยแล้ว

ลืมรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมล

ยืนยันด้วย OTP

Ref:

ยังไม่ได้รับรหัส OTP ใช่ไหม ?
กด ได้ใน

สร้างรหัสผ่าน
  • ความยาว 8 - 20 ตัว
  • ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (A-Z) และเล็ก (a-z)
  • ตัวเลข (0-9)
ตั้งรหัสผ่านใหม่เสร็จสิ้น

เราได้ดำเนินการตั้งรหัสผ่านใหม่ของคุณ
เรียบร้อยแล้ว

สร้างบัญชีของคุณสำเร็จ

เราได้ดำเนินการสร้างบัญชีของคุณ
เรียบร้อยแล้ว

ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งาน
ประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่ารหัสผ่าน

โปรดเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่เพื่อความปลอดภัยของท่าน

  • ความยาว 8 - 20 ตัว
  • ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (A-Z) และเล็ก (a-z)
  • ตัวเลข (0-9)
เปลี่ยนรหัสผ่าน
`
  1. หน้าหลัก
  2. Recommended for You
  3. รายละเอียด Recommended for You
Recommended for You
10 ก.ย. 2025 เวลา 00:04

ทำไม ยิ่งใช้ AI บ่อย สมองยิ่งทำงานน้อยลง อาจทำให้เราโง่ลงเร็วขึ้น?

ทำไม ยิ่งใช้ AI บ่อย สมองยิ่งทำงานน้อยลง อาจทำให้เราโง่ลงเร็วขึ้น?

Share

twitter icon
line icon

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิด (Generative AI) โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models – LLM) เช่น ChatGPT ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย ได้เกิดคำถามเชิงวิชาการที่สำคัญยิ่งว่า การพึ่งพิงเครื่องมือเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการคิดวิเคราะห์และโครงข่ายประสาทของมนุษย์อย่างไร สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) โดย Media Lab ได้นำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นที่ให้ข้อมูลเชิงลึกต่อประเด็นดังกล่าว ซึ่งก่อให้เกิดข้อกังวลต่อแวดวงการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ในระยะยาว

ทำไม ยิ่งใช้ AI บ่อย สมองยิ่งทำงานน้อยลง อาจทำให้เราโง่ลงเร็วขึ้น?

ทำไม ยิ่งใช้ AI บ่อย สมองยิ่งทำงานน้อยลง อาจทำให้เราโง่ลงเร็วขึ้น?

รูปแบบงานวิจัยชิ้นนี้ได้ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 54 คน ซึ่งเป็นบุคคลในช่วงวัย 18 ถึง 39 ปี ในพื้นที่เมืองบอสตัน เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบของการใช้เครื่องมือที่แตกต่างกันในการทำภารกิจที่ต้องใช้กระบวนการคิด คือการเขียนเรียงความตามหัวข้อมาตรฐานของข้อสอบ SAT โดยกลุ่มตัวอย่างถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย

  1. กลุ่มที่ใช้ ChatGPT : ได้รับอนุญาตให้ใช้แบบจำลองภาษาของ OpenAI เป็นเครื่องมือช่วยในการเขียน
  2. กลุ่มที่ใช้ Search Engine : สามารถใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลทั่วไป (Google Search) เพื่อค้นคว้าประกอบการเขียน
  3. กลุ่มควบคุม (Brain-only) : ปฏิบัติภารกิจโดยอาศัยกระบวนการคิดของตนเองเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีเครื่องมือดิจิทัลช่วยเหลือ

ในการเก็บข้อมูลทีมวิจัยได้ใช้เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography – EEG) เพื่อเฝ้าสังเกตและบันทึกการทำงานของสมองใน 32 ส่วน ตลอดระยะเวลาที่ผู้เข้าร่วมการทดลองกำลังเขียนเรียงความ

ผลการวิจัยและข้อค้นพบที่สำคัญ

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้ตลอดระยะเวลาหลายเดือน นำไปสู่ข้อค้นพบที่สำคัญใน 3 มิติ ดังนี้

  • ด้านประสาทวิทยา : ข้อมูลจาก EEG แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของกิจกรรมทางสมองระหว่างสามกลุ่ม โดยกลุ่มที่ใช้ ChatGPT มีระดับการทำงานและการเชื่อมต่อของเครือข่ายประสาทต่ำที่สุดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มควบคุมซึ่งใช้สมองเพียงอย่างเดียว มีกิจกรรมทางสมองในระดับสูงสุด สะท้อนถึงการใช้กระบวนการคิดที่ซับซ้อนและเข้มข้นมากกว่า
  • ด้านภาษาศาสตร์ : ผลงานเรียงความของกลุ่มที่ใช้ ChatGPT มีแนวโน้มที่จะขาดความคิดริเริ่มที่เป็นเอกลักษณ์ และมีรูปแบบการใช้ภาษาที่คล้ายคลึงกัน
  • ด้านพฤติกรรม : ทีมวิจัยสังเกตเห็นแนวโน้มการพึ่งพิงเครื่องมือที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้ใช้ ChatGPT เมื่อเวลาผ่านไป ผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงการลดทอนความพยายามในการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง และในท้ายที่สุดหลายรายเลือกใช้วิธีการคัดลอกและวางข้อความ (Copy-and-paste) เป็นหลัก

นัยยะต่อการเรียนรู้และมุมมองของผู้วิจัย

บทความวิจัยนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า การพึ่งพาแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อกระบวนการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชนซึ่งสมองยังอยู่ในช่วงพัฒนาการที่สำคัญ แม้ว่างานวิจัยฉบับนี้จะยังมีข้อจำกัดด้านขนาดของกลุ่มตัวอย่างและยังไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) อย่างสมบูรณ์ แต่ นาตาลียา คอสมินา (Nataliya Kosmyna) นักวิทยาศาสตร์วิจัยประจำ MIT Media Lab ในฐานะผู้วิจัยหลัก ได้แสดงทัศนะถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเผยแพร่ข้อค้นพบนี้ต่อสาธารณะ

คอสมินาให้เหตุผลว่า เธอมีความกังวลว่าในอีกประมาณ 6-8 เดือนข้างหน้า อาจมีผู้กำหนดนโยบายที่ตัดสินใจนำเทคโนโลยี GPT ไปประยุกต์ใช้ในระดับการศึกษาปฐมวัย เช่น “โรงเรียนอนุบาล GPT” ซึ่งเธอเชื่อว่า “นั่นจะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ” เธอกล่าวเน้นย้ำในประเด็นนี้ว่า “สมองที่กำลังพัฒนา คือ กลุ่มที่ตกอยู่ในความเสี่ยงสูงสุด”

การตัดสินใจเผยแพร่ผลการวิจัยในเบื้องต้นนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้สังคมเกิดความตระหนักรู้และไตร่ตรองถึงผลกระทบในระยะยาวว่า ความสะดวกสบายที่ได้รับจากการใช้ AI ในระยะสั้น อาจต้องแลกมาด้วยการบั่นทอนพัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์ในอนาคตได้

ผลกระทบของ ChatGPT ต่อกระบวนการสร้างสรรค์แนวคิดและการสร้างความทรงจำ

ทำไม ยิ่งใช้ AI บ่อย สมองยิ่งทำงานน้อยลง อาจทำให้เราโง่ลงเร็วขึ้น?

เป็นที่ประจักษ์ว่า Media Lab ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้จัดสรรทรัพยากรจำนวนมากเพื่อการศึกษาผลกระทบของเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิด (Generative AI) ในมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงผลกระทบทางสังคมและจิตวิทยา ดังเช่นงานวิจัยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาซึ่งพบความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาการใช้งาน ChatGPT กับระดับความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น

ในการศึกษาครั้งล่าสุดนี้ คอสมินา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021 ได้มุ่งความสนใจไปที่การเจาะลึกผลกระทบของการใช้ AI ในบริบททางการศึกษาโดยเฉพาะ เนื่องจากเล็งเห็นถึงแนวโน้มการพึ่งพิงเครื่องมือดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ทีมวิจัยจึงได้ออกแบบการทดลองที่กำหนดให้ผู้เข้าร่วมเขียนเรียงความความยาว 20 นาที โดยใช้หัวข้อจากข้อสอบ SAT ซึ่งครอบคลุมประเด็นเชิงนามธรรมที่ต้องการการคิดวิเคราะห์ที่ซับซ้อน อาทิ “จริยธรรมของการทำการกุศล” และ “ข้อเสียของการมีทางเลือกที่มากเกินไป”

การเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างกลุ่ม มิติด้านคุณภาพและกิจกรรมทางสมอง

ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองทั้งสาม ได้เผยให้เห็นถึงความแตกต่างที่สำคัญทั้งในเชิงคุณภาพของผลงานและในระดับการทำงานของสมอง

  • กลุ่มผู้ใช้ ChatGPT : ผลงานเรียงความที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมที่น่าสังเกตคือความสม่ำเสมอของเนื้อหาที่ขาดความคิดริเริ่ม (Originality) โดยมีการใช้สำนวนและโครงสร้างแนวคิดที่ซ้ำกันอย่างเห็นได้ชัด ผู้ประเมินซึ่งเป็นครูสอนภาษาอังกฤษจำนวนสองท่านได้ให้ทัศนะต่อเรียงความเหล่านี้ว่า “ไร้วิญญาณ” (soulless) ผลการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ได้ยืนยันข้อสังเกตนี้ในเชิงประสาทวิทยา โดยพบการทำงานในระดับต่ำของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งรับผิดชอบด้านการควบคุมสั่งการ (Executive Function) และการมีส่วนร่วมทางความสนใจ (Attentional Engagement) นอกจากนี้ยังพบแนวโน้มพฤติกรรมการลดระดับการมีส่วนร่วมในกระบวนการคิด เมื่อผู้เข้าร่วมดำเนินการเขียนเรียงความชิ้นที่สาม หลายรายเลือกที่จะป้อนข้อมูลหัวข้อแก่ ChatGPT และปล่อยให้ระบบดำเนินการเกือบทั้งหมด นาตาลียา คอสมินา ได้อธิบายลักษณะพฤติกรรมนี้ว่ามีลักษณะคล้ายกับการออกคำสั่งว่า “‘แค่เขียนให้เสร็จ, ปรับแก้ประโยค, และแก้ไขคำก็พอ’”
  • กลุ่มควบคุมและกลุ่ม Search Engine : ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่ใช้กระบวนการคิดของตนเองโดยสมบูรณ์แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในระดับสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของคลื่นสมองอัลฟา (Alpha), ธีต้า (Theta), และเดลต้า (Delta) ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับ กระบวนการสร้างไอเดีย, ภาระของหน่วยความจำ (Memory Load), และการประมวลผลเชิงความหมาย (Semantic Processing) ผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้แสดงออกถึงการมีส่วนร่วมและความพึงพอใจต่อผลงานของตนในระดับที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ใช้ Google Search ก็แสดงให้เห็นถึงระดับกิจกรรมทางสมองและความพึงพอใจในระดับสูงเช่นกัน ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมการสืบค้นข้อมูลเริ่มเปลี่ยนจากการใช้ Search Engine แบบดั้งเดิมไปสู่การใช้ Chatbot AI มากขึ้น

การทดลองภาคปฏิบัติการ การตรวจสอบกระบวนการสร้างความทรงจำ

ขั้นตอนที่ให้ความกระจ่างต่อ การสร้างความทรงจำ มากที่สุดคือการทดลองในช่วงที่สี่ ซึ่งมีการสลับเงื่อนไขการใช้งานเครื่องมือ ผลการทดลองในขั้นตอนนี้ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ทางปัญญาที่น่าสนใจ

  • เมื่อกลุ่ม ChatGPT ต้องใช้สมองเพียงอย่างเดียว : ผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้ประสบปัญหาในการระลึกถึงเนื้อหาที่ตนได้เขียนไปก่อนหน้าอย่างแม่นยำ ผลจาก EEG พบว่าคลื่นสมองอัลฟาและธีต้าซึ่งจำเป็นต่อการดึงความจำมีกำลังอ่อนลง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงสิ่งที่เรียกว่า “การข้ามกระบวนการเข้ารหัสความทรงจำระยะยาว (Bypassing of Long-term Memory Encoding)” ซึ่งหมายความว่าเมื่อสมองไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ต้องใช้ความพยายาม ข้อมูลที่ได้รับจึงไม่ถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายความทรงจำ ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้รับการสรุปโดย คอสมินา ว่า “แม้ว่าภารกิจจะสำเร็จลุล่วงและอาจดูว่ามีประสิทธิภาพและสะดวกสบาย แต่ผลการวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่า ผู้ใช้แทบจะไม่ได้ผนวกข้อมูลใดๆ เข้าไปในเครือข่ายความทรงจำของตนเลย”
  • เมื่อกลุ่ม Brain-only ได้ใช้ ChatGPT : ปรากฏผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในเชิงบวก ผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้สามารถใช้ ChatGPT เป็นเครื่องมือเสริม (Augmentation Tool) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาใช้ AI เพื่อขัดเกลาและต่อยอดแนวคิดที่ผ่านการคิดวิเคราะห์มาเป็นอย่างดีแล้ว ส่งผลให้การเชื่อมต่อของสมองเพิ่มขึ้นในทุกย่านความถี่

นัยยะต่อแนวทางการใช้เทคโนโลยี AI

ผลการศึกษาชิ้นนี้ได้ให้ความกระจ่างต่อกระบวนการสร้างไอเดีย และชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบของ ChatGPT ต่อการทำงานของสมอง นั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ การสร้างความทรงจำ ในระยะยาวการใช้ AI ในลักษณะที่เป็นการทดแทนกระบวนการคิด (Cognitive Replacement) อาจนำไปสู่การลดทอนศักยภาพทางปัญญา แต่หากใช้อย่างถูกวิธีในฐานะเครื่องมือเสริมศักยภาพ (Cognitive Enhancement) ก็สามารถเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

เหตุผลที่ต้องรีบเผยแพร่ และ ‘กับดัก AI’ ที่ซ่อนอยู่ในงานวิจัย คือ อะไร?

เป็นที่น่าสังเกตว่า บทความวิจัยฉบับนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ นาตาลียา คอสมินาและทีมงานตัดสินใจเผยแพร่ผลการค้นพบสู่สาธารณะ ก่อนที่จะผ่านกระบวนการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญของวงการวิชาการ การตัดสินใจดังกล่าวมีเหตุผลมาจากความจำเป็นเร่งด่วน โดยทีมวิจัยไม่ประสงค์จะรอระยะเวลาการอนุมัติ ซึ่งโดยปกติอาจยาวนานถึง 8 เดือนหรือมากกว่านั้น เนื่องจากคอสมินามีความเชื่อมั่นว่า ปัญหาการพึ่งพิงปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กและเยาวชนอยู่ในปัจจุบัน

คอสมินา ได้เสนอแนะถึงแนวทางปฏิบัติที่สำคัญว่า “การให้ความรู้ว่าเราควรใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างไร และการส่งเสริมให้สมองได้พัฒนาในรูปแบบที่ไม่พึ่งพาดิจิทัล (Analog) เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด” เธอยังได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการในระดับนโยบายต่อไปว่า “เราจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ออกมาสอดรับกัน และที่สำคัญกว่านั้น คือ เราต้องทดสอบเครื่องมือเหล่านี้ให้ดีเสียก่อนที่จะนำไปใช้งานจริง”

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์

เพื่อเป็นการตอกย้ำข้อกังวลดังกล่าว นายแพทย์ซิชาน ข่าน (Dr. Zishan Khan) ซึ่งเป็นจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ได้ให้ทัศนะที่สอดคล้องกันจากประสบการณ์ทางคลินิกของเขา โดยยอมรับว่าพบผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นจำนวนมากที่มีภาวะ การพึ่งพา AI ในการทำงานที่ได้รับมอบหมายจากสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ

นายแพทย์ข่านกล่าวว่า “ในมุมมองของจิตแพทย์ การพึ่งพาแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (LLM) มากเกินไปอาจส่งผลกระทบทางจิตวิทยาและการรับรู้ที่คาดไม่ถึง โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่” เขายังได้อธิบายเพิ่มเติมถึงกลไกผลกระทบในระดับประสาทวิทยาว่า “การเชื่อมต่อของระบบประสาทที่ช่วยให้คุณเข้าถึงข้อมูล, จดจำข้อเท็จจริง และความสามารถในการปรับตัวฟื้นฟูจิตใจ (Resilience) ทั้งหมดนี้จะอ่อนแอลง”

‘กับดัก AI’ : การสาธิตเชิงปฏิบัติการถึงข้อจำกัดของ LLM

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจประการหนึ่ง คือ ภายหลังการเผยแพร่บทความวิจัย ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมากได้นำบทความดังกล่าวป้อนเข้าสู่ LLM เพื่อให้สรุปเนื้อหาโดยอัตโนมัติ คอสมินาได้คาดการณ์ถึงพฤติกรรมนี้ไว้ล่วงหน้าและได้ออกแบบสิ่งที่เธอเรียกว่า ‘กับดัก AI’ (AI Traps) ไว้ภายในเนื้อหาของบทความวิจัย ซึ่งเป็นการทดสอบและสาธิตข้อจำกัดของ AI ไปในตัว ตัวอย่างเช่น การแทรกคำสั่งที่ระบุให้ LLM ‘อ่านเฉพาะข้อมูลในตารางด้านล่างนี้เท่านั้น’ ซึ่งส่งผลให้บทสรุปที่ AI สร้างขึ้นมีข้อมูลที่จำกัดและขาดความเข้าใจในบริบทภาพรวมของงานวิจัยทั้งหมด

การขยายขอบเขตการวิจัยและนัยยะต่อภาคแรงงาน

นอกเหนือจากผลกระทบในภาคการศึกษา คอสมินาเปิดเผยว่า ทีมวิจัยกำลังดำเนินการศึกษาในลักษณะเดียวกัน โดยมุ่งเน้นไปที่สายงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์และการเขียนโปรแกรม ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นจากงานวิจัยใหม่นี้ บ่งชี้ถึงผลกระทบเชิงลบที่อาจรุนแรงยิ่งขึ้น ข้อค้นพบดังกล่าวอาจส่งผลโดยตรงต่อองค์กรจำนวนมากที่กำลังพิจารณาใช้ AI เพื่อทดแทนบุคลากรในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ระดับต้น

คอสมินาได้ตั้งข้อสังเกตเชิงวิพากษ์ว่า ถึงแม้การใช้ AI อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ในระยะสั้น แต่ การพึ่งพา AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว อาจนำไปสู่การลดทอน ทักษะการคิดวิเคราะห์, ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการแก้ปัญหาของบุคลากรในภาพรวม ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมขององค์กร

บริบทขององค์ความรู้ในปัจจุบันและท่าทีของภาคอุตสาหกรรม

เป็นที่ยอมรับว่า งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ที่ศึกษา ผลกระทบของ AI ต่อกระบวนการคิดของมนุษย์ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นและกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากผลการศึกษาที่หลากหลาย เช่น งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า Generative AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) แต่ในขณะเดียวกันก็ลดแรงจูงใจ (Motivation) ของผู้ปฏิบัติงาน ในขณะที่ MIT เองก็ได้แสดงท่าทีเว้นระยะห่างจากงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งของนักศึกษาปริญญาเอกในสาขาเศรษฐศาสตร์ ที่นำเสนอว่า AI สามารถเพิ่มผลิตภาพของแรงงานได้อย่างมหาศาล

ในส่วนของบริษัท OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ยังไม่ได้ให้ความเห็นอย่างเป็นทางการต่อผลการวิจัยชิ้นนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทได้ร่วมมือกับ Wharton Online ในการเผยแพร่คู่มือและคำแนะนำสำหรับนักการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการนำ Generative AI ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในกระบวนการเรียนการสอนต่อไป

บทวิเคราะห์ การนำทาง AI สู่สถานะ “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ไม่ใช่ “ผู้บงการทางปัญญา” ในบริบทของสังคมไทย

ทำไม ยิ่งใช้ AI บ่อย สมองยิ่งทำงานน้อยลง อาจทำให้เราโง่ลงเร็วขึ้น?

ผลการศึกษาจาก Media Lab ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้นำเสนอภาพความจริงอันน่าขบคิดว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิด (Generative AI) ซึ่งเปี่ยมด้วยศักยภาพในการมอบความสะดวกสบายนั้น แฝงไว้ด้วยความเสี่ยงต่อการบั่นทอนกระบวนการคิดวิเคราะห์และการสร้างความทรงจำในระยะยาว ปรากฏการณ์ “การจ้างสมองภายนอก” (Cognitive Outsourcing) ที่ทำให้กิจกรรมทางประสาทลดลง ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับทุกสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่ง AI อย่างเต็มรูปแบบ สำหรับประเทศไทย การจะนำทางเทคโนโลยีนี้ให้กลายเป็น “ผู้ช่วย” (Co-pilot) ที่ทรงพลัง แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็น “ผู้บงการ” (Autopilot) ที่เข้ามาครอบงำศักยภาพทางปัญญา จำเป็นต้องอาศัยยุทธศาสตร์ที่บูรณาการและขับเคลื่อนอย่างจริงจังในหลายภาคส่วน

1. การปฏิรูปกระบวนทัศน์ในระบบการศึกษา: จาก “ผู้สร้างคำตอบ” สู่ “ผู้ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์”

รากฐานที่สำคัญที่สุดในการรับมือกับความท้าทายนี้ คือ ระบบการศึกษาไทย ซึ่งจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมุ่งเน้นที่ “ผลลัพธ์” (Product) คือคำตอบที่ถูกต้อง ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “กระบวนการ” (Process) คือการเดินทางทางความคิดเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบนั้น

  • การพัฒนาทักษะความฉลาดรู้เรื่อง AI (AI Literacy) : สถานศึกษาต้องไม่มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือต้องห้าม แต่ควรกำหนดให้เป็นเครื่องมือที่ต้องเรียนรู้ที่จะใช้งานอย่างชาญฉลาด หลักสูตรควรสอดแทรกการสอนให้นักเรียนเข้าใจหลักการทำงานเบื้องต้นของ AI, การออกแบบคำสั่ง (Prompt Engineering) ที่มีประสิทธิภาพ, และที่สำคัญที่สุดคือทักษะการตรวจสอบความถูกต้องและประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ AI สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ ใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ
  • การออกแบบการประเมินผลที่ส่งเสริมการคิดขั้นสูง : การประเมินผลที่เน้นการท่องจำหรือการตอบคำถามปลายปิดจะยิ่งผลักดันให้ผู้เรียนพึ่งพา AI เพื่อหาทางลัด ระบบการศึกษาจึงควรมุ่งออกแบบการประเมินที่ “ต้านทานต่อ AI” (AI-resistant Assessment) เช่น การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning), การอภิปรายเชิงวิพากษ์ในชั้นเรียน, และการนำเสนอผลงานที่ต้องการการสังเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งและประยุกต์ใช้ในบริบทใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทำแทนได้อย่างสมบูรณ์ (อ้างอิง: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), แนวทางการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล)

2. บทบาทเชิงรุกของภาครัฐ : การกำกับดูแลเชิงจริยธรรมและการส่งเสริมอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อนในระดับปัจเจกบุคคลและสถาบันการศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ นโยบายภาครัฐ มีบทบาทอย่างยิ่งในการวางกรอบการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ของประเทศให้เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์

  • การจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแนวปฏิบัติทางจริยธรรม : รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ควรเร่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์การใช้ AI ในการศึกษาและการทำงานที่ชัดเจน โดยมีแนวปฏิบัติทางจริยธรรมกำกับ เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบดังที่ นาตาลียา คอสมินา ได้แสดงความกังวลไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มเด็กและเยาวชน (อ้างอิง: แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570))
  • การสนับสนุนงานวิจัยในบริบทของไทย : ภาครัฐควรสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อศึกษาผลกระทบของ AI ต่อสังคม เศรษฐกิจและโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางปัญญาของคนไทยในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ

3. การปรับตัวของภาคเอกชนและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ในภาคแรงงาน ดังที่งานวิจัยของ MIT ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในสายงานโปรแกรมเมอร์ ภาคเอกชนไทยจำเป็นต้องมองการณ์ไกลกว่าประสิทธิภาพในระยะสั้น และลงทุนใน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อย่างยั่งยืน

  • การยกระดับและปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskilling & Reskilling) : องค์กรควรออกแบบโปรแกรมฝึกอบรมที่มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับ AI (Human-AI Collaboration) สอนให้พนักงานใช้ AI เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล, สร้างสรรค์ต้นแบบแนวคิด และทำงานที่ต้องใช้เวลาซ้ำซ้อน เพื่อให้มนุษย์มีเวลามากขึ้นในการทำงานที่ต้องอาศัย ทักษะการคิดวิเคราะห์ ที่ซับซ้อน, ความคิดสร้างสรรค์เชิงกลยุทธ์ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
  • การส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ให้คุณค่ากับทักษะของมนุษย์ : องค์กรต้องสร้างวัฒนธรรมที่ให้รางวัลและยกย่องทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ เช่น ความเป็นผู้นำ, การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Complex Problem-solving), และความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ซึ่งทักษะเหล่านี้ได้รับการยอมรับจากเวทีระดับโลกว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคแห่งระบบอัตโนมัติ (อ้างอิง: World Economic Forum, Future of Jobs Report)

โดยสรุป การนำทางให้ AI ดำรงอยู่ในสถานะ “ผู้ช่วย” ในสังคมไทยนั้น มิใช่การต่อต้านหรือจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี แต่คือ การสร้างระบบนิเวศที่สมดุล ผ่านการปฏิรูปการศึกษาที่เน้นกระบวนการคิด, การวางกรอบนโยบายที่ชัดเจนและมีจริยธรรมจากภาครัฐ, และการลงทุนในการพัฒนาทักษะขั้นสูงของมนุษย์ในภาคเอกชน การขับเคลื่อนอย่างสอดประสานกันของทุกภาคส่วนเท่านั้น ที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยไม่สูญเสียสินทรัพย์อันมีค่าที่สุด นั่นคือ “สติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์” ไปในระยะยาว

ตารางสรุป “เมื่อ AI ทำแทนคิด: ผลกระทบของ ChatGPT ต่อสมองและการเรียนรู้”

หมวดหมู่รายละเอียดผลกระทบและข้อสังเกตข้อเสนอแนะ/นัยยะ
กลุ่มตัวอย่างและวิธีการทดลอง
  • จำนวน 54 คน อายุ 18-39 ปี ในบอสตัน
  • แบ่งเป็น 3 กลุ่ม: ใช้ Search Engine, ใช้สมองล้วน, ใช้ ChatGPT
  • ทำภารกิจเขียนเรียงความหัวข้อ SAT
  • ใช้ EEG ตรวจจับการทำงานสมอง 32 จุด
  • วิเคราะห์ผลกระทบของการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ต่อกระบวนการคิดและสมอง
การศึกษาแบบละเอียดตั้งต้นสำหรับผลกระทบ AI ต่อสมองและการคิด
ผลการวิจัย ด้านประสาทวิทยา
  • กลุ่มใช้ ChatGPT มีการทำงานสมองและการเชื่อมต่อเครือข่ายประสาทต่ำที่สุด
  • กลุ่มควบคุม (Brain-only) มีกิจกรรมสมองสูงสุด
  • สมองของผู้ใช้ ChatGPT ทำงานน้อยลง
  • อาจทำให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ลดลง
ส่งสัญญาณเตือนว่าใช้ AI มากเกินไปอาจทำให้สมองทำงานลดลง
ผลการวิจัย ด้านภาษาศาสตร์
  • เรียงความของกลุ่มใช้ ChatGPT ขาดความคิดริเริ่มและลักษณะภาษาเหมือนกัน
  • รูปแบบการเขียนเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
  • ลดทอนความคิดสร้างสรรค์และความเป็นเอกลักษณ์ส่วนบุคคล
  • เนื้อหาอาจเป็นแบบจำลองซ้ำ ๆ
ควรระวังภาวะคิดซ้ำซากจากการพึ่งพิง AI ในงานเขียน
ผลการวิจัย ด้านพฤติกรรม
  • การพึ่งพา ChatGPT เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กับเวลาที่ใช้
  • ผู้ใช้แสดงความพยายามคิดวิเคราะห์น้อยลง
  • หลายคนเลือกคัดลอกและวางข้อความ (Copy-Paste)
  • กระบวนการคิดของผู้ใช้ถูกแทนที่ด้วยการใช้ AI
  • ส่งผลต่อพัฒนาการทักษะการคิดวิเคราะห์และเรียนรู้แบบเชิงลึก
ควรกำหนดกฎเกณฑ์การใช้งาน AI ในการศึกษาเพื่อป้องกันการใช้แทนคิด
ความเสี่ยงกับกลุ่มวัยเด็กและเยาวชน
  • กังวลว่าการนำ GPT มาใช้ในระดับการศึกษาปฐมวัย เช่น “โรงเรียนอนุบาล GPT” จะมีผลกระทบอย่างมาก
  • สมองที่กำลังพัฒนาเสี่ยงต่อผลกระทบสูงสุด
  • การพึ่งพา AI ตั้งแต่เด็ก อาจชะลอหรือบิดเบือนพัฒนาการด้านการคิดและเรียนรู้
ควรควบคุมการใช้ AI ในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยอย่างเข้มงวด
การทดลองสร้างความจำและกระบวนการคิด
  • การทดลองสลับเงื่อนไขการใช้เครื่องมือในช่วงที่สี่เผยให้เห็นปรากฏการณ์ทางปัญญาที่น่าสนใจเกี่ยวกับความจำ
  • ชี้ว่าการใช้ AI ในบางสถานการณ์อาจลดทอนการสร้างความทรงจำและกระบวนการคิดของมนุษย์
สนับสนุนการใช้ AI อย่างสมดุลและเสริมทักษะการคิดของมนุษย์
นัยยะต่อการใช้เทคโนโลยี AI ในอนาคต
  • เน้นความสำคัญของบทบาทภาครัฐในการกำกับดูแลเชิงจริยธรรม
  • ส่งเสริมการใช้ AI อย่างยั่งยืนและระมัดระวัง
  • ป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อพัฒนาการสมองและการเรียนรู้ของมนุษย์ในระยะยาว
นโยบายควบคุมและส่งเสริมการใช้ AI ที่เหมาะสมตามหลักจริยธรรมและวิทยาศาสตร์

อ้างอิงจาก time,mit,completeaitraining,microsoft และ sustainabilitymag

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Community สังคมแห่งการลงทุน” เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเรา: efinancethaiconnect  

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ChatGPTCognitive OutsourcingGenerative AIMITการทำงานของสมองการเรียนรู้จริยธรรม AIผลกระทบ AIใช้AIทำให้โง่ลง

Share

twitter icon
line icon
ดูทั้งหมด
efinanceThai efinanceThai

เราจะไม่เพียงแต่นั่งรอโอกาส แต่เรามุ่งมั่นจะสร้างโอกาสที่ทำให้เรา
สังคมของเรา และทุกคนที่เราเกี่ยวข้องด้วยดีขึ้น

ติดต่อโฆษณา

ธิดารัตน์ สุวรรณฤทธิ์

โทร : 099-446-4366

Email : Thidarat@efinancethai.com

คุณเบญญาภา บุญรัตน์ (ลัคกี้)

โทร : 061-072-6233

Email : Benyapha@efinancethai.com

Follow us

line icon
tiktok icon
youtube icon
  • Online Asset
  • ภาพรวมบริษัท
  • ข่าวสารกิจกรรม
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อบริษัท
  • efin StockPickUp
  • efin StockPickUp Pro
  • TRADEMAN
  • efin Trade Plus
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ชลบุรี" 2026
  • ESG 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR “เชียงใหม่” 2026
  • efin x wow festival 2025
  • Better Trade
  • ESG
  • เลือกกองทุนรวยด้วย efin
  • ติว(อินเวส)เตอร์
  • efinanceThai Connect
  • efin Let’s Profit Run
  • Our Service
  • IR Plus Member
  • Contact Us
  • Help Online
  • Team Viewer
  • คู่มือ
  • Tel: 02-023-8800
  • customerservice@efinanceThai.com
  • ติดต่อโฆษณา
  • ฝากข่าว PR
ข้อมูลบริษัท
  • Online Asset
  • ภาพรวมบริษัท
  • ข่าวสารกิจกรรม
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อบริษัท
โปรแกรม
  • efin StockPickUp
  • efin StockPickUp Pro
  • TRADEMAN
  • efin Trade Plus
อีเว้นท์
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ชลบุรี" 2026
  • ESG 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR “เชียงใหม่” 2026
  • efin x wow festival 2025
  • Better Trade
  • ESG
  • เลือกกองทุนรวยด้วย efin
  • ติว(อินเวส)เตอร์
คอนเนค
  • efinanceThai Connect
  • efin Let’s Profit Run
IR Plus
  • Our Service
  • IR Plus Member
  • Contact Us
ช่วยเหลือ
  • Help Online
  • Team Viewer
  • คู่มือ
Customer Support
  • Tel: 02-023-8800
  • customerservice@efinancethai.com
ติดต่อโฆษณา
  • ติดต่อโฆษณา
  • ฝากข่าว PR

Copyrights © 2025 by efinanceThai.com All Rights Reserved.   Advertorial Detail

ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์ | ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการใช้คุกกี้ | เงื่อนไขการใช้ข้อมูลของผู้ให้บริการรายอื่น
Logo Cookie
นโยบายการใช้คุกกี้

เราใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี และพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ ตรงกับความต้องการของคุณมากยิ่งขึ้น คุณสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้