อุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามและศัลยกรรมตกแต่งของไทย กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการปรับฐานและการเติบโตเชิงคุณภาพโดยข้อมูลจากงานแถลงผลประกอบการ (Earnings Call) ประจำไตรมาส 2/2569 ของ บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER และ บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ สะท้อนภาพทิศทางธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโตในระยะข้างหน้าอย่างชัดเจน
แม้อัตราการเติบโตของภาพรวมตลาดจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 1% จากเดิม 5% และ 2.8% ในปีก่อนๆ แต่สองผู้นำในตลาดยังเดินหน้าวางเกมรับการเติบโต ผ่านกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพและเก็บเกี่ยว Synergy จากพันธมิตรของ MASTER และการเร่งขยายสาขา Multi-Brand พร้อมสร้าง S-Curve ใหม่ของ KLINIQ
MASTER: ยกระดับสู่ “Profitability & Synergy” มุ่งเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากพาร์ทเนอร์
ทิศทางการเติบโตและยุทธศาสตร์อนาคต
บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER กำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วง “เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เชิงโครงสร้าง” (Harvesting Phase) อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากเดินหน้าขยายการลงทุนในพันธมิตร (JV/Associates) มาต่อเนื่อง โดยผู้บริหารระบุชัดเจนว่าจะ ไม่มีแผนลงทุนในพันธมิตรรายใหม่เพิ่มเติมในระยะสั้น เพื่อมุ่งเน้นการคุมต้นทุนและสร้าง Synergy ร่วมกับพาร์ทเนอร์เดิม (เช่น Korawin, DCH, KRM) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
- การควบคุมอัตรากำไรและต้นทุน (Margin Focus): MASTER ตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ไว้ที่ 53% – 54% ตลอดทั้งปี และคุมสัดส่วน SG&A to Sales ไม่ให้เกิน 40% (ปัจจุบันทำได้ดีที่ ~38.7%) ผ่านการเพิ่มหัตถการที่มีกำไรสูง (Product Mix), การใช้ประโยชน์จากปริมาณการสั่งซื้อวัตถุดิบ (Volume Discount) เพื่อสู้กับภาวะต้นทุนอุปกรณ์ที่ปรับขึ้น 10% และการกระจายเคสคนไข้ไปยังแพทย์หลาย Tiers ทำให้ค่าธรรมเนียมแพทย์ (DF) เฉลี่ยปรับลดลง
- ขยาย Capacity ตึกใหม่รับ Demand: เงินลงทุน (CapEx) ผูกพันประมาณ 202 ล้านบาท ถูกนำไปใช้ก่อสร้างอาคารใหม่ 2 แห่ง (อาคาร 4 และ 5) ซึ่งจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 3 และต้นปีหน้า ตามลำดับ เพื่อรองรับศูนย์บริการใหม่ๆ เช่น อาคารพักฟื้น IPD รวมถึงเตรียมรับรู้รายได้จากโรงพยาบาล S45 ในครึ่งปีแรก และโครงการโรงพยาบาลเชียงใหม่ในปี 2028
- การเติบโตของ Equity Income และเงินสดส่วนเกิน: บริษัทปรับเพิ่มเป้ารับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากพันธมิตรขึ้นเป็น 40 – 50 ล้านบาท ในปีนี้ และเนื่องจากผ่านช่วงลงทุนหนักไปแล้ว หากมีกระแสเงินสดส่วนเกิน บริษัทยังมีแนวโน้มพิจารณาปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นตามผลประกอบการ
- ลุยตลาดต่างชาติด้วย Country Expert: แม้สัดส่วนลูกค้าต่างชาติช่วง Q2 จะย่อลงเหลือ 22% แต่บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญ (Country Expert) ลงไปทำงานร่วมกับ Local Partner ในแต่ละประเทศโดยตรง เพื่อดึงสัดส่วนต่างชาติกลับสู่เป้าหมาย 30% โดยมี Q4 เป็นช่วงพีคสูงสุดของปี
KLINIQ: เร่งสเกล Multi-Brand ขยาย Network ครอบคลุมทุก Segment
ทิศทางการเติบโตและยุทธศาสตร์อนาคต
บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ แสดงความมั่นใจในศักยภาพการโตด้วยการ ปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้รวมปีนี้ขึ้นเป็น 4,500 ล้านบาท (จากเดิม 4,150 ล้านบาท) คิดเป็นการเติบโตเกือบ 27% YoY พร้อมสัญญาณส่งออกชัดเจนว่าผลงานช่วงครึ่งปีหลังจะเร่งตัวขึ้นกว่าครึ่งปีแรกจากการไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษ (One-off)
- การขยายสาขาเชิงรุก (Aggressive Network Expansion): KLINIQ วางงบ CapEx ไว้ราว 300 – 320 ล้านบาท สำหรับการตกแต่งสาขาใหม่และซื้อเครื่องมือแพทย์ Gold Standard โดยเตรียมเร่งเปิดสาขาใน Q3 ถึง 10 สาขา และเปิดเพิ่มอีกใน Q4 เพื่อเติมเต็ม Network จากสิ้น Q2 ที่มี 84 สาขา โดยอาศัยโมเดล Multi-Brand (THE CLINIQUE, LAB X, L Clinic, Acne Labs) เจาะกลุ่มลูกค้าตั้งแต่นักศึกษา Premium Mass จนถึง High-End โดยแทบไม่เกิดปัญหาแย่งลูกค้ากันเอง (Cannibalization Low Single Digit)
- รักษาการเติบโตของสาขาเดิม (SSSG) & Net Margin: ตั้งเป้ารักษากำไรสุทธิรวม (Net Profit Margin) ไว้ที่ระดับ ~11% และรักษา Same Store Sales Growth (SSSG) ในระดับ Double Digit ต่อเนื่อง (Q2 ทำได้ 21.5%)
- New S-Curve จากธุรกิจศัลยกรรมและต่างชาติ: ดันบริการปลูกผม (หมอเบิร์ด) ในศูนย์ THE CLINIQUE Surgery Center เป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ พร้อมวางเป้าดัน Operating Margin ฝั่งธุรกิจผ่าตัดจาก 5.9% ขึ้นสู่ 10% ขณะที่ตลาดต่างชาติได้จัดตั้งทีมขายเฉพาะกิจเพื่อดันสัดส่วนรายได้ต่างชาติจาก 14% ไปสู่เป้าหมาย 20% (โดยมี Ticket Size สูงกว่าคนไทย 4-5 เท่า)
- ทบทวนเป้าระยะยาว (Revise Up Targets) & JUMP+: จากผลงานที่เติบโตเร็วกว่าแผน บริษัทอยู่ระหว่างการปรับเป้าระยะยาวปี 2027-2028 ใหม่ (เดิมเคยตั้งเป้ากำไร 666 ล้านบาทในปี 2028) พร้อมเดินหน้ามาตรฐานองค์กรผ่านโครงการ JUMP+ เช่น การประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านคอร์รัปชัน (CAC) และการทำแผนก๊าซเรือนกระจก (Climate Action)
บทสรุปเชิงเปรียบเทียบ: สองโมเดลธุรกิจกับการเติบโตในอนาคต
- MASTER เดินหน้าด้วยกลยุทธ์ “เน้นกำไร ประสิทธิภาพ และการรับรู้ส่วนแบ่งจากพาร์ทเนอร์” (Hospital-Based & Yield Optimization) การเติบโตในอนาคตจึงไม่ได้เน้นการอัดงบ M&A ใหม่ แต่เป็นการบริหารพื้นที่เดิม บริหารต้นทุน SG&A และเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากระบบนิเวศการแพทย์ที่สร้างไว้ ซึ่งจะหนุนให้กระแสเงินสดและ Net Margin ปรับตัวดีขึ้น
- KLINIQ เดินหน้าด้วยกลยุทธ์ “การขยายสาขาเชิงรุกและการใช้ Multi-Brand ยึดพื้นที่ตลาด” (Clinic-Based & Multi-Brand Scaling) โดยเน้นสร้าง Top-line Growth ผ่านการเปิดสาขาใหม่ปีละหลายสิบสาขา ผสานกับการเติบโตของสาขาเดิม (SSSG Double Digit) และการสร้าง S-Curve ใหม่จากศูนย์ผ่าตัดและการเจาะตลาดต่างชาติ
ASP ชู MASTER-KLINIQ รับครึ่งปีหลังโตเด่น แนะ “ซื้อ”

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) มองบวกหุ้นกลุ่มความงาม โดยแนะนำ “ซื้อ” ทั้ง MASTER และ KLINIQ คาดผลงานครึ่งปีหลังเติบโตโดดเด่น
โดย MASTER คาดผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยกำไร Q3/69 มีแนวโน้มฟื้นตัวแรง YoY จากฐานต่ำ แรงกดดันลูกค้ากัมพูชาลดลง และมีโอกาสได้ลูกค้าอินโดนีเซียกลับมา ขณะที่ Q4/69 คาดเติบโตสูงสุดทั้ง YoY และ QoQ จากปัจจัยฤดูกาล คาดปี 2569 MASTER มีกำไร 251 ล้านบาท (+12% YoY) รายได้ 1,869 ล้านบาท ให้ราคาเหมาะสมปี 2570 ที่ 12 บาท มี Upside 31%
ส่วน KLINIQ ปรับเพิ่มเป้าปี 2569 หลังแนวโน้มครึ่งปีหลังดีกว่าคาด โดยคาดรายได้ 4,543 ล้านบาท (+27.7% YoY) และกำไรสุทธิ 470 ล้านบาท (+29.2% YoY) มองว่ารับแรงหนุนจาก SSSG โตต่อเนื่อง และเร่งเปิดสาขาใหม่ หนุน Gross Margin และศูนย์ศัลยกรรมเริ่มสร้างผลตอบแทน พร้อมคาด Q4/69 เป็นช่วงกำไรเติบโตสูงสุดของปี ให้ราคาเหมาะสมปี 2570 ที่ 34 บาท มี Upside 13% คงคำแนะนำ “ซื้อ”
ทั้งสองบริษัทแสดงให้เห็นว่า แม้ในสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่กดดันกำลังซื้อ แต่การบริหารจัดการต้นทุนการตลาดที่แม่นยำ (SG&A Efficiency) และการเตรียมรับไฮซีซันของนักท่องเที่ยวในไตรมาส 4 คือกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจการแพทย์และความงามไทย