ตลาด mai ขับเคลื่อน SMEs สู่การเติบโตยั่งยืน พร้อมอาวุธดิจิทัลคู่ใจนักลงทุนยุคใหม่

งาน "mai FORUM 2025" ใกล้เข้ามาทุกขณะ ประกาศศักดาการเป็นมหกรรมสำคัญแห่งปีที่ นักลงทุน ผู้มองหาโอกาส และความได้เปรียบในตลาดทุนไม่ควรมองข้าม นี่คือ เวทีที่รวบรวมองค์ความรู้ โอกาสทางธุรกิจ และเครือข่ายอันทรงคุณค่าไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ผู้เข้าร่วมงานจะไม่เพียงได้รับข้อมูลเชิงลึกที่สดใหม่ แต่ยังจะได้รับการ "ติดอาวุธ" ด้วยเครื่องมือและกลยุทธ์อันเฉียบคม เพื่อนำไปประยุกต์ใช้สร้างความแข็งแกร่งและความสำเร็จในเส้นทางการลงทุนของตนเอง ท่ามกลางผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายองค์กรชั้นนำ ที่จะมาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และ "อาวุธ" ลับเฉพาะสำหรับพิชิตความท้าทายและคว้าโอกาสในตลาดทุน โดยเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่เต็มไปด้วยบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
เครื่องมือดิจิทัลสุดล้ำจาก mai – "Company Snapshot" และ "เมนูหุ้น" พลังปลายนิ้ว
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ยังคงยืนหยัดเป็นหมุดหมายสำคัญ สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพในการเติบโต ท่ามกลางความผันผวนของตลาดทุนโดยรวม คุณประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ให้ภาพรวม โอกาส และกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนตลาด mai ให้เป็นแหล่งระดมทุนและสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืนสำหรับบริษัทจดทะเบียน ควบคู่ไปกับการเสริมศักยภาพนักลงทุนด้วยเครื่องมือดิจิทัลอันทันสมัย
ภาพรวมตลาด mai และพลวัตนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลง
ปัจจุบัน ตลาด mai มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) อยู่ที่ประมาณ 320,000 ล้านบาท โดยมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ราว 224 บริษัท ซึ่งแต่ละบริษัทต่างได้รับความสนใจจากนักลงทุนตั้งแต่หลักพันถึงหลายพันราย สะท้อนถึงฐานนักลงทุนที่กว้างขวาง แม้การประเมินจำนวนนักลงทุนรายใหม่ในแต่ละปีจะมีความผันผวน แต่ภาพที่ชัดเจนคือการเติบโตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพของนักลงทุนที่เข้าร่วมงาน MAI FORUM งานสำคัญที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผู้เข้าร่วมหลักพันคนในอดีต สู่ระดับ 4,000-5,000 คนในปัจจุบัน โดยเป็นการลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ ทำให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้น และในปีนี้ก็คาดหวังว่าจะมีผู้ลงทุนให้ความสนใจประมาณ 4,000-5,000 คนเช่นกัน
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าปริมาณ คือ "คุณภาพ" ของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด นายประพันธ์ ชี้ว่า นักลงทุนในปัจจุบันมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น เป็นคนรุ่นใหม่ที่ศึกษาข้อมูลบริษัทอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน รูปแบบการตั้งคำถามและความสนใจในการลงทุนก็เปลี่ยนไปในเชิงลึกมากขึ้น นับเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงพัฒนาการของนักลงทุนไทยที่มุ่งสู่การลงทุนอย่างมีคุณภาพใน ตลาด mai
เผชิญความท้าทายด้วยความพร้อมและอาวุธดิจิทัล
แม้สภาวะตลาดโดยรวมอาจไม่เอื้ออำนวย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นายประพันธ์ เจริญประวัติ เน้นย้ำถึงความสำคัญของ "การเตรียมตัวให้พร้อม" สำหรับการลงทุน การจัดงาน MAI FORUM ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยมุ่งเน้นการให้ข้อมูลความรู้รอบด้านแก่นักลงทุน ทั้งจากนักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน และผู้บริหารระดับสูง (CEO/CFO) ของบริษัทจดทะเบียนที่มาให้ข้อมูลโดยตรงถึงบูธ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่ นักลงทุน จะได้อัปเดตข้อมูลและมุมมองเพื่อประกอบการตัดสินใจ
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเป็นการติด "อาวุธ" ให้นักลงทุน ตลาด mai ได้พัฒนาเครื่องมือดิจิทัลสุดล้ำ โดยคุณประพันธ์ได้เปิดเผยถึง "อาวุธ" สำคัญ 2 ชิ้น ได้แก่
1. "คอมปะนีสแนปช็อป" (Company Snapshot): เปรียบดัง "อาวุธอยู่ที่มือซ้าย" เครื่องมือนี้รวบรวมข้อมูลสำคัญของบริษัทจดทะเบียนใน ตลาด mai ไว้อย่างกระชับ เข้าใจง่าย ช่วยให้ นักลงทุน สามารถสแกนภาพรวมของบริษัทที่สนใจได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางการเงิน ผลการดำเนินงาน โครงสร้างธุรกิจ หรือปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน
2. "เมนูหุ้น": ถือเป็น "ช็อตเด็ด...อยู่ในมือขวา" เครื่องมือนี้จะช่วยคัดกรองและนำเสนอหุ้นที่น่าสนใจใน ตลาด mai อาจมีการจัดกลุ่มตามอุตสาหกรรม ผลการดำเนินงาน หรือเกณฑ์ที่น่าสนใจอื่นๆ ช่วยให้ นักลงทุน มีตัวเลือกเบื้องต้นในการพิจารณาลงทุน ลดระยะเวลาในการค้นหา และเพิ่มโอกาสในการค้นพบ "หุ้นเด็ด"
ความพิเศษของอาวุธทั้ง 2 ชิ้นนี้ คือ ความสะดวกในการเข้าถึง เพียงใช้โทรศัพท์มือถือสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) 2 ครั้ง ก็สามารถดาวน์โหลดเครื่องมือเหล่านี้มาไว้ในครอบครองได้ทันที นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ "อย่างอื่นอีกมากมาย" ที่งาน mai FORUM 2025 เตรียมมอบให้ นักลงทุน สะท้อนความมุ่งมั่นของ ตลาด mai ในการเสริมศักยภาพให้นักลงทุนด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและใช้งานได้จริง เพียงแค่ "ก้าวเท้าเข้ามาในงานฟอรั่ม 2025" นักลงทุนจะได้รับประโยชน์กลับไปอย่างเต็มเปี่ยม
ในสภาวะตลาดที่ท้าทาย หุ้นปันผล (Dividend Stocks) ถูกมองว่า เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนที่ค่อนข้างปลอดภัย โดยให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับ 3-5% หรือบางบริษัทอาจสูงถึง 8% และเมื่อวัฏจักรเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เพิ่มเติม
จุดแข็งบริษัทจดทะเบียนในตลาด mai : "เล็กแต่โตเร็ว" หัวใจสู่การเติบโต
ความแตกต่างและเป็นจุดเด่นสำคัญของบริษัทใน ตลาด mai เมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ "ขนาด" และ "ศักยภาพการเติบโต" บริษัทใน ตลาด mai ส่วนใหญ่มีขนาดไม่ใหญ่นักทั้งในแง่ยอดขายและกำไร แต่เมื่อได้รับโอกาส มีเงินทุน และความพร้อม ก็สามารถ เติบโต ได้อย่างก้าวกระโดดเป็นทวีคูณ ซึ่งแตกต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ใน SET ที่การ เติบโต ในอัตราสูงเช่นนั้นทำได้ยากกว่า จุดเด่น คือ การ เติบโต ที่สูง
ยกตัวอย่าง บริษัท สปาชา (SPA) ที่เคยจดทะเบียนใน ตลาด mai ก่อนย้ายไป SET โดยวันที่เข้า ตลาด mai เมื่อราว 11 ปีก่อน มีเพียง 12 สาขา ด้วยมูลค่าตลาดประมาณพันล้านบาท แต่ภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี มูลค่าตลาดสามารถ เติบโต ขึ้นไปแตะระดับหมื่นล้านบาทได้ นี่คือ เสน่ห์ของการลงทุนใน ตลาด mai ที่บริษัทขนาดเล็กมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูง หากมีปัจจัยสนับสนุนที่ครบถ้วน ทั้งความพร้อม โอกาส เงินลงทุน บุคลากร และพันธมิตรทางธุรกิจ (พาร์ทเนอร์) ซึ่ง ตลาด mai พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและช่วยเหลือ
กลยุทธ์ส่งเสริมการเติบโตและ IPO ในตลาด mai
เพื่อสนับสนุนการ เติบโต ของบริษัทจดทะเบียน ตลาด mai ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง จัดทำโครงการต่างๆ เช่น "Value Hub" และ "Jump for Growth" ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างการ เติบโต ของบริษัทในระยะ 3 ปี โดยมีกระบวนการที่ชัดเจนตั้งแต่การแสดงความมุ่งมั่นของผู้บริหาร การจัดทำแผนธุรกิจ การขออนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท การสนับสนุนด้านเงินทุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMF) และการมีที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ รวมถึงการติดตามและรายงานผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับบริษัทและสร้างโอกาสให้ นักลงทุน
สำหรับภาพรวมการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ใน ตลาด mai นั้น โดยเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใน ตลาด mai ประมาณ 14-15 บริษัทต่อปี (บวกลบ) และในปีปัจจุบัน ก็มีบริษัทที่เข้าจดทะเบียนไปแล้วจำนวนหนึ่ง และยังมีอีกหลายบริษัทที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา (Pipeline) ทำให้คาดว่าจำนวน IPO ใหม่ในปีนี้จะยังคงใกล้เคียงค่าเฉลี่ย
การตัดสินใจเดินหน้า IPO ในภาวะตลาดที่ไม่สดใสนัก ถือเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากสำหรับผู้ประกอบการ SMEs เพราะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างมูลค่า (Valuation) ที่อาจได้รับน้อยลง กับแผนการ เติบโต และโอกาสทางธุรกิจที่เตรียมการมานาน 4-5 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินหน้าต่อ เพราะการหยุดหรือรอ หมายถึง การพลาดโอกาสสำคัญ อย่างไรก็ตาม บริษัทที่มีบริษัทแม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่แล้ว (Spin-off) อาจมีการชะลอแผนบ้าง หากยังมีแหล่งเงินทุนอื่นสนับสนุน ส่วนบริษัทขนาดใหญ่ที่ตั้งใจจะเข้า SET อาจมีทางเลือกในการระดมทุนอื่นมากกว่า จึงอาจพิจารณาชะลอ IPO ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของแต่ละบริษัท
ปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง พร้อมเครือข่ายที่เหนียวแน่น
แม้ว่าราคาหุ้นอาจผันผวนตามสภาวะตลาด แต่ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) ของหลายบริษัทยังคงแข็งแกร่ง ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการ เติบโต ของธุรกิจ และในขณะเดียวกันก็เป็นกระจกสะท้อนภาพเศรษฐกิจ ปัจจุบันยังมีบริษัทอีกเป็นร้อยแห่งที่สนใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีแผนการ เติบโต ที่ชัดเจน การเข้า ตลาด mai ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจ (Scale Up) เช่นเดียวกับกรณีของ SPA
หัวใจสำคัญของความแข็งแกร่งอีกประการหนึ่งของ ตลาด mai คือ "เครือข่าย (Network)" ที่เหนียวแน่นระหว่างผู้บริหารและเจ้าของบริษัทจดทะเบียน การสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ (Partnership) เป็นสิ่งสำคัญที่ ตลาด mai ส่งเสริม เพราะการ เติบโต เพียงลำพังในยุคนี้เป็นเรื่องยาก การมีเพื่อนคู่คิด พันธมิตร และโอกาสในการ เติบโต ร่วมกัน จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่บริษัทใน ตลาด mai ได้อย่างยั่งยืน
ส่งท้ายชวนคิดสู่อนาคตตลาด mai
จากข้อมูลและมุมมองของ คุณประพันธ์ เจริญประวัติ สะท้อนให้เห็นว่า ตลาด mai ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ SMEs ของไทยให้ เติบโต แม้จะอยู่ท่ามกลางความท้าทายของสภาวะเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก แต่ด้วยจุดเด่นของบริษัทจดทะเบียนที่มีศักยภาพในการ เติบโตสูง ประกอบกับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งของตลาดหลักทรัพย์ฯ เครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัยอย่าง "Company Snapshot" และ "เมนูหุ้น" รวมถึง เครือข่ายพันธมิตร ทำให้ ตลาด mai ยังคงเป็นที่น่าจับตามองสำหรับ นักลงทุน ที่มองหาโอกาสการลงทุนในระยะยาว
คำถามที่น่าคิดสำหรับ นักลงทุน และผู้ประกอบการ ก็คือ ในภาวะที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ เราจะสามารถมองทะลุความผันผวนระยะสั้น เพื่อค้นหา "เพชรในตม" หรือธุรกิจที่มีศักยภาพ เติบโต อย่างแท้จริงใน ตลาด mai ได้อย่างไร? และสำหรับผู้ประกอบการ การเตรียมความพร้อมและปรับกลยุทธ์อย่างไร? จึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากตลาดทุนแห่งนี้เพื่อสร้างการ เติบโต ที่ยั่งยืนได้สำเร็จ? คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่การใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม และการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ซึ่ง ตลาด mai พร้อมมอบให้
"แนวคิดการลงทุน" ที่เฉียบคม ค้นพบสไตล์ที่ใช่ สร้างกลยุทธ์ที่เหนือกว่า

คุณวิรัฐ สุขชัย ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้นำเสนอ "อาวุธ" ชิ้นสำคัญ นั่นคือ การสร้าง "แนวคิดดีดีกลับไป" หรือกรอบความคิดในการลงทุนที่ถูกต้องและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล คุณวิรัฐ เชื่อมั่นว่า นักลงทุนที่มาร่วมงาน mai FORUM 2025 จะได้ตกผลึกแนวคิดนี้อย่างแน่นอน โดยภายในงาน นักลงทุนจะได้
- รับฟังแนวคิดจากกูรูบนเวทีสัมมนา : ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ในตลาดทุนจะมาแบ่งปันมุมมอง เทรนด์ล่าสุด และกลยุทธ์การลงทุนที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว
- สอบถามข้อมูลกับซีอีโอโดยตรงที่บูธ : นี่คือ โอกาสทองที่หาได้ยากในการได้พบปะพูดคุย ซักถามข้อสงสัย และรับฟังวิสัยทัศน์โดยตรงจากผู้บริหารสูงสุดของบริษัทจดทะเบียนที่สนใจ เป็นการรับข้อมูล "จากแหล่งข่าวต้นทาง" ที่จะช่วยให้เข้าใจธุรกิจได้อย่างลึกซึ้
คุณวิรัฐ เน้นย้ำว่า "ทุกๆ ท่าน มีความเหมาะสมไม่เหมือนกัน" ในการลงทุน
- การลงทุนระยะยาว : เหมาะสำหรับผู้ที่มองเห็นศักยภาพการเติบโตของบริษัทในอนาคต และพร้อมที่จะถือครองหลักทรัพย์เป็นระยะเวลานาน นักลงทุนกลุ่มนี้ต้อง "สืบหาข้อมูลว่าบริษัทไหนจะเติบโตได้ดีในอนาคต"
- การลงทุนระยะสั้น : เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นทำกำไรจากความผันผวนของราคาในระยะสั้น โดยอาจใช้ "เทคนิคต่างๆ" เช่น การวิเคราะห์กราฟราคาและปริมาณการซื้อขาย ซึ่งต้องใช้เวลาและความชำนาญในการ "ดูกราฟดู"
ดังนั้น "อาวุธ" ที่สำคัญจาก mai FORUM 2025 ในมุมมองของคุณวิรัฐ คือ การที่นักลงทุนจะได้ "แนวคิดกลับไปว่าการลงทุนประเภทไหน ที่เหมาะสม สร้างความชัดเจนในเป้าหมายและวิธีการลงทุนของตนเอง
เลนส์แห่ง "การเติบโตอย่างยั่งยืน" (Sustainability) ลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคง โดย คุณจักรชัย บุญยะวัตร

คุณจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ได้มอบ "อาวุธ" ชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งให้กับนักลงทุน นั่นคือมุมมองด้าน "การเติบโตอย่างยั่งยืน" ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทวีความสำคัญมากขึ้นในการตัดสินใจลงทุนยุคใหม่ โดยเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า "ในโลก ณ ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหรือ บจ. (บริษัทจดทะเบียน) การเติบโตในเรื่องของการขยายธุรกิจ หรือการทำอะไร ก็แล้วแต่ เราคงไม่สามารถยืนอยู่ในสังคมได้ตัวคนเดียว"
สำหรับประเด็นสำคัญที่นักลงทุนจะได้จากงาน mai FORUM 2025
- ข้อมูลโดยตรง (Direct Information) จาก CEO หรือ CIO : เกี่ยวกับแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัท และที่สำคัญคือ บริษัทเหล่านั้น "จะทำอย่างไรที่จะมีบริบทที่จะตอบแทนสังคม หรือว่าเติบโตไปกับสังคมด้วยกัน"
- การพิจารณานอกเหนือจากผลกำไร : แม้บางบริษัทอาจ " มีผลิตภัณฑ์ที่อาจจะไม่ได้สอดคล้องกับในเรื่อง environment เท่าไหร่ แต่ก็มีอีกบทบาทหนึ่งในการที่จะทดแทนสังคมในอีกมิตินึง" ซึ่งนักลงทุนควรนำมาพิจารณาประกอบ
- การเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับสังคม : คุณจักรชัยเน้นว่า " ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราจะดึงในเรื่องของตัวรายละเอียดต่างๆ แต่ละบริษัทมาพิจารณาว่า ท้ายสุดแล้ว บริษัทจะเติบโตไปอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับสังคมได้อย่างไร?"
ดังนั้น "อาวุธ" หรือ "เงินสด" (ในความหมายของคุณจักรชัย คือ ข้อมูลที่มีค่า) ชิ้นนี้ คือ ความสามารถในการประเมินว่า ธุรกิจที่เราจะเข้าไปลงทุนนั้น มีศักยภาพในการ "เติบโตได้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร" ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว และการลงทุนที่สอดคล้องกับคุณค่าของสังคม
พลังทวีคูณของ "เน็ตเวิร์ค" (Network) เรียนรู้ แบ่งปัน และเติบโตไปด้วยกัน

"อาวุธ" ชิ้นสุดท้ายที่ทรงพลังไม่แพ้กัน มาจาก ดร.ธีรธร ธาราไชย เลขาธิการสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และประธานการจัดงาน mai FORUM 2025 นั่นคือ "เน็ตเวิร์ค" หรือเครือข่ายความสัมพันธ์และการเรียนรู้ ดร.ธีรธร เปรียบเปรยว่า "สงครามนี่เราไม่ได้สู้คนเดียว" และงาน mai FORUM ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 9 คือ "การรวมตัวของบุคคลมากมาย"
พลังของเน็ตเวิร์คที่นักลงทุนจะได้รับจากงานนี้ คือ
เรียนรู้จากประสบการณ์ผู้อื่น : ตามคำกล่าว "ผิดเป็นครูรู้เป็นศิษย์" แต่ ดร.ธีรธร ชี้ว่า "ไม่ต้องผิดเอง ทุกรอบก็ได้นะ" การมางานนี้เปิดโอกาสให้
- บริษัทจดทะเบียน (บมจ.) ได้ "เจอเพื่อนเจอพี่ เจอพี่ที่เข้าตลาดมาก่อนเรา เขาทำอะไรมาแล้ว เขาได้อะไรซึ่งบมจ.ได้เรียนรู้กันเอง"
- นักลงทุน สามารถเรียนรู้จากการสังเกตการณ์ หรือจากการฟังการสนทนาของผู้อื่นเป็นการเรียนลัดที่ไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยตนเอง
- ประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูล: "ปกติ Opp Day จัดอยู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทุกวัน ดูเทปทุกวัน แต่มางานนี้มาวันเดียวได้ 100 บริษัท" นี่คือ ความคุ้มค่าอย่างมหาศาลในการเข้าถึงข้อมูลและผู้บริหารของบริษัทจำนวนมากในเวลาอันสั้น
- ความครบวงจรของข้อมูล : "แถมยังสแกน QR Code สามารถไปนั่งอ่านที่ไหนก็ได้ คือ วันเดียวครบ" สะท้อนถึงความมั่งคั่งของข้อมูลที่นักลงทุนจะได้รับกลับไปศึกษาต่อ
ดร.ธีรธร สรุปว่า การมาร่วมงาน mai FORUM 2025 " Network ทีเดียว ฉลาดขึ้น แน่นอน" เป็นการลงทุนในความรู้และ connection ที่จะสร้างผลตอบแทนที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
บทสรุป mai FORUM 2025 คลังแสงแห่งความรู้และโอกาส ติดอาวุธนักลงทุนสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

จากการรวบรวม "อาวุธ" ทั้ง 4 ชิ้นจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 4 ท่าน ยิ่งตอกย้ำว่างาน mai FORUM 2025 เป็นมากกว่างานสัมมนา แต่คือ "คลังแสง" ที่จะมอบยุทธปัจจัยสำคัญให้นักลงทุนอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่ เครื่องมือดิจิทัล (Digital Tools) ที่เฉียบคมจากคุณประพันธ์ เจริญประวัติ, กรอบความคิดและวัตถุประสงค์การลงทุน (Investment Concepts & Objectives) ที่ชัดเจนจากคุณวิรัฐ สุขชัย, เลนส์มองการณ์ไกลผ่านความยั่งยืน (Sustainability Insights) จากคุณจักรชัย บุญยะวัตร และปิดท้ายด้วย พลังทวีคูณของเครือข่าย (Powerful Network) จาก ดร.ธีรธร ธาราไชย
ดังนั้น "mai FORUM 2025" จึงเป็นมากกว่างานอีเวนท์ แต่เป็นจุดนัดพบสำคัญที่หล่อหลอมให้นักลงทุนธรรมดากลายเป็นนักลงทุนคุณภาพ ที่มีทั้งเครื่องมือที่ทันสมัย (Tools), กรอบความคิดที่ชัดเจน (Mindset), วิสัยทัศน์ที่ยั่งยืน (Sustainability Focus), และเครือข่ายที่แข็งแกร่ง (Network) อาวุธทั้งสี่นี้เมื่อนำมาประกอบกันจะสร้างพลัง (synergy) ที่ช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถวิเคราะห์ คัดกรอง และตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้อย่างเฉียบคม แม่นยำ ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ การก้าวเข้ามาในงานนี้จึงเป็นการลงทุนในองค์ความรู้และอนาคตทางการเงินของตนเอง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคว้าโอกาสเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในตลาดทุนไทยต่อไป