ในยุคที่ความยั่งยืนได้กลายเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจทั่วโลก ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ได้ก้าวขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าในฐานะมาตรฐานใหม่ที่ทรงอิทธิพลในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย จำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อปรับตัวและคว้าโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ทำไมความหลากหลายทางชีวภาพ คือ กุญแจลับปั้นธุรกิจเกษตร-อาหารไทยสู่เวทีโลก

ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ การถักทออันสลับซับซ้อนของชีวิตในสามระดับหลัก ได้แก่ ความหลากหลายของพันธุกรรม (Genes) ภายในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด, ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ (Species) ซึ่งประกอบด้วยพืช สัตว์ และจุลินทรีย์นานาพันธุ์, และความหลากหลายของระบบนิเวศ (Ecosystems) ตั้งแต่ป่าฝนเขตร้อน แนวปะการัง ไปจนถึงพื้นที่ชุ่มน้ำ ทะเลสาบ และทุ่งหญ้า องค์ประกอบทั้งสามระดับนี้ล้วนมีบทบาทสำคัญยิ่งในการรักษาสมดุลของธรรมชาติ
ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ ผู้อำนวยการฝ่าย ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ได้ให้ทัศนะว่า "นิยามของความหลากหลายทางชีวภาพนั้นกว้างไกลกว่าเพียงการอนุรักษ์สัตว์ป่าหายาก เช่น เสือหรือหมีขั้วโลก แต่ยังครอบคลุมถึงความหลากหลายในระดับพันธุกรรม ชนิดพันธุ์ และระบบนิเวศ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของธรรมชาติ" ความสมบูรณ์ในทุกระดับของ Biodiversity นี้เองที่ค้ำจุนกลไกธรรมชาติ และได้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกอย่างกว้างขวาง
จากรากฐานธรรมชาติสู่เสาหลักเศรษฐกิจ
ความตื่นตัวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแวดวงนักอนุรักษ์ แต่ได้กลายเป็นวาระสำคัญทางเศรษฐกิจระดับโลก ข้อมูลจาก World Economic Forum (มกราคม 2563) และ PwC ประเมินว่าการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอาจสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 44 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของ GDP โลก ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมโยงที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ระหว่างระบบนิเวศที่สมบูรณ์กับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สอดรับกับการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (COP15) ในปี 2565 ซึ่งได้มีการกำหนดเป้าหมายอันท้าทายในการปกป้องพื้นที่ธรรมชาติให้ได้อย่างน้อย 30% ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี 2573 ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500 ต่างมีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมถึงการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นลดการปล่อยคาร์บอนที่ดำเนินการอยู่เดิม
เสียงจากผู้บริโภค พลังขับเคลื่อนสำคัญสู่ธุรกิจที่ใส่ใจ Biodiversity

ปัจจัยที่มีนัยสำคัญและทรงพลังอย่างยิ่งในการผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องหันมาให้ความสำคัญกับ ความหลากหลายทางชีวภาพ คือความตระหนักรู้และความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในประเด็น ความหลากหลายทางชีวภาพ โดย Union for Ethical BioTrade (ปี 2563) และ Global Consumer Insights Pulse Survey โดย PwC (ปี 2564) ได้ยืนยันถึงแนวโน้มดังกล่าวอย่างชัดเจน
- ในระดับสากล : ผู้บริโภคจำนวนมากถึง 82% แสดงความเชื่อมั่นว่าภาคธุรกิจจะเพิ่มระดับความใส่ใจต่อประเด็น ความหลากหลายทางชีวภาพ มากยิ่งขึ้นในอนาคต และที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ 77% ของผู้บริโภคทั่วโลกยินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเพื่อสนับสนุนสินค้าและบริการที่มาจากกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ
- สำหรับผู้บริโภคชาวไทย : ทิศทางความต้องการเป็นไปในลักษณะเดียวกัน โดยผู้บริโภคชาวไทยมากถึง 78% แสดงเจตจำนงค์ที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกที่ดี และให้การสนับสนุนการปกป้องระบบนิเวศ รวมถึงการส่งเสริม ความหลากหลายทางชีวภาพ
เสียงสะท้อนจากผู้บริโภคเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ภาคธุรกิจไม่อาจเพิกเฉยได้ว่า ความหลากหลายทางชีวภาพ ได้แปรเปลี่ยนเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ การดำเนินธุรกิจโดยบูรณาการหลักการด้าน ความหลากหลายทางชีวภาพ เข้าไว้ในแกนกลาง จึงไม่ใช่เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอบสนองต่อความคาดหวังของตลาดอย่างแท้จริง และเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนในระยะยาว
ธุรกิจเกษตรและอาหารไทย ผลกระทบและโอกาสทองในมิติ Biodiversity

นายปราโมทย์ วัฒนานุสาร นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ได้ชี้ให้เห็นว่าภาคธุรกิจเกษตรและอาหารของไทยนั้นมีความเปราะบางต่อประเด็นการเปลี่ยนแปลงของ ความหลากหลายทางชีวภาพ จากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจในที่มาของสินค้าและต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อ ความหลากหลายทางชีวภาพ มากขึ้น, มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง, และแรงกดดันให้ธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนและความเกี่ยวข้องกับ ความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างโปร่งใส นอกจากนี้ ยังมีแรงขับเคลื่อนจากนโยบายและหน่วยงานกำกับดูแลภายในประเทศ รวมถึงผลกระทบจากสภาวะการแข่งขันทางการค้าในเวทีโลกที่อาจทำให้ประเทศไทยต้องเปิดรับสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตที่อาจมีความเสี่ยงเชื่อมโยงกับการทำลายป่าไม้และการสูญเสีย ความหลากหลายทางชีวภาพ
"สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรและอาหารไทย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับ ความหลากหลายทางชีวภาพ ในระดับสูงและจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเป็นลำดับแรกๆ ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตสินค้าเนื้อสัตว์แปรรูป และอาหารสัตว์" นายปราโมทย์ได้เน้นย้ำถึงความเร่งด่วน สินค้ากลุ่มนี้มักตกเป็นเป้าหมายของกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศฉบับใหม่ๆ ที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อ ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งยังเป็นกลุ่มสินค้าที่พึ่งพิงตลาดส่งออกสำคัญอย่างสหภาพยุโรปเป็นหลัก ซึ่งเป็นตลาดที่มีความเข้มงวดในประเด็น ความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างยิ่งยวด โดยสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปรวมกันสูงถึง 65,300 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารทั้งหมดของไทย ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงนัยสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง และในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้ประกอบการไทยในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายสู่ตลาดใหม่ๆ ที่ให้คุณค่ากับ ความหลากหลายทางชีวภาพ
มาตรฐานและกฎระเบียบสากล เข็มทิศนำทางธุรกิจเกษตรไทย

เพื่อให้ธุรกิจเกษตรและอาหารไทยสามารถแข่งขันและเติบโตในตลาดโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษา ทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งประกอบด้วย
มาตรฐานภายในประเทศ
- Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับภาคเกษตร: มาตรฐานนี้ได้กำหนดแนวปฏิบัติที่คำนึงถึงผลกระทบต่อ ความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับสินค้าเกษตรหลักของไทย เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา เพื่อส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืนและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ
มาตรฐานระหว่างประเทศ
- กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR): กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้กับสินค้าหลากหลายชนิด อาทิ กลุ่มปศุสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง ยางพารา ข้าวโพด ไม้ กาแฟ โกโก้ และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องต่างๆ โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องพิสูจน์ได้ว่าสินค้าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นปัจจัยคุกคาม ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยตรง
- มาตรฐานการผลิตอย่างยั่งยืน (เช่น Bonsucro): มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มสินค้าน้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากอ้อย โดยมุ่งเน้นกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงการปกป้อง ความหลากหลายทางชีวภาพ
- มาตรฐานการประมงที่ยั่งยืน (MSC - Marine Stewardship Council) และมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน (ASC - Aquaculture Stewardship Council): เป็นมาตรฐานหลักสำหรับกลุ่มสินค้าอาหารทะเลแปรรูป เพื่อให้มั่นใจว่าการทำประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ส่งผลกระทบเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเลและ ความหลากหลายทางชีวภาพ ในแหล่งน้ำ
การเปิดเผยข้อมูลตามกรอบสากล
- TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures): เป็นกรอบการดำเนินงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สนับสนุนให้องค์กรธุรกิจประเมินและเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและ ความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าเกษตรที่มีความเชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติสูง
แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ สร้างระบบนิเวศธุรกิจที่ยั่งยืน

นาย กฤชนนท์ จินดาวงศ์ นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ได้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรและอาหารว่า การปรับตัวอย่างจริงจังและบูรณาการแนวคิด ความหลากหลายทางชีวภาพ เข้าสู่แกนกลางของกลยุทธ์ธุรกิจ จะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในระยะยาว ผู้ประกอบการไทยสามารถเริ่มต้นได้จากแนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ยกระดับการเลือกสรรวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่รับผิดชอบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ : ให้ความสำคัญสูงสุดกับการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ว่าไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อป่าไม้ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และ ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการศึกษา ทำความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรฐานและกฎระเบียบด้าน ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีแนวโน้มจะเข้มงวดมากยิ่งขึ้นในอนาคต
2. ขับเคลื่อนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ : มุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น โปรตีนทางเลือก (Plant-based proteins, Cultivated meat) หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบจากกระบวนการผลิตที่ส่งเสริม ความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
3. สร้างเสริมระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่โปร่งใสและเชื่อถือได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน : "ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ครอบคลุม มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส ตั้งแต่วัตถุดิบต้นทางจากฟาร์มจนถึงผลิตภัณฑ์สุดท้ายถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานและแสดงความมุ่งมั่นในการจัดการ ความหลากหลายทางชีวภาพ" นายกฤชนนท์กล่าวเสริม
4. ผนึกกำลังและสร้างความร่วมมือเชิงลึกในระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem Engagement) : การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่เกษตรกรต้นน้ำ ชุมชนท้องถิ่น สถาบันวิจัย องค์กรพัฒนาเอกชน ไปจนถึงคู่ค้าและผู้บริโภค จะเป็นกุญแจสำคัญ "รวมถึงการให้ความสำคัญกับการได้รับการรับรองจากมาตรฐานด้าน ความหลากหลายทางชีวภาพ ต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและ ความหลากหลายทางชีวภาพ ตามกรอบของ TNFD อย่างสม่ำเสมอ" นายกฤชนนท์ให้ทัศนะเพิ่มเติม "นอกจากนี้ การส่งเสริมความร่วมมือใน Ecosystem ผ่านการพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และฟื้นฟู ความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศ ที่สนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาสู่ระบบเกษตรผสมผสาน ลดการใช้สารเคมีสังเคราะห์ และการร่วมมือกับองค์กรวิจัยเพื่ออนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์พื้นถิ่น ก็เป็นแนวทางที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม"
โอกาสอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยมี ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นศูนย์กลาง

ถึงแม้ว่าการปรับตัวให้สอดรับกับมาตรฐานด้าน ความหลากหลายทางชีวภาพ จะนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ในหลายมิติ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเปิดประตูสู่โอกาสอันยิ่งใหญ่และมีคุณค่าสำหรับผู้ประกอบการในภาคธุรกิจเกษตรและอาหารของประเทศไทย การปรับกระบวนทัศน์ทางธุรกิจและนำแนวคิด ความหลากหลายทางชีวภาพ มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังและเป็นระบบ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นจากกฎระเบียบและสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการของไทย สร้างความเชื่อมั่นและความภักดีให้เกิดขึ้นในใจของผู้บริโภคและคู่ค้าทั่วโลก และที่สำคัญที่สุด คือการที่ภาคธุรกิจไทยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน การลงทุนใน ความหลากหลายทางชีวภาพ คือการลงทุนในความมั่นคงทางอาหาร ความสมบูรณ์ของทรัพยากร และคุณภาพชีวิตของคนรุ่นต่อไป เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และตอกย้ำภาพลักษณ์อันดีงามของประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารคุณภาพ ที่มีความรับผิดชอบและใส่ใจต่อการรักษาสมดุลของโลกและความอุดมสมบูรณ์ของ ความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างแท้จริง
ตารางสรุป ความหลากหลายทางชีวภาพ พลังขับเคลื่อนธุรกิจเกษตรและอาหารไทยสู่ความยั่งยืน
ประเด็นสำคัญ | ข้อมูล/ตัวเลขเด่น | ความเกี่ยวข้องและแนวโน้ม |
นิยามความหลากหลายทางชีวภาพ | - 3 ระดับ: พันธุกรรม, ชนิดพันธุ์, ระบบนิเวศ | รักษาสมดุลธรรมชาติ, เป็นมาตรฐานใหม่ด้าน ESG |
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ | 44 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (ครึ่งหนึ่งของ GDP โลก) | การสูญเสีย biodiversity กระทบเศรษฐกิจโลกโดยตรง |
เสียงผู้บริโภคไทย | 78% เลือกซื้อสินค้าจากบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม/สิ่งแวดล้อม | ความต้องการสินค้า-บริการที่คำนึงถึง biodiversity เพิ่มสูงขึ้น |
กลุ่มธุรกิจที่ต้องเร่งปรับตัว | สินค้าเนื้อสัตว์แปรรูป/อาหารสัตว์: ส่งออก EU 65,300 ล้านบาท/ปี (7% ของส่งออกเกษตรไทย) | กลุ่มนี้ถูกจับตาเข้มงวดเรื่องผลกระทบ biodiversity |
มาตรฐานและกฎระเบียบสำคัญ | - Thailand Taxonomy (ข้าว, มัน, ยาง) - EUDR (EU) - Bonsucro (น้ำตาล/อ้อย) - MSC/ASC (อาหารทะเล) | ต้องพิสูจน์แหล่งที่มา-ลดผลกระทบต่อป่า/ระบบนิเวศ |
แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ | - เลือกวัตถุดิบที่รับผิดชอบ - พัฒนานวัตกรรม (โปรตีนพืช, เกษตรฟื้นฟู) - ระบบตรวจสอบย้อนกลับ - สร้างความร่วมมือใน ecosystem | เพิ่มศักยภาพแข่งขัน, ตอบโจทย์ตลาดและกฎระเบียบใหม่ |
โอกาสและความท้าทาย | - ยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย - สร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก | การลงทุนใน biodiversity = ความมั่นคงอาหาร/คุณภาพชีวิต/โอกาสธุรกิจใหม่ |
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ "Community สังคมแห่งการลงทุน" เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเรา: efinancethaiconnect