หากพูดถึง บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ภายใต้การนำของ “พิชญ์ โพธารามิก” ก่อนที่จะสร้างความฮือฮา ด้วยการคว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 แต่หากมองย้อนในอดีต JAS เคยสร้างปรากฏการณ์ระดับ “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ที่ทำให้ตลาดหุ้นและอุตสาหกรรมไอทีไทยต้องสั่นสะเทือนมาแล้วหลายครั้ง
บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ก่อตั้งเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ระยะแรกประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาทางด้านวิศวกรรม หลังจากนั้นจึงได้ขยายธุรกิจให้กว้างขวางขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาใน พ.ศ. 2537 บริษัทได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2537 ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่สร้างความฮือฮาในวงการตลาดหุ้นมาได้ต่อเนื่อง
JAS ผู้ไม่เคยหลุดออกจากกระแส กับผลงานที่สร้างความฮือฮาในอดีต
- มหากาพย์ประมูล 4G (ปี 2558) “ลากประมูล” แล้วยอมทิ้งใบอนุญาต
เรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่คลาสสิกที่สุดในประวัติศาสตร์โทรคมนาคมไทย เมื่อ JAS (ผ่านบริษัทย่อย แจส โมบาย บรอดแบนด์) โดดเข้าร่วมวงประมูลคลื่นความถี่ 4G (900 MHz) แข่งกับยักษ์ใหญ่อย่าง AIS, True และ Dtac
JAS ที่เป็นค่ายอินเทอร์เน็ตบ้าน แต่ใจถึงเข้ามาเคาะราคาแข่งสู้แบบข้ามวันข้ามคืน ลากราคาประมูลพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และชนะประมูลไปด้วยมูลค่าสูงถึง 75,654 ล้านบาท พร้อมประโยคเด็ดในเวลานั้นว่า “เราไม่ได้มาเล่นๆ” ทำเอาหุ้นกลุ่มสื่อสารทั้งตลาดร่วงระนาวด้วยความกังวลเรื่องสงครามราคา
เมื่อถึงกำหนดจ่ายเงินงวดแรก JAS ไม่สามารถหาแบงก์การันตี (Bank Guarantee) มาค้ำประกันได้ทันตามกำหนด ทำให้ต้องยอมโดนริบเงินมัดจำ 644 ล้านบาท และถูกปรับ เหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงและทำให้ตลาดจดจำชื่อของ JAS
- ปั้น 3BB ขึ้นแท่นเบอร์ 2 และจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน JASIF
ก่อนหน้าที่จะมี AIS Fibre ครอบคลุมเหมือนในปัจจุบัน ตลาดอินเทอร์เน็ตบ้าน (Fixed Broadband) ผูกขาดโดยเจ้าตลาดเดิม แต่ JAS ได้ส่งแบรนด์ 3BB เข้ามาร่วมวง
3BB ใช้กลยุทธ์ “ตัดราคาและเพิ่มความเร็ว” อัดโปรโมชั่นจนเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานตามบ้านอย่างรวดเร็ว ชิงส่วนแบ่งการตลาดจนขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของประเทศ มีฐานลูกค้าร่วม 2-3 ล้านราย
JAS สร้างความฮือฮาในตลาดทุนด้วยการนำสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) มาจัดตั้งเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตจัสมิน (JASIF) ระดมทุนเข้าบริษัทได้มหาศาล และทำให้หุ้น JAS กลายเป็นหุ้นพิมพ์นิยมที่มีการจ่ายเงินปันผลพิเศษสูงมากในยุคนั้น
- ดีลแสนล้าน ขาย 3BB และ JASIF ให้ AIS JAS สร้างความตื่นตะลึงให้วงการอีกครั้งด้วยการตัดสินใจ “ขายกิจการที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ” ประกาศขายหุ้นทั้งหมดใน 3BB และขายหน่วยลงทุนในกองทุน JASIF ให้กับกลุ่ม AIS มลค่ารวมกว่า 32,420 ล้านบาท (หากรวมหนี้สินและมูลค่ากิจการทั้งหม มีมูลค่ารวมเกือบแสนล้านบาท)
การขายครั้งนี้ ทำให้ JAS กลายสภาพเป็นบริษัทที่มี “กระสุนเงินสด” เต็มมือ พร้อมลุยธุรกิจใหม่ๆ
- บุกธุรกิจเหมืองขุด Bitcoin (JTS) ดันหุ้นพุ่งหลายพันเปอร์เซ็นต์
อีกหนึ่งผลงานที่ทำเอาสายเก็งกำไรในตลาดหุ้นตาค้าง คือการส่งบริษัทย่อยอย่าง JTS (จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น) ประกาศตัวเข้าสู่ธุรกิจเหมืองขุดบิตคอยน์ ในช่วงที่กระแสคริปโทเคอร์เรนซีกำลังบูมสุดขีด
การประกาศทุ่มทุนซื้อเครื่องขุดบิตคอยน์ในเวลานั้น ส่งผลให้ราคาหุ้น JTS พุ่งทะยานจากราคาไม่กี่บาท ขึ้นไปแตะสูงสุดกว่า 500 บาทต่อหุ้น (เติบโตหลายพันเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่ถึงปี) กลายเป็นหุ้นที่ร้อนแรงและถูกพูดถึงมากที่สุดในยุคนั้น
อาณาจักรของ JAS ได้รับการปรับโฉมใหม่อย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนผ่านจากผู้ให้บริการโครงข่ายพื้นฐาน (Infrastructure Provider) ไปสู่การเป็นผู้นำด้าน Tech, Entertainment & Digital Asset เมื่อกลุ่มบริษัทในเครือฯ ไม่ได้ประกอบกิจการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตสำหรับลูกค้าบ้านพักอาศัย และก้าวสู่การเป็นผู้นําในคอนเทนต์กีฬาระดับโลก

การกวาดลิขสิทธิ์กีฬาของ JAS ไม่ใช่การหว่านแห แต่เป็นการคำนวณเชิงวิศวกรรมการเงินและระบบนิเวศธุรกิจอย่างเป็นระบบ
- ลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ (EPL) และเอฟเอคัพ “รายได้สม่ำเสมอในระยะยาว”
การคว้าสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ยาว 6 ฤดูกาล (2025/26 – 2030/31) ใน 3 ประเทศ (ไทย, ลาว, กัมพูชา) รวมถึงการขยายไปที่ประเทศเวียดนามร่วมกับ FPT Play คือ “ตัวสร้างกระแสเงินสดหลัก (Subscription Engine)” ที่จะดึงดูดแฟนบอลให้สมัครแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
- ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 จุดชนวนมหาชน
ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก (จัดขึ้นระหว่างมิถุนายน – กรกฎาคม) แตกต่างจากพรีเมียร์ลีกตรงที่เป็น “วาระแห่งชาติ” ที่คนไม่ดูบอลก็ต้องหันมาดู เป็นครั้งแรกที่มีทีมเข้าร่วมถึง 48 ชาติ มีการแข่งขันรวม 104 นัด ดีลนี้จึงทำหน้าที่เป็นสปอตไลท์ส่องให้แพลตฟอร์มในเครือของ JAS (โดยเฉพาะ MONOMAX) กลายเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศภายในเวลาชั่วข้ามคืน แนวโน้มระยะข้างหน้า สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
หากมองไปข้างหน้า การครอบครองทั้ง “พรีเมียร์ลีก” และ “ฟุตบอลโลก 2026” จะขับเคลื่อนทิศทางธุรกิจของ JAS และอุตสาหกรรมสื่อไทยใน 4 มิติหลัก ดังนี้
1. MONOMAX จะถูกยกระดับสู่ “Super App สายบันเทิงและกีฬา”
จากเดิมที่ MONOMAX โดดเด่นเรื่องซีรี่ส์จีนและซีรี่ส์เกาหลี การได้คอนเทนต์กีฬาระดับโลกเข้ามาเติมเต็ม จะทำให้ฐานผู้ใช้งานเปลี่ยนจากรูปแบบ Niche Market ไปสู่ Mass Market ทันที ความท้าทายในระยะข้างหน้าคือ การบริหารราคาแพ็กเกจ ให้สมดุลระหว่างความคุ้มค่าของผู้บริโภค กับการคืนทุนของบริษัท โดยโมเดลที่คาดว่าจะใช้คือ การดึงฐานลูกค้าเก่าของ AIS ที่ใช้กล่อง 3BB GIGA TV มารับชมผ่านระบบแพ็กเกจพรีเมียม
2.โมเดลการทำเงินแบบลูกผสม เนื่องจากต้นทุนลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกและพรีเมียร์ลีกมีมูลค่าสูง แนวโน้มการสร้างรายได้ของ JAS จะไม่พึ่งพาเพียงค่าสมาชิก (Subscription) เท่านั้น แต่จะประกอบด้วย
- การขายโฆษณาให้กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ (เช่น กลุ่มเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค) ที่ต้องการเกาะกระแสฟุตบอลโลก
- มีแนวโน้มสูงที่ JAS จะแบ่งขายสิทธิ์บางส่วน หรือเปิดดีลให้ช่องทีวีดิจิทัล (เช่น ช่อง MONO29 หรือช่องพันธมิตรอื่นๆ) มาร่วมถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวี เพื่อตอบรับกฎ Must Have/Must Carry ของไทยในอดีต รวมถึงการกระจายความเสี่ยงด้านต้นทุน
3. พฤติกรรมผู้บริโภคเข้าสู่ยุค “OTT 100%” อย่างแท้จริง
นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้คนไทยดูมหกรรมกีฬาใหญ่ผ่านสตรีมมิงออนไลน์ และแอปพลิเคชันบนสมาร์ททีวีมากกว่าการเปิดทีวีระบบเสากางปลาแบบเดิม ซึ่งระบบ Infrastructure หลังบ้านของกลุ่ม JAS ที่เชี่ยวชาญด้านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ จะต้องถูกนำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพเพื่อรองรับ Traffic มหาศาลพร้อมๆ กันเป็นล้านไอดี โดยไม่เกิดปัญหา “ระบบล่ม”
4. ปฏิกิริยาในตลาดทุนและการเก็งกำไร
ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวเนื่องอย่าง JAS และ MONO ได้รับจิตวิทยาเชิงบวก (Sentiment) ค่อนข้างแรงจากความตื่นเต้นในตลาด ซึ่งที่ผ่านมาได้สะท้อนพฤติกรรมของราคา JAS จากในอดีต ดังนี้
- เล่นกับความคาดหวังสูง: ราคาหุ้นมักจะพุ่งไปล่วงหน้าทันทีที่มีการประกาศบิ๊กดีล (เช่น ดีลประมูล 4G, ดีลบิตคอยน์ หรือล่าสุดดีลลิขสิทธิ์บอลโลกและพรีเมียร์ลีก)
- เป็นหุ้นผันผวนสูง (High Beta): ขึ้นแรง-ลงแรง เหมาะกับนักลงทุนสายจับจังหวะ (Market Timing) มากกว่าสายถือยาวฝังลืม
- จบดีลด้วย Financial Game: แทบทุกครั้งหลังจากจบเหตุการณ์ใหญ่ ราคาหุ้นมักจะตามมาด้วยการจ่ายปันผลพิเศษก้อนโต หรือไม่ก็การประกาศซื้อหุ้นคืน
บทสรุป
การคว้าลิขสิทธิ์มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ควบคู่กับพรีเมียร์ลีก ยืนยันชัดเจนว่า JAS ยุคใหม่ ที่มองเรื่อง “Value ของคอนเทนต์” ที่ไม่ได้มองฟุตบอลเป็นแค่เกมกีฬา แต่มองมันเป็นเครื่องมือ ในการกวาดสายตาผู้คน และสร้าง Big Data เพื่อนำไปต่อยอดกับธุรกิจเทคโนโลยีอื่นๆ ในเครือ เช่น ระบบ AI ละโซลูชันองค์กร
นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ของ JAS ที่ต้องติดตามทิศทางในระยะข้างหน้าหลังจากนี้ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กลยุทธ์วิศวรรกรรมทางการเงินบวกพลังคอนเทนต์ของ JAS จะสามารถเอาชนะและยึดครองความบันเทิงดิจิทัลได้มากน้อยแค่ไหน
“แล้วทุกคนคิดว่า ราคาที่ต้องจ่ายกับแพ็กเกจดูฟุตบอลโลก 2026 รอบนี้ คุ้มค่ากับการรอคอยหรือไม่”