ในโลกของการลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวน การค้นหา “หุ้นคุณค่า” หรือหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีแต่ราคาในตลาดยังไม่สูงนัก ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของนักลงทุนจำนวนมาก หนึ่งในวิธีคัดกรองเบื้องต้นที่ได้รับความนิยมคือการพิจารณาจากอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio), อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV Ratio) และอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield)
รวมหุ้น P/E และ P/BV ต่ำแต่ให้ปันผลสูงจนน่าเก็บ

บทความนี้ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย จะพาไปวิเคราะห์เจาะลึกกลุ่ม 6 หุ้นที่มีคุณสมบัติน่าสนใจ ซึ่งเคยมีตัวเลข P/E และ P/BV ที่ต่ำ ในขณะที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทนสูงเกิน 4% โดยอ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2566 เพื่อเป็นกรณีศึกษาและสร้างความเข้าใจในหลักการคัดเลือกหุ้นด้วยปัจจัยเหล่านี้
ก่อนจะเริ่ม มาทำความเข้าใจเครื่องมือสำคัญกันก่อน
เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งถึงนัยของตัวเลข เรามาทบทวนความหมายของอัตราส่วนเหล่านี้กันก่อน
- P/E Ratio (Price-to-Earnings Ratio) : อัตราส่วนนี้บอกเราว่านักลงทุนยินดีจ่ายเงินซื้อหุ้นเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทนั้นๆ โดยทั่วไปแล้ว P/E ที่ต่ำอาจบ่งชี้ว่าหุ้นมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับกำไรที่ทำได้ แต่อาจมีสาเหตุมาจากอุตสาหกรรมที่ไม่เติบโต หรือนักลงทุนคาดว่ากำไรในอนาคตจะลดลงก็เป็นได้
- P/BV Ratio (Price-to-Book Value Ratio) : เป็นอัตราส่วนที่เปรียบเทียบราคาหุ้นกับมูลค่าทางบัญชีของบริษัท (สินทรัพย์รวมหักด้วยหนี้สินรวม) หาก P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า อาจหมายความว่าตลาดให้ค่าบริษัทต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นโอกาสในการค้นหาหุ้นที่ “ราคาถูก”
- Dividend Yield (อัตราเงินปันผลตอบแทน) : คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากเงินปันผลต่อหุ้นเทียบกับราคาหุ้น เป็นสิ่งที่ชี้วัดผลตอบแทนในรูปของเงินสดที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือหุ้นตัวนั้นๆ หุ้นที่ปันผลสูงสม่ำเสมอจึงเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการกระแสเงินสด
เปิดรายชื่อ หุ้นเด่น P/E และ P/BV ต่ำสวนทางปันผลสูง
| กลุ่มอุตสาหกรรม | ชื่อบริษัท (ตัวย่อ) | P/E | P/BV | อัตราเงินปันผลตอบแทน (%) |
| พลังงานและปิโตรเคมี | ไทยออยล์ (TOP) | 3.66 | 0.69 | 7.51 |
| บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) | 4.78 | 0.8 | 5.86 |
| อสังหาริมทรัพย์ | แสนสิริ (SIRI) | 5.91 | 0.73 | 7 |
| ศุภาลัย (SPALI) | 5.05 | 0.86 | 6.94 |
| เอสซี แอสเสท (SC) | 7.13 | 0.86 | 5.51 |
| ธนาคาร | เอสซีบี เอกซ์ (SCB) | 9.65 | 0.78 | 6.08 |
จากข้อมูลที่รวบรวมโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2566 ได้ปรากฏรายชื่อหลักทรัพย์ 7 แห่งที่มีคุณสมบัติน่าสนใจในเชิงการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) โดยหลักทรัพย์เหล่านี้มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ในระดับที่ต่ำ สวนทางกับอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ที่สูง ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพที่อาจซ่อนอยู่ ณ ขณะนั้น โดยสามารถจำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรมได้ดังนี้
กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี
ภาคอุตสาหกรรมนี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและมักมีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและราคาพลังงานโลก หุ้นในกลุ่มนี้ที่มีตัวเลขน่าสนใจ ณ เวลานั้น ได้แก่
- TOP : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) : ในฐานะผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ไทยออยล์มีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ณ วันดังกล่าว TOP มีค่า P/E ที่ 3.66 เท่า และ P/BV ที่ 0.69 เท่า ซึ่งต่ำกว่า 1 เท่า ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า ราคาตลาดของหุ้นนั้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท ประกอบกับ อัตราเงินปันผลตอบแทนสูงถึง 7.51% จึงเป็นที่น่าจับตาของนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนจากเงินปันผลและหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน
- BCP : บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) : บางจากดำเนินธุรกิจหลากหลาย ตั้งแต่โรงกลั่น การตลาด ไปจนถึงพลังงานชีวภาพและธุรกิจรีเทล ณ เวลานั้น BCP แสดงค่า P/E ที่ 4.78 เท่า และ P/BV ที่ 0.80 เท่า ซึ่งสะท้อนการประเมินมูลค่าที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับกำไรและสินทรัพย์ของบริษัท ขณะที่ อัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ 5.86% ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความน่าสนใจให้กับนักลงทุนระยะยาว
กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์
อสังหาริมทรัพย์เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจโดยตรง โดยหุ้นที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ประกอบด้วย
- SIRI : บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) : เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรชั้นนำของไทย มีโครงการครอบคลุมหลากหลายเซกเมนต์ จากข้อมูล ณ เวลานั้น SIRI มีค่า P/E ที่ 5.91 เท่า และ P/BV ที่ 0.73 เท่า ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับ อัตราเงินปันผลตอบแทนที่ 7.00% จึงเป็นตัวอย่างของหุ้นที่ตลาดอาจมองข้ามศักยภาพไป
- SPALI : บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) : ศุภาลัยเป็นที่รู้จักในด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูงทั่วประเทศ ตัวเลขทางการเงินแสดงค่า P/E ที่ 5.05 เท่า และ P/BV ที่ 0.86 เท่า ควบคู่ไปกับ อัตราเงินปันผลตอบแทน 6.94% ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ถึงหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานด้านกำไรและสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับราคาตลาด
- SC : บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): มีความโดดเด่นในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรีและอาคารสำนักงานให้เช่า จากข้อมูล ณ เวลานั้น SC มีค่า P/E ที่ 7.13 เท่า และ P/BV ที่ 0.86 เท่า พร้อมด้วย อัตราเงินปันผลตอบแทน 5.51% ซึ่งเป็นส่วนผสมที่น่าพิจารณาสำหรับหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
กลุ่มอุตสาหกรรมธนาคาร
กลุ่มธนาคารถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ และมักถูกใช้เป็นดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
- SCB : บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) : ในฐานะบริษัทแม่ (Holding Company) ของกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน ซึ่งมีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธุรกิจหลัก ณ เวลานั้น SCB มีค่า P/E ที่ 9.65 เท่า และ P/BV ที่ 0.78 เท่า การที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่มี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า ถือเป็นจุดที่น่าสนใจ ประกอบกับ อัตราเงินปันผลตอบแทนที่ 6.08% ทำให้เป็นหุ้นที่อยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนที่เน้นเงินปันผล
ถอดรหัสปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งกว่า P/E ต่ำ

โดยหุ้นที่มีอัตราส่วน P/E และ P/BV ต่ำ ควบคู่ไปกับอัตราเงินปันผลที่สูงนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นการคัดกรองหุ้น (Stock Screening) ที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สัญญาณเชิงปริมาณเหล่านี้เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง การตัดสินใจลงทุนที่รอบคอบจำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึกในมิติต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดและค้นพบ “หุ้นคุณค่า” ที่แท้จริง
1.ทำความเข้าใจและหลีกเลี่ยง “กับดักมูลค่า” (Value Trap)
“กับดักมูลค่า” คือ สถานการณ์ที่หุ้นดูเหมือนมีราคาถูกเมื่อวัดจากอัตราส่วนทางการเงิน เช่น P/E หรือ P/BV ที่ต่ำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ราคาหุ้นกลับไม่ปรับตัวขึ้นหรือปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว สาเหตุสำคัญที่นักลงทุนต้องพิจารณาเพื่อหลีกเลี่ยงกับดักนี้ ได้แก่
- การเสื่อมถอยของปัจจัยพื้นฐาน : P/E ที่ต่ำอาจไม่ได้หมายความว่าหุ้นราคาถูกเสมอไป แต่อาจเป็นผลมาจากการที่ตลาดคาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทในอนาคตจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ทำให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัทล้าสมัย (Disruption) การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่ง หรือการเข้าสู่ช่วงขาลงของอุตสาหกรรมนั้นๆ
- ปัญหาหนี้สินและสภาพคล่อง : บริษัทที่มีหนี้สินในระดับสูงอาจมีความเสี่ยงทางการเงินซ่อนอยู่ แม้จะมีกำไรในปัจจุบัน แต่ภาระดอกเบี้ยที่สูงอาจกัดกินผลกำไรในอนาคตและจำกัดความสามารถในการเติบโตหรือจ่ายเงินปันผล
- ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง : หุ้นอาจมีราคาถูกเพราะบริษัทได้สูญเสีย “ความได้เปรียบเชิงแข่งขัน” (Economic Moat) ไปแล้ว ทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตระยะยาว
2.ความสำคัญอย่างยิ่งของ “บริบทและช่วงเวลา”
ข้อมูลทางการเงินเป็นเพียงภาพสะท้อนเหตุการณ์ในอดีต ณ จุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น การยึดติดกับตัวเลขในอดีตโดยไม่พิจารณาบริบทแวดล้อมอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด
- พลวัตของเศรษฐกิจมหภาค : ตัวเลข ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2566 สะท้อนภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น แต่ในปัจจุบัน (ตุลาคม 2568) สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย นโยบายการเงินของธนาคารกลาง อัตราเงินเฟ้อ และสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการและราคาหุ้นของบริษัท
- การวิเคราะห์ที่มองไปข้างหน้า : การลงทุนที่ประสบความสำเร็จต้องเป็นการมองไปในอนาคต (Forward-Looking) นักลงทุนควรตั้งคำถามว่า แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในอีก 1-3 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร มากกว่าการดูเพียงกำไรที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต
3.การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ : มองให้ทะลุตัวเลข
นอกเหนือ จากการวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) แล้ว การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) คือ หัวใจสำคัญที่ช่วยแยกบริษัทที่ดีออกจากบริษัทที่ดูเหมือนดีเพียงผิวเผิน ปัจจัยที่ต้องพิจารณาได้แก่
- คุณภาพและวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร : ผู้บริหารมีประวัติการทำงานที่น่าเชื่อถือหรือไม่? มีกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนหรือไม่? ความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของผู้บริหารเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
- ความได้เปรียบเชิงแข่งขัน (Economic Moat) : บริษัทมีจุดแข็งที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยากหรือไม่? เช่น ความแข็งแกร่งของตราสินค้า (Brand Loyalty), ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าคู่แข่ง, ผลจากความเป็นเครือข่าย (Network Effect) หรือต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าอื่นที่สูง (High Switching Costs)
- แนวโน้มอุตสาหกรรม : อุตสาหกรรมที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่นั้นกำลังเติบโต คงที่ หรือถดถอย? บริษัทอยู่ในตำแหน่งผู้นำหรือผู้ตามในอุตสาหกรรมนั้นๆ?
บทสรุป : สำหรับนักลงทุน
กลยุทธ์การคัดกรองหุ้นด้วย P/E, P/BV และ Dividend Yield เป็นเพียงก้าวแรกของการเดินทาง การจะค้นพบการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดียั่งยืนนั้น จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอย่างรอบด้าน ผสมผสานทั้งการมองข้อมูลเชิงลึกในอดีต การประเมินบริบทของเศรษฐกิจในปัจจุบัน และที่สำคัญที่สุดคือการคาดการณ์ศักยภาพและวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การลงทุนไม่ใช่เพียงแค่การหา “หุ้นถูก” แต่คือการค้นหา “ธุรกิจที่ยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม”
อ้างอิงจาก set,setinvestnow
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Community สังคมแห่งการลงทุน” เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเรา: efinancethaiconnect