หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลถูกแรงเทขายออกมาตั้งแต่ต้นปี จากความกังวลปัจจัยลบอย่างข่าวบริษัทประกันรายใหญ่เตรียมยุติการขายประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้าใหม่ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งจะกระทบต่อแนวโน้มรายได้จากผู้ป่วยที่ใช้กรมธรรม์เหมาจ่ายให้ชะลอลง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ประกันเหมาจ่าย” กลายเป็นรูปแบบประกันประเภทหนึ่งที่บริษัทประกันผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อตอบโจทย์ปัญหาค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังความพยายามควบคุมต้นทุนของภาคประกัน กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อผู้เอาประกัน โรงพยาบาลเอกชน และระบบสาธารณสุขโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
***ประกันสุขภาพเหมาจ่ายคือ อะไร
ประกันสุขภาพเหมาจ่าย คือการกำหนด วงเงินค่ารักษาสูงสุดต่อการเจ็บป่วยหนึ่งครั้ง หรือหนึ่งโรค โดยบริษัทประกันจ่ายตามเพดานที่ระบุไว้ แบบตายตัว ไม่ได้แยกรายการค่าห้อง ค่าแพทย์ ค่ายา หรือค่าผ่าตัดแบบละเอียดเหมือนประกันรุ่นเดิม ซึ่งมีการกำหนดแยกประเภท อย่างชัดเจน ตามสัดส่วนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
แม้รูปแบบนี้จะช่วยให้คาดการณ์ค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น แต่ก็หมายความว่า หากค่ารักษาจริงสูงกว่าวงเงิน ผู้เอาประกันต้องรับภาระส่วนต่างเอง
โดยที่ผ่านมา บริษัทประกันเลือกใช้ระบบเหมาจ่าย เพราะมีจุดเด่น คือ ช่วยควบคุมงบประมาณได้ชัดเจน ลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายบานปลาย ลดแรงจูงใจจากการรักษาเกินความจำเป็น เช่น การสั่งตรวจ หรือ ใช้ยางราคาแพงเกินกว่าความจำเป็น ช่วยคาดการณ์ต้นทุนล่วงหน้าสำหรับบริษัทประกันภัยได้ด้วย
*** ไขสาเหตุ ทำไมบริษัทประกันถอดใจ
อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมา หลายบริษัทประกัน จะเปิดกรมธรรม์รูปแบบดังกล่าว แต่ดูเหมือนว่า ผู้บริโภค ไม่ได้นิยมมากนัก เพราะมีกังวลเรื่อง เบี้ยแพง, ความคุ้มครองไม่พอสำหรับโรคหนักๆ, ความซับซ้อนของเงื่อนไข, และมีกระแสข่าวลือว่าบริษัทประกันจะเปลี่ยนรูปแบบไปเน้น Co-payment (ร่วมจ่าย) ทำให้ต้องจ่ายส่วนต่างเองมากขึ้น
และเมื่อไม่ได้เป็นที่นิยม ทำให้เปิดมาปีนี้ เริ่มมีกระแสข่าวออกมาว่า หลายบริษัทจะยกเลิกกรมธรรม์เหมาจ่าย และกระแสดังกล่าว ยังตอกย้ำด้วยล่าสุดที่ AIA ประเทศไทย ที่ประกาศยุติการขาย AIA Health Happy แผนประกันสุขภาพเหมาจ่าย โดยกำหนดวันสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ระบุถึงการศึกษาเรื่องนี้มีอยู่จริง เนื่องจากมีงานวิจัยบางส่วนระบุว่า การไม่กำหนดหมวดค่าใช้จ่ายเลย หรือการเปิดให้เหมาจ่ายแบบเปิดเป็นอิสระ โดยไม่กำหนดหมวดค่าใช้จ่ายเลย อาจทำให้ อัตราเงินเฟ้อของค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) สูงขึ้นไปอีก รวมทั้งมีบริษัทฯ ประกันบางแห่งได้เสนอแนวคิดนี้เข้ามา
และ คปภ. ไม่ต้องการเห็นค่ารักษาพยาบาลพุ่งทะยานไปเรื่อยๆ เพราะยิ่งค่ารักษาสูงเท่าไหร่ เบี้ยประกันก็จะถูกยกสูงขึ้นโดยธรรมชาติ ดังนี้
1.ความไม่พอใจของผู้เอาประกันเพิ่มสูง แม้ประกันเหมาจ่ายจะช่วยคุมต้นทุนบริษัท แต่ในทางปฏิบัติ ผู้เอาประกันจำนวนมากพบว่า วงเงินไม่พอเมื่อรักษาจริง ต้องจ่ายเงินเพิ่มเองโดยไม่คาดคิด ขณะเดียวกัน ยังเกิดข้อพิพาทเรื่อง ความจำเป็นทางการแพทย์ บ่อยขึ้น
2.โรงพยาบาลเอกชนไม่ตอบรับ โรงพยาบาลหลายแห่งมองว่าประกันเหมาจ่าย กดรายได้ต่อเคส ไม่สะท้อนต้นทุนการรักษาจริง โดยเฉพาะโรคซับซ้อน เพิ่มภาระการเจรจาและข้อพิพาทกับบริษัทประกัน
3.แข่งขันไม่ได้ในระยะยาวเมื่อผู้บริโภคเริ่มเปรียบเทียบ พบว่าประกันเหมาจ่าย เบี้ยอาจถูกกว่าเล็กน้อย แต่ความเสี่ยงตกกับผู้เอาประกันมากกว่า หลายบริษัทจึงหันกลับไปพัฒนา ประกันแยกรายการแบบคุมเพดาน หรือแผน Hybrid แทน เพื่อรักษาฐานลูกค้า
มาดูความต่างกันว่า ระหว่างประกันเหมาจ่าย และประกัน Copay มีความแตกต่างกันอย่างไรในเบื้องต้น
| ประกันเหมาจ่าย (Capitation / DRG) | ประกัน Copay (ร่วมจ่าย) |
| รูปแบบการจ่าย | กำหนดวงเงินตายตัวต่อโรค/ต่อราย ไม่ขึ้นกับค่าใช้จ่ายจริง | บริษัทประกันจ่ายหลัก ผู้เอาประกันร่วมจ่ายบางส่วน ตามสัดส่วนที่กำหนด |
| สัดส่วนค่าใช้จ่ายผู้ป่วย | ผู้ป่วยอาจไม่จ่ายเพิ่ม หากค่ารักษาไม่เกินวงเงิน | ผู้ป่วยร่วมจ่าย 10–30% (ขึ้นกับเงื่อนไขกรมธรรม์) |
| ความเสี่ยงค่ารักษาเกิน | หากค่ารักษาเกินวงเงิน ผู้ป่วยอาจต้องจ่ายส่วนต่าง | ผู้ป่วยรู้ล่วงหน้าว่าต้องร่วมจ่าย |
| ความยืดหยุ่นในการรักษา | จำกัดกว่า เนื่องจากต้องควบคุมให้อยู่ในงบเหมาจ่าย | สูงกว่า แพทย์เลือกแนวทางรักษาตามความจำเป็นได้มาก |
| คุณภาพการรักษา | อาจถูกจำกัดในบางกรณีเพื่อควบคุมต้นทุน | มีแนวโน้มสูงกว่าในเคสซับซ้อน |
***แล้วผู้บริโภคอย่างเราต้องรับมืออย่างไร
เรียกว่าเมื่อมี 1 ค่ายนำทางในเรื่องนี้ เชื่อว่าอีกไม่นาน หลายค่ายอาจจะออกมายกเลิกประกันเหมาจ่ายในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น สิ่งที่ผู้บริโภคจะต้องเตรียมคือ
แม้ผู้ถือกรมธรรม์เดิม จะไม่ถูกยกเลิกทันที แต่ความไม่แน่นอนเพิ่ม ในทางปฏิบัติ บริษัทประกันมักไม่ยกเลิกกรมธรรม์เหมาจ่ายที่ยังอยู่ในสัญญา แต่ผลกระทบที่ผู้เอาประกันต้องเผชิญคือ ความเสี่ยงในการต่ออายุในอนาคต การปรับเบี้ยประกันสูงขึ้น แม้แต่การเพิ่มเงื่อนไขหรือข้อยกเว้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
โดยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้เอาประกันจำนวนมากเริ่มกังวลว่า ความคุ้มครองที่เคยคาดหวังอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว
ขณะที่ผู้ ที่เล็งหาทางเลือกด้านประกันส่งผลให้ประชาชนที่ต้องการทำประกันสุขภาพใหม่มีตัวเลือกจำกัดมากขึ้น โดยต้องหันไปใช้แผนแบบแยกรายการ ซึ่งมักมีเบี้ยประกันสูงกว่า และเงื่อนไขซับซ้อนกว่า สำหรับกลุ่มชนชั้นกลางและวัยทำงาน การเข้าถึงประกันสุขภาพที่ช่วยลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ จึงกลายเป็นภาระทางการเงินมากขึ้น
ขณะเดียวกัน หากใครที่ถือแผนประกันประเภทนี้อยู่ “อย่าปล่อยให้หลุด หรือ ขาดโดยเด็ดขาด” เพราะในอนาคตอาจไม่สามารถที่จะหาซื้อได้อีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า กระแสการยกเลิกประกันเหมาจ่ายนี้ สร้างแรงกระเผื่อมให้กับตลาดหุ้นอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มเฮลท์แคร์ ซึ่งทันทีที่มีข่าวดังกล่าวออกมา ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวลงยกกระดาน โดย ราคา ณ? 12 ม.ค. 69 11:20 น. นำโดย บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ปรับตัวลง 3.70% หรือ 0.70 บาท ทำราคาอยู่ที่ 18.20 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,067 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ปรับตัวลดลง 6.10% หรือ 9 บาท ทำราคาอยู่ที่ 138.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,125 บาท
*** เปิดความเห็นกูรู หุ้นโรงพยาบาล รับผลกระทบแค่ไหน
บล.โกลเบล็ก ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สืบเนื่องจากการที่บริษัทประกันรายใหญ่รายหนึ่งเตรียมยกเลิกประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย โดยจะเปิดขายจนถึงวันที่ 31 มี.ค. 69 และหลังจากนั้นจะปรับมาขายประกันสุขภาพแบบ Co-payment ตั้งแต่ปีแรก
มองเป็นกลางค่อนลบต่อประเด็นดังกล่าว โดยแบ่งเป็น 5 ประเด็น ดังนี้
1) การที่บริษัทประกันเตรียมยกเลิกกรมธรรม์แบบเหมาจ่าย และปรับมาใช้ Co-payment ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่อาจทำให้กังวลคือ การ Co-payment ตั้งแต่ปีแรก จากแบบเดิมที่เป็นเหมาจ่ายในปีแรก แต่หากจ่ายค่ารักษา Simple Diseases เกินเพดาน ปีถัดไปจึงจะเข้าสู่การ Co-payment
2) ปัจจุบันมีบริษัทประกันดังกล่าวเพียงรายเดียวที่เตรียมยกเลิกการขายแบบเหมาจ่าย และปรับมาขาย Co-payment ตั้งแต่ปีแรก ขณะที่ บริษัทประกันรายอื่นๆ ยังมีการขายประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ภาพรวม Loss Ratio ของประกันสุขภาพทุกบริษัทยังอยู่ในระดับสูงกว่า 60% จึงมีโอกาสที่รายอื่นจะปรับยกเลิกประกันแบบเหมาจ่ายเช่นกัน
3) ช่วงปี 68 บริษัทประกันมีความเข้มงวดมากขึ้นในการเบิกค่ารักษาพยาบาล รวมถึงการรักษาบางอย่างต้อง มีการ Pre-approve ก่อนรักษาจริง จึงทำให้บริษัทประกันลดภาระค่ารักษาไม่จำเป็นของประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย
4) ผู้ที่ทำประกันแบบเหมาจ่ายตั้งแต่ต้น ยังสามารถต่ออายุและได้รับความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายตามเงื่อนไขเดิม
5) กรณี Worst Case หาก Market Leader ทำให้ทุกบริษัทประกันปรับมาขายประกันแบบ Co-payment ตั้งแต่ปีแรกคาดจะกระทบต่อรพ.ที่มีอัตราค่ารักษาสูง อาทิ รพ.บำรุงราษฎร์ (BH) และ รพ.สมิติเวช (BDMS) *ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้ของรพ.จากกลุ่มลูกค้าประกัน : BDMS 38%, BCH 25%, BH 21%, PR9 18%
ด้าน ksecurities จากการสอบถามตัวแทนประกันบางราย พบว่ามีแนวโน้มเกิดขึ้นจริง เพียงแต่ยังไม่ได้มีการประกาศออกมาเป็นทางการ โดยหลายบริษัทประกันน่าจะมีการทยอยยกเลิกการขายแผนสุขภาพเหมาจ่ายรายใหม่ตามรายใหญ่
โดยเชื่อว่า “การที่บริษัทประกันจะยกเลิกแผนสุขภาพเหมาจ่ายรายใหม่” มีโอกาสเกิดขึ้นจริง เนื่องจากการเริ่มขายแพคเกจแบบ Copay (เป็นการขายแพคเกจเหมาจ่ายแบบมีเงื่อนไข Copay) ใน 1 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้รับการตอบรับดีเท่าที่ควร ทั้งนี้ บริษัทประกันทุกแห่งต้องยกเลิกการขายแพคเกจแบบเหมาจ่ายพร้อมกัน เพื่อไม่ให้เกิดทางเลือกในตลาดสำหรับผู้บริโภค ซึ่งเราคาดว่าไม่น่าผิดหลักเกณฑ์ของ คปภ โดยในอนาคตมีโอกาสที่จะเกิด Copay กับประกันสุขภาพแบบกลุ่มได้เช่นเดียวกัน
และหากเกิดขึ้นจริง ถือเป็นปัจจัยลบต่อกลุ่ม รพ. ซึ่งน่าจะส่งผลให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังมากขึ้นในการนอนรักษาตัวใน รพ. และยังมีการลดลงของคนไข้ในที่เป็นโรคง่าย (simple disease) ต่อเนื่อง แม้ว่าในปีที่ผ่านมาแพคเกจประกันสุขภาพ Copay จะยังมีสัดส่วนต่ำต่อแพคเกจประกันสุขภาพทั้งหมด แต่ได้ส่งผลลบทั้งในเชิงจิตวิทยาและผลกระทบจริง ส่งผลให้รายได้คนไข้ในโรคง่าย (simple disease) ของ รพ แทบทุกแห่งลดลง
ขณะที่แพคเกจประกันสุขภาพ Copay แบบตั้งแต่บาทแรก จะทำให้ค่าเบี้ยประกันสุขภาพลดลง และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแพคเกจประกันสุขภาพมากขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อกลุ่ม รพ แต่น่าจะเป็นผลกระทบในระยะกลางถึงยาว ทั้งนี้ เราคงมุมมอง “Neutral” ต่อกลุ่ม รพ. และมี PR9 เป็นหุ้นเด่น
ด้านบล.เคจีไอ มองเรื่องนี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ให้บริการประกันชีวิตรายใหญ่จะเปลี่ยนนโยบายไปใช้ co-payment เต็มรูปแบบสำหรับลูกค้าใหม่ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่กระทบผู้ถือกรมธรรม์เดิมที่ยังถือแผนแบบ Lump Sum เดิมอยู่
ส่วนโมเดล Co-payment คาดว่าจะทำให้ผู้เอาประกันใช้บริการรักษาแบบกลุ่มผู้ป่วยใน (IPD) อย่างระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนสูงกว่ากลุ่มผู้ป่วยนอกอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่มากเกินจำเป็นของบริษัทประกันด้วย
ปัจจุบัน รายละเอียดของแผนประกันใหม่ยังไม่ชัดเจน โดยที่คาดว่าค่าเบี้ยประกันจะต่ำกว่าแผน Lump Sum ในปัจจุบัน (ขึ้นกับสัดส่วน co-payment) โดยผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการแพทย์บางส่วนตั้งแต่ต้น ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา
โรงพยาบาลที่มีรายได้จากประกันสูงได้รับผลลบมากกว่า ปัจจุบัน เรามองว่าข่าวนี้อาจกดดัน sentiment ระยะสั้นต่อหุ้นโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้จากประกันสูง เมื่อเทียบกับบริษัทที่พึ่งพารายได้นี้น้อยหรือไม่มีเลย แต่
อย่างไรก็ดี เราไม่คาดว่าจะเกิดผลกระทบเชิงลบในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการรักษาพยาบาลเป็นความจำเป็น ไม่ว่าจะจ่ายผ่านประกันหรือจ่ายเงินสดเอง นอกจากนี้ โรงพยาบาลขนาดใหญ่ยังสามารถออกแบบการรักษาที่เป็นแพ็คเกจ (medical packages) ให้สอดคล้องกับโครงสร้างประกันแบบใหม่ได้ เมื่อรายละเอียดของ co-payment ชัดเจนขึ้น หากอิงจากงบ 9M68 รายได้ส่วนที่มาจากประกันภัยคิดเป็น 38% จากรายได้รวมของ BDMS*, 25% ของ BCH*, 25% ของ CHG*, 21% ของ BH* และ 50% ของ EKH
ทั้งนี้ คาดกำไร ไตรมาส 4Q68F เติบโต YoY ในระยะสั้น เราคาดว่ากำไรเบื้องต้น 4Q68F ของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะเติบโต YoY หนุนจากรายได้ผู้ป่วยในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากช่วงหน้าฝนที่ยาวกว่าปกติ และจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่แข็งแกร่งในช่วงดังกล่าว
ขณะนี้ คาดว่ากำไรปี 2568 ของกลุ่มโรงพยาบาลจะแผ่วลง 0.9% YoY จากนั้นปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 8.4% โดย downside risk หลักยังมาจากผลกระทบเชิงลบจากการนำนโยบาย Co-payment มาใช้ในอนาคต ทั้งนี้ เรายังคงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มโรงพยาบาล “มากกว่าตลาดฯ” และเลือก BCH และ BDMS เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม โดยแนะนำ “ซื้อ” ประเมินราคาเป้าหมาย DCF ที่ 14.00 บาทและ 24.50 บาทตามลำดับ โดยมองว่าราคาหุ้นล่าสุดที่ร่วงลงมา จะเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล
*** ปรับแผนลงทุนหุ้นโรงพยาบาล อย่างไรดี?
จากปัจจัย และมุมมองของนักวิเคราะห์ ต่อประเด็นเรื่องการยกเลิกประกันสุขภาพฯ เหมาจ่าย ทางมุมมองของ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ประเมินว่า จากนี้ภาพการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอาจจะเปลี่ยนไป
โดยสิ่งนักลงทุนควรจับตาในแง่ปัจจัยที่ส่งผลกระทบเชิงลบคือ รายได้จากโรคทั่วไป (Simple Disease) ลดลง: เดิมทีคนไข้ที่มีประกันเหมาจ่ายมักจะเลือกนอนโรงพยาบาล (IPD) แม้จะเป็นโรคไม่รุนแรง เพราะไม่ต้องจ่ายเอง แต่เมื่อต้องมี Co-payment คนไข้จะคิดหนักขึ้น และอาจเลือกกลับไปรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) หรือซื้อยากินเองแทน
ขณะเดียวกัน ความสามารถในการทำกำไร (Margin) ลดลง: ประกันอาจมีความเข้มงวดในการตรวจเช็กค่าใช้จ่ายมากขึ้น (Pre-approve) ทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถ Upsell บริการเสริมหรือยาบางประเภทได้ง่ายเหมือนเดิม
สำหรับ Sentiment ตลาดติดลบ: ในระยะสั้น ราคาหุ้นจะถูกกดดันจากความกังวลว่า “ยุคทองของการเบิกประกันง่ายๆ ได้จบลงแล้ว”
หรือถ้าจะมองในมุมบวก ก็ยังมีปัจจัยที่น่าสนใจดังนี้
-คัดกรองคนไข้คุณภาพ: ในระยะยาว โรงพยาบาลจะเหลือคนไข้ที่มาใช้บริการเพราะจำเป็นต้องรักษา จริงๆ ลดปัญหาหนี้เสียหรือข้อพิพาทกับบริษัทประกัน
-โอกาสจากแพ็กเกจใหม่: โรงพยาบาลขนาดใหญ่มีความเชี่ยวชาญในการจัด Medical Packages ที่ราคาคงที่ เพื่อให้สอดรับกับวงเงินประกันแบบใหม่ ช่วยให้ดึงดูดลูกค้าที่กังวลเรื่องส่วนต่างได้
-รายได้ต่างชาติยังแข็งแกร่ง: กลุ่มโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนคนไข้ต่างชาติ (Medical Tourism) สูง ซึ่งกลุ่มนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกประกันเหมาจ่ายในไทย

ส่วนสิ่งต้องจับตาว่าจากนี้ กลุ่มโรงพยาบาล จะปรับตัวไปในทิศทางไหน และต้องโฟกัสในรายงานผลประกอบการจากนี้ มีดังนี้
1.สัดส่วนคนไข้ คือ รายได้ต่อหัวของคนไทย : ที่ Co-pay อาจทำรายได้ส่วนนี้ลดลง รวมถึงการการขยายฐานคนไข้เงินสด ที่ไม่ใช้ประกัน หรือกลุ่มจ่ายเงินเอง มาทดแทนได้มากน้อยแค่ไหน ผ่านการจัดแพ็กเกจราคาที่ หรือหันไปเน้นกลุ่มโรคซับซ้อน ที่มีอัตรากำไรสูงกว่าโรคทั่วไป
2. ต้นทุนทางการแพทย์ ทั้งเครื่องมือและเวชภัณฑ์ เพราะปัจจุบันต้นทุนเหล่านี้สูงขึ้นเฉลี่ย 10-15% ต่อปี หากโรงพยาบาลไหนไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ เพราะติดเงื่อนไข Co-pay หรือคนไข้ไม่มีกำลังซื้อ จะกระทบอัตรากำไร ได้
3.ประกันสังคม อาจกลับมาฮอตอีกครั้ง เพราะหากโรงพยาบาลไหนที่เน้นสัดส่วนลูกค้าประกันสังคม จะไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องประกันเหมาจ่ายของภาคเอกชน ประกอบกับ ภาครัฐมีการประกาศปรับเพิ่มค่าตอบแทนต่อหัวในปี 2569 อาจจะได้เห็นว่าหลายโรงพยาบาลหันมาชิงเค้กก้อนนี้ได้
การยกเลิกประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ได้สร้างความไม่แน่นอน ความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่าย และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษามากขึ้น ในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูงต่อเนื่อง ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องธุรกิจประกันเพียงอย่างเดียว แต่เป็น โจทย์เชิงนโยบายสาธารณะ ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างความอยู่รอดของธุรกิจ และความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชน
แต่หากมองในมุมมองเชิงลงทุน แม้ว่าเบื้องต้นจะกระทบและสร้างความกังวลกับราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล แต่อาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายของหลายโรงพยาบาล ซึ่งหากโรงพยาบาลไหนปรับตัวได้ก่อน หรือหา S-Cuve ในการลงทุนใหม่มาชดเชย ก็อาจจะเป็นโอกาสทองของหุ้นโรงพยาบาลรอบใหม่ก็ได้