ปี 2025 ถือเป็นปีที่ราคาทองคำสร้างความคึกคักให้กับตลาดลงทุนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ราคาทองรูปพรรณได้ทะยานขึ้นไปยืนเหนือระดับ 60,000 บาทอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนที่รุนแรงระหว่างวันซึ่งมีการปรับเปลี่ยนราคานับสิบครั้ง ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักลงทุนต่างจับตามองว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และทิศทางต่อไปจะเป็นอย่างไร จากบทสัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยของคุณชานน กังวานเวชกุล ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนจาก YLG Bullion and Futures ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจ ไว้ดังนี้
ทองคำทะลุ 60000 บาท! เจาะลึกทำไมทองพุ่งไม่หยุดพร้อมกลยุทธ์ลงทุนท้ายปี 2025

ราคาทองคำในประเทศได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 60,000 บาทต่อบาททองคำ ท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง การเคลื่อนไหวของราคาที่รวดเร็วและรุนแรงนี้สะท้อนถึงปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก โดยมี 3 ประเด็นหลักที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ได้แก่ สภาวะตลาดทองคำไทย ความเสี่ยงด้านการคลังของสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินที่ผูกโยงกับตลาดแรงงาน
- 1.สภาวะตลาดทองคำไทย ความผันผวนสูงท่ามกลางราคาที่ทำสถิติใหม่
ในช่วงที่ผ่านมา ราคาทองรูปพรรณในประเทศได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถยืนเหนือระดับ 60,000 บาทได้สำเร็จ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากราคาทองคำในตลาดโลกที่พุ่งทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าระดับราคาสูงสุดใหม่ คือ ความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างวัน โดยในบางวันราคาทองคำมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่า 10 ถึง 20 ครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังตอบสนองต่อปัจจัยที่ละเอียดอ่อนและพร้อมที่จะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำได้อย่างรวดเร็ว
- 2.ภาวะ Government Shutdown ปัจจัยเสี่ยงที่ตลาดให้ความสำคัญสูงสุด
คุณชานน ได้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยเร่งด่วนที่ส่งผลให้ราคาทองคำเหวี่ยงตัวอย่างรุนแรงในช่วงล่าสุด คือ ความกังวลต่อภาวะ Government Shutdown หรือการปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ หากสภาคองเกรสไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณได้ทันตามกำหนดเส้นตาย อาจส่งผลให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางต้องปิดทำการชั่วคราว แม้เหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่การเกิดขึ้นแต่ละครั้งได้สร้างความไม่แน่นอนและกระตุ้นให้นักลงทุนเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ซึ่งทองคำถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆ โดยในอดีต ราคาทองคำมักจะปรับตัวขึ้นประมาณ 1-2% ในช่วงก่อนที่จะเกิด Government Shutdown
- 3.ตลาดแรงงานสหรัฐฯ และนัยสำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ซึ่งเป็นมาตรวัดสุขภาพของตลาดแรงงานที่สำคัญที่สุดของสหบรัฐฯ ถือเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ใช้เป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ย คุณชานนให้ข้อมูลว่า หากเกิดภาวะ Government Shutdown ขึ้นจริง อาจส่งผลให้สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ไม่สามารถประกาศตัวเลขดังกล่าวได้ตามกำหนดการในวันศุกร์นี้
ก่อนหน้านี้ ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ได้แสดงสัญญาณการชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม เมื่อตัวเลขการจ้างงานออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมาก ความอ่อนแอของตลาดแรงงานดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการ Fed ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ดังนั้น การที่ตลาดอาจไม่ได้รับข้อมูลล่าสุดเพื่อประเมินสถานการณ์ ย่อมสร้างความไม่แน่นอนต่อการคาดการณ์นโยบายการเงินในอนาคต และส่งผลบวกต่อราคาทองคำซึ่งมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ย
นอกเหนือจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจแล้ว สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็น “อัตราเร่ง” ที่สำคัญของราคาทองคำ
- รัสเซีย-ยูเครน-นาโต : ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างขึ้น จากเดิมที่เป็นเพียงรัสเซีย-ยูเครน เริ่มลุกลามไปถึงความตึงเครียดกับกลุ่มนาโต
- อิสราเอล-ฮามาส : แม้จะมีความพยายามในการเจรจาหยุดยิง 20 เงื่อนไข แต่สถานการณ์ยังคงยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งช่วยหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
- ท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ : การเปลี่ยนท่าทีของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่หันมาสนับสนุนยูเครนและวิจารณ์รัสเซียว่าเป็น “เสือกระดาษ” ก็เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์โลก
วิเคราะห์ทางเทคนิคราคาทองคำ กำหนดจุดเข้า-ออกเชิงกลยุทธ์ผ่านแนวรับ-แนวต้านสำคัญ

นอกเหนือจากการประเมินปัจจัยพื้นฐานและสถานการณ์มหภาคแล้ว การวิเคราะห์ทางเทคนิคยังคงเป็นเครื่องมือที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนในการกำหนดกรอบเวลาและกลยุทธ์การลงทุนในทองคำ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับระดับราคาที่มีนัยสำคัญช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจเข้าซื้อ ขายทำกำไร หรือลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
จากการวิเคราะห์ของคุณชานน ได้ให้มุมมองเชิงเทคนิคว่า ปัจจุบันราคาทองคำได้เข้าสู่สภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป) ในหลายกรอบเวลา (Timeframe) ตั้งแต่รายชั่วโมงไปจนถึงรายสัปดาห์ สภาวะดังกล่าวบ่งชี้ว่าราคาได้ปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปรับฐานหรือการย่อตัวในระยะสั้น ดังนั้น การไล่ซื้อที่ระดับราคาสูงจึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่รัดกุม คุณชานนได้ระบุถึงระดับแนวต้านและแนวรับที่สำคัญของราคาทองคำ (Gold Spot) ดังนี้
โซนแนวต้านและกลยุทธ์การแบ่งขายทำกำไร
แนวต้านคือระดับราคาที่ปริมาณแรงขายมีแนวโน้มจะสูงกว่าแรงซื้อ ซึ่งมักจะสกัดกั้นการปรับตัวขึ้นต่อไปของราคา คุณชานนมองว่าแนวต้านสำคัญในระยะสั้นประกอบด้วย
- 3,836 ดอลลาร์ : เป็นระดับแนวต้านแรกที่มีนัยสำคัญ ซึ่งเกิดจากการบรรจบกันของเครื่องมือ Fibonacci (Fibonacci Cluster)
- 3,865 ดอลลาร์ : เป็นแนวต้านสำคัญถัดไป หากราคาทองคำดีดตัวขึ้นทดสอบโซนแนวต้านเหล่านี้แต่ยังไม่สามารถทะลุผ่านไปได้อย่างแข็งแกร่ง อาจเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนในการพิจารณาแบ่งขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยงและรักษากระแสเงินสด
โซนแนวรับและกลยุทธ์การเข้าซื้อสะสม
แนวรับ คือ ระดับราคาที่ปริมาณแรงซื้อมีแนวโน้มจะสูงกว่าแรงขาย ซึ่งช่วยพยุงไม่ให้ราคาปรับตัวลดลงไปมากกว่านั้น กลยุทธ์การเข้าซื้อในจังหวะย่อตัวควรพิจารณาแนวรับเป็นลำดับขั้น ดังนี้
- แนวรับที่ 1 (3,760 ดอลลาร์) : เป็นแนวรับแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง หากราคาทองคำย่อตัวลงมาแต่ยังสามารถรักษาระดับเหนือโซนนี้ไว้ได้ โดยภาพรวมของแนวโน้มขาขึ้นในระยะหลักยังคงไม่เสียหาย และอาจเป็นจุดพิจารณาเข้าซื้อสะสมรอบใหม่ได้
- แนวรับที่ 2 และจุดยืนยันสัญญาณลบ (3,720 ดอลลาร์) : เป็นระดับแนวรับที่มีนัยสำคัญทางเทคนิคสูงสุด หากราคาหลุดระดับนี้ลงมาจะถือเป็นการยืนยันสัญญาณ Bearish Divergence ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ทิศทางของราคากำลังขัดแย้งกับโมเมนตัมของอินดิเคเตอร์ และมักเป็นสัญญาณเตือนของการกลับตัวเป็นขาลงหรือการพักฐานครั้งใหญ่ หากสัญญาณนี้ถูกยืนยัน มีความเป็นไปได้ที่ราคาจะปรับตัวลงต่อไปยังเป้าหมายถัดไปที่โซน 3,640-3,620 ดอลลาร์
- แนวรับฐานในภาพใหญ่ (3,340-3,400 ดอลลาร์) : ในกรณีที่เกิดการปรับฐานรุนแรง คุณชานน ชี้ว่า โซนราคานี้เป็นแนวรับที่แข็งแกร่งมากในภาพระยะยาว เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีปริมาณการซื้อขายสะสมอยู่อย่างหนาแน่น (Volume Profile) ทำให้โซนราคานี้เปรียบเสมือนฐานต้นทุนสำคัญที่จะมีแรงซื้อเข้ามาพยุงราคาไว้อย่างมีนัยสำคัญ
สรุปการวางแผนการลงทุนโดยอ้างอิงจากระดับแนวรับ-แนวต้านทางเทคนิค จะช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างวินัยและบริหารจัดการความเสี่ยงท่ามกลางสภาวะตลาดทองคำที่ยังคงมีความผันผวนสูงได้เป็นอย่างดี
ค่าเงินบาทอ่อนค่า กลไกสำคัญที่หนุนผลตอบแทนทองคำไทยให้โดดเด่นกว่าตลาดโลก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำในประเทศสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมา คือ การอ่อนค่าของเงินบาท ราคาทองคำแท่งมาตรฐานในประเทศไทยคำนวณโดยการแปลงราคาทองคำในตลาดโลกซึ่งซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นสกุลเงินบาท
ดังนั้น เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่าลง (ใช้เงินบาทจำนวนมากขึ้นเพื่อแลก 1 ดอลลาร์สหรัฐ) จะส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศเมื่อคำนวณออกมาเป็นสกุลเงินบาทปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าราคาทองคำในตลาดโลกจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็ตาม ในทางกลับกันหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นก็จะกดดันให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวลดลง
คุณชานน ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาค่าเงินบาทได้เคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าลงอย่างชัดเจน ซึ่งปัจจัยนี้ได้กลายเป็นผลบวกโดยตรงต่อราคาทองคำแท่งในประเทศ การอ่อนค่าดังกล่าวส่วนหนึ่งอาจมาจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ รวมถึงการปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Fitch Ratings ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
การเปรียบเทียบผลตอบแทน : ทองคำไทยแซงหน้าตลาดโลก
ผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินบาทสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของราคาทองคำไทยกับราคาทองคำในตลาดโลกในเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยคุณชานนได้ให้ข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้
- ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) : ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ถึง 11%
- ราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ : ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 12%
จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ราคาทองคำแท่งในประเทศสามารถสร้างผลตอบแทนที่ สูงกว่า (outperform) ตลาดโลกได้ประมาณ 1-2% ซึ่งคุณชานนได้ยืนยันว่าส่วนต่างของผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลโดยตรงมาจากการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง
ดังนั้น สำหรับนักลงทุนไทย การวิเคราะห์แนวโน้มค่าเงินบาทจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการวิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำโลก เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อผลตอบแทนสุดท้ายของการลงทุนในทองคำ
กลยุทธ์ลงทุนและการจัดพอร์ตในภาวะผันผวน
จากการวิเคราะห์ของ คุณชานน ได้ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์แก่นักลงทุนทองคำ ทั้งในด้านของจังหวะการเข้าซื้อและการจัดสรรน้ำหนักการลงทุนในพอร์ตโฟลิโอไว้อย่างน่าสนใจ
กลยุทธ์การเข้าซื้อ : “ย่อซื้อ” เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพผลตอบแทน
คุณชานนเน้นย้ำถึงกลยุทธ์ “ย่อซื้อ” (Buy on Dips) ซึ่งเป็นแนวทางการลงทุนที่แนะนำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการไล่ราคา (Chasing the price) ในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง การเข้าซื้อในขณะที่ราคาทะยานขึ้นสูงนั้นมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับการปรับฐานหรือการย่อตัวของราคาในระยะสั้น
ในทางตรงกันข้าม กลยุทธ์ “ย่อซื้อ” คือ การรอจังหวะให้ราคาปรับฐานหรือย่อตัวลงมายังบริเวณแนวรับที่มีนัยสำคัญทางเทคนิค ซึ่งเป็นระดับราคาที่มีแนวโน้มว่าจะมีแรงซื้อเข้ามาพยุงราคาไว้ การเข้าซื้อ ณ จุดนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้นักลงทุนได้ต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่ยังช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) ได้อีกด้วย โดยคุณชานนได้ยกตัวอย่างระดับแนวรับสำคัญที่ 3,760 ดอลลาร์ เป็นจุดที่น่าพิจารณาในการรอเข้าซื้อสะสมรอบใหม่
การจัดสรรสินทรัพย์ในทองคำ (Gold Asset Allocation) ตามสภาวะตลาด
นอกจากการเลือกจังหวะเข้าซื้อที่เหมาะสมแล้ว การกำหนดสัดส่วนการลงทุนในทองคำให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยงในแต่ละช่วงเวลาก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยคุณชานนได้ให้แนวทางการจัดสรรน้ำหนักทองคำในพอร์ตการลงทุนไว้ 3 รูปแบบ ดังนี้
- สภาวะปกติ (Normal Conditions) : ในช่วงที่เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวลเป็นพิเศษ แนะนำให้มีทองคำในสัดส่วน 5% ถึง 10% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด การมีทองคำในระดับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการกระจายความเสี่ยง (Diversification) เนื่องจากราคาทองคำมักจะมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ในระดับต่ำ
- สภาวะที่มีความเสี่ยงสูง (High-Risk Conditions) : ในช่วงที่ตลาดเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง เช่น ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) หรือเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน คุณชานนแนะนำให้ เพิ่มน้ำหนัก การลงทุนในทองคำเป็น 12% ถึง 15% ของพอร์ต การเพิ่มสัดส่วนทองคำในช่วงนี้มีเป้าหมายเพื่อบริหารความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม ซึ่งตามสถิติในอดีตพบว่าพอร์ตการลงทุนที่มีสัดส่วนทองคำสูงขึ้นในช่วงวิกฤต จะให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยง (Risk-Adjusted Return) ที่ดีกว่า โดยวัดจากอัตราส่วน Sharpe Ratio ที่สูงขึ้น
- เมื่อความเสี่ยงคลี่คลาย (Risks Subside) : สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คือ เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติและความเสี่ยงต่าง ๆ ได้ลดน้อยลงแล้ว นักลงทุนควร ปรับสมดุลพอร์ต (Rebalancing) โดยการทยอยลดสัดส่วนการลงทุนในทองคำกลับมาสู่ระดับปกติที่ 5% ถึง 10% ตามเดิม การทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้พอร์ตการลงทุนมีการกระจุกตัวในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป และพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับวัฏจักรเศรษฐกิจรอบใหม่ต่อไป
สรุปแนวโน้มราคาทองคำไตรมาส 4 ปี 2025 เมื่อความไม่แน่นอน คือ ตัวแปรกำหนดทิศทางตลาด

เมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 ทิศทางของราคาทองคำจะถูกกำหนดโดยตัวแปรสำคัญที่มีความไม่แน่นอนสูง นั่นคือสถานการณ์ด้านการคลังของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Government Shutdown หรือการปิดหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการประกาศข้อมูลทางเศรษฐกิจ
การตัดสินใจเชิงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดการเงินโลก และมุมมองว่าประเด็น Government Shutdown จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่นักลงทุนในตลาดทองคำต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงที่เหลือของปี
ผลกระทบลูกโซ่ (Domino Effect) ของ Government Shutdown ต่อตลาดทองคำ
หากสภาคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณและนำไปสู่การปิดหน่วยงานรัฐบาลจริง คุณชานนชี้ว่าจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องที่สำคัญ 3 ประการด้วยกัน
- การเลื่อนประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ : ผลกระทบด่านแรกที่ชัดเจนที่สุด คือ การดำเนินงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการจัดเก็บและเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจจะหยุดชะงัก ซึ่งจะทำให้การประกาศตัวเลขที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินสภาวะเศรษฐกิจต้องล่าช้าออกไป โดยไม่จำกัดอยู่แค่ตัวเลขการจ้างงานรายเดือนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อที่สำคัญ เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งตลาดใช้เป็นเครื่องมือหลักในการคาดการณ์ทิศทางเงินเฟ้อ
- สร้างความยากลำบากต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) : เมื่อ Fed ขาดข้อมูลที่จำเป็นในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลด้านตลาดแรงงานและอัตราเงินเฟ้อซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักในภารกิจของ Fed (Dual Mandate) จะทำให้การตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง คุณชานนให้ความเห็นว่า ประธาน Fed อาจไม่กล้าตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินที่สำคัญ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย หากยังไม่เห็นข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
- กระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย : สภาวะที่ตลาดขาดข้อมูลชี้นำและนโยบายการเงินของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความไม่แน่นอนจะสร้างความผันผวนและความกังวลให้กับตลาดการเงินโดยรวม ในสถานการณ์เช่นนี้นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-off Sentiment) และหันเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เพื่อปกป้องมูลค่าของพอร์ตการลงทุน ซึ่งทองคำถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยที่เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของนักลงทุนทั่วโลก ดังนั้น สภาวะที่เกิดจาก Government Shutdown จึงถือเป็นปัจ-จัยบวกโดยตรงต่อแนวโน้มราคาทองคำ
โดยสรุป แนวโน้มราคาทองคำในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 จะมีความผันผวนสูงและขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการเจรจาด้านงบประมาณในสหรัฐฯ เป็นสำคัญ นักลงทุนจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนในทองคำได้อย่างทันท่วงที
ตารางสรุป ทองคำทะลุ 60,000 บาท! เจาะลึกทำไมราคาทองพุ่งและกลยุทธ์ลงทุนท้ายปี 2025
| หัวข้อ | รายละเอียด |
| ราคาทองคำปี 2025 | - ราคาทองรูปพรรณในไทยทะยานเหนือ 60,000 บาท
- ราคาปรับขึ้นเร็วและผันผวน วันหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงราคามากกว่า 10-20 ครั้ง
|
| ปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาทองคำ | - ตลาดทองคำไทยมีความผันผวนสูง
- ความเสี่ยง Government Shutdown ของสหรัฐฯ ที่นักลงทุนกังวล
- ทิศทางนโยบายการเงินและตลาดแรงงานสหรัฐฯ
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (รัสเซีย-ยูเครน, อิสราเอล-ฮามาส)
|
| Government Shutdown ส่งผลอย่างไร | - กดดันให้ราคาทองคำปรับขึ้นประมาณ 1-2% ก่อนเกิดเหตุ
- ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนและกระตุ้นการซื้อทองคำเป็น Safe Haven
- อาจทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญถูกเลื่อนประกาศ
|
| ตลาดแรงงานสหรัฐฯและ Fed | - ตัวเลข Nonfarm Payrolls เป็นตัวชี้วัดสำคัญ
- หากข้อมูลล่าช้า ทำให้ Fed ตัดสินใจยาก
- ราคาทองคำมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อตลาดหวั่นเกรงนโยบายการเงินผ่อนคลาย
|
| วิเคราะห์เทคนิคทองคำ | - ราคาทองคำในกรอบเวลาต่างๆ อยู่ในภาวะ Overbought
- แนวต้านสำคัญ: 3,836 ดอลลาร์, 3,865 ดอลลาร์
- แนวรับสำคัญ: 3,760 ดอลลาร์, 3,720 ดอลลาร์, ฐานแนวรับใหญ่ 3,340-3,400 ดอลลาร์
|
| ค่าเงินบาทและผลกระทบ | - ค่าเงินบาทอ่อนค่าหนุนราคาทองคำไทยให้สูงกว่าราคาทองคำโลก
- ราคาทองคำไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 12% ในขณะที่ทองคำตลาดโลกเพิ่ม 10-11%
|
| กลยุทธ์ลงทุนทองคำ | - กลยุทธ์ “ย่อซื้อ” เมื่อราคาปรับฐานที่แนวรับสำคัญลดความเสี่ยง
- จัดพอร์ตทองคำในสภาวะปกติ 5-10% ของพอร์ต
- เพิ่มเป็น 12-15% ในช่วงความเสี่ยงสูง เช่น วิกฤติหรือถดถอย
- ปรับสมดุลเมื่อตลาดคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ
|
| แนวโน้มทองคำไตรมาส 4/2025 | - ราคายังคงผันผวนตามสถานการณ์ Government Shutdown สหรัฐฯ
- นักลงทุนจับตามองนโยบาย Fed และข้อมูลเศรษฐกิจ
- ความกังวลด้านการคลังสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรหลักกำหนดทิศทางทองคำ
|
อ้างอิงจาก F1 Money Ep.235
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Community สังคมแห่งการลงทุน” เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเรา: efinancethaiconnect