สถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตลาดการเงินทั่วโลกในวันอังคารที่ 17 มิถุนายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ดำเนินมาเป็นวันที่ห้าติดต่อกัน ได้จุดชนวนความกังวลในหมู่นักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะบานปลายไปทั่วทั้งภูมิภาค
ตลาดโลกปั่นป่วน หุ้นร่วง น้ำมันพุ่ง เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุ

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คือ ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง ในขณะที่ราคาน้ำมันและทองคำดีดตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน ภาวะความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ ผลักดันให้นักลงทุนต่างพากันโยกย้ายเงินทุนไปยัง สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-Haven Assets) ตามธรรมเนียม เราจึงได้เห็นความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง ในขณะที่ราคาทองคำขยับขึ้น 0.3%
ในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลดลง 0.7% ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณสามสัปดาห์
หัวใจของความกังวลในครั้งนี้ คือ ความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งจะบานปลายไปทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันที่สำคัญของโลก แม้จะยังไม่มีรายงานการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบ แต่ข่าวการชนกันของเรือสองลำในอ่าวโอมานก็สร้างความผันผวนให้กับตลาดน้ำมันได้ในชั่วข้ามคืน
สถานการณ์ยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้น เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกคนอพยพออกจากกรุงเตหะราน และลดกำหนดการเยือนการประชุมสุดยอด G7 ในแคนาดาลง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเขาได้สั่งการให้สภาความมั่นคงแห่งชาติเตรียมความพร้อมในห้องสถานการณ์อีกด้วย นอกเหนือจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว สัปดาห์นี้ยังเป็นสัปดาห์ที่ธนาคารกลางหลักหลายแห่งมีกำหนดการตัดสินใจด้านนโยบายที่สำคัญ ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินมุมมองและทิศทางของตลาดหลังจากนี้ต่อไป
วิเคราะห์การตัดสินใจ BOJ และสิ่งที่ต้องจับตาจาก FED

ในสัปดาห์ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่การตัดสินใจของธนาคารกลางหลัก ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในฐานะผู้กำหนดนโยบายรายแรก ได้มีมติ คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 0.5% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจ คือ การประกาศว่าจะ ชะลอการลดขนาดการถือครองพันธบัตรรัฐบาล ลง เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความปั่นป่วนในตลาด การตัดสินใจนี้มีขึ้นหลังจากที่อุปสงค์ในการประมูลพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGBs) อ่อนแอลง ประกอบกับความกังวลด้านสถานะทางการคลังของประเทศ ซึ่งเคยส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนที่แล้ว
ผลลัพธ์จากการตัดสินใจของ BOJ ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง 0.1% มาอยู่ที่ 144.725 เยน ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้น 2.5 bps มาอยู่ที่ 1.475% ซึ่งสะท้อนว่าแนวโน้มของ BOJ จะให้การสนับสนุนพันธบัตรระยะสั้นน้อยลง คุณไซสุเกะ ซาไก นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Mizuho Research and Technologies กล่าวว่า "การชะลอการลดการซื้อพันธบัตรเป็นสิ่งที่ตลาดคาดหวัง และช่วยป้องกันไม่ให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวพุ่งสูงขึ้นเกินไป"
ในขณะเดียวกัน ทุกสายตาในตลาดการเงินกำลังจับจ้องไปที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ซึ่งคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เช่นกันในการประชุมวันพุธนี้ แต่ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ถ้อยแถลงของประธาน Fed เจอโรม พาวเวลล์ เกี่ยวกับทิศทางการลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ในขณะที่ผู้กำหนดนโยบายพยายามรับมือกับนโยบายภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์และผลกระทบในระดับโลก โดยขณะนี้นักลงทุนในตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยสองครั้งภายในสิ้นปีนี้
สถานการณ์ด้านการค้ายังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อกำหนดเส้นตายด้านภาษีของทรัมป์ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมใกล้เข้ามา การเจรจาภาษีระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ นอกรอบการประชุม G7 ยังไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่ข้อตกลงกับสหราชอาณาจักรก็ยังไม่สามารถแก้ไขประเด็นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมได้ และท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ ทองคำ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นแล้วถึง 30% ในปีนี้ ก็ได้ปรับตัวขึ้นอีก 0.1% ไปอยู่ที่ 3,385 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังคงแข็งแกร่ง
จากความผันผวนของโลกสู่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

จากภาพรวมสถานการณ์โลกที่เราได้วิเคราะห์ จะเห็นได้ว่าตลาดการเงินกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสองปัจจัยหลักที่เกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และ ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน จากธนาคารกลางหลักของโลกอย่าง FED และ BOJ สถานการณ์เช่นนี้สร้างความกังวลและส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึงเศรษฐกิจและตลาดทุนของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
1. แรงกดดันจากราคาน้ำมันและภาวะเงินเฟ้อ
ผลกระทบที่ชัดเจนและรวดเร็วที่สุดสำหรับประเทศไทย คือเรื่อง ราคาน้ำมัน ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ความขัดแย้งใดๆ ที่สั่นคลอนเสถียรภาพของตะวันออกกลางย่อมส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที ซึ่งจะแปรเปลี่ยนมาเป็นต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น, ราคาพลังงานในประเทศที่แพงขึ้น และท้ายที่สุดคือการผลักดันให้อัตรา เงินเฟ้อ ของไทยเร่งตัวสูงขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ
2. ความผันผวนของตลาดทุนและค่าเงินบาท
ภาวะ "ปิดรับความเสี่ยง" (Risk-Off Sentiment) ทั่วโลก ที่ผลักดันให้ นักลงทุน โยกย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปยัง สินทรัพย์ปลอดภัย อย่างทองคำและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อ ตลาดหุ้นไทย อย่างมีนัยสำคัญ เราอาจได้เห็นแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติและการปรับตัวลดลงของดัชนีตามทิศทางตลาดโลก
ในขณะเดียวกัน ค่าเงินบาท จะเผชิญกับแรงกดดันสองด้าน ด้านหนึ่งคือเงินทุนไหลออกที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่อีกด้านหนึ่งคือแนวโน้มการลดดอกเบี้ยในอนาคตของ FED อาจทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเช่นกัน ทำให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูงและคาดเดาทิศทางได้ยาก
3. ความท้าทายต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว
ความตึงเครียดทางการค้าโลกและแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากผลกระทบของราคาพลังงานและนโยบายการเงินที่ตึงตัว ย่อมส่งผลกระทบต่อภาค การส่งออก ของไทย ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ หากเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าหลักชะลอตัวลง อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังภาค การท่องเที่ยว ได้เช่นกัน
ดังนั้น สำหรับ นักลงทุน และผู้ประกอบการไทย เวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจด้าน นโยบายการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความเคลื่อนไหวของ ราคาน้ำมัน จะเป็นสองปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางลมของเศรษฐกิจโลกและส่งอิทธิพลโดยตรงมายังประเทศไทย การกระจายความเสี่ยงในการลงทุนและการเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนจึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในสภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้
ตารางสรุป ผลกระทบจากความขัดแย้งตะวันออกกลางต่อตลาดโลกและเศรษฐกิจไทย
ปัจจัยสำคัญ | ผลกระทบต่อตลาดโลก | ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย | หมายเหตุที่ควรจับตา |
ราคาน้ำมัน | ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันที | ต้นทุนพลังงาน-ค่าครองชีพสูงขึ้น, เงินเฟ้อเร่งตัว | ไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ, ราคาน้ำมันโลกผันผวน |
ตลาดหุ้น | หุ้นทั่วโลกร่วง, นักลงทุนโยกเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย | ตลาดหุ้นไทยอาจถูกเทขายตาม, ดัชนีผันผวน | นักลงทุนต่างชาติขายหุ้น, กระทบ SET |
ราคาทองคำ | ราคาทองคำขึ้น 0.3% (ปลอดภัย) | ทองคำในประเทศปรับขึ้น, เป็นทางเลือกลงทุน | ทองคำเพิ่มขึ้น 30% ในปีนี้ |
ค่าเงิน | ดอลลาร์อ่อนค่า, เยนแข็งค่าเล็กน้อย | เงินบาทผันผวนสูง, กดดันจากเงินทุนไหลออก | FED มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย, เงินบาทขึ้น-ลงเร็ว |
นโยบายการเงิน | BOJ คงดอกเบี้ย, FED คาดคงดอกเบี้ย | ติดตามผลต่อการลงทุน-ค่าเงิน | การตัดสินใจของ FED/BOJ มีผลต่อกระแสเงินทุน |
การส่งออก/ท่องเที่ยว | เศรษฐกิจโลกชะลอตัว, การค้าโลกตึงเครียด | ส่งออกไทยเสี่ยงชะลอ, ท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบ | ราคาพลังงาน-เศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัว |
อ้างอิงข้อมูลจาก reuters
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ "Community สังคมแห่งการลงทุน" เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเราที่ efinancethaiconnect : https://connect.efinancethai.com