การเปลี่ยนผ่านของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) หรือ GC จากธุรกิจปิโตรเคมีขั้นพื้นฐานไปสู่เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ หรือ Specialty Chemicals กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม หลังบริษัทใช้ allnex Holding GmbH บริษัทผู้ผลิตเรซินและสารเติมแต่งสำหรับสีและสารเคลือบอุตสาหกรรม ที่ทุ่มเงินซื้อกิจการเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 1.4 แสนล้านบาท เป็นแพลตฟอร์มหลักในการขยายธุรกิจ โดยมีเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีและฐานลูกค้าของ allnex มาเปลี่ยนโครงสร้างรายได้และกำไรของบริษัทในอนาคต
เพราะฉะนั้นท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก ภารกิจของ GC จึงกำลังขยับจากการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจเดิมไปสู่การสร้างธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ หรือ Specialty Chemicals ด้วยการเดินหน้าสร้างการเติบโตใหม่ ผ่านการปรับสมดุลพอร์ตธุรกิจ จากฐานธุรกิจปิโตรเคมีที่แข็งแกร่ง สู่การเพิ่มสัดส่วนธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษดังกล่าว ผ่าน allnex ผู้นำระดับโลกด้านสารเคลือบผิว (Coating Resins) และสารเติมแต่ง (Additives) ในภูมิภาคสำคัญ โดยเฉพาะ allnex China Hub, India Hub และ Southeast Asia Hub
ล่าสุด GC เปิดศักยภาพ allnex China Hub ในเมืองเจียซิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานการผลิตที่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์มากที่สุดในเครือข่าย allnex ทั่วโลก ขณะที่ประเทศจีนถือเป็นตลาดสารเคลือบผิวสำหรับอุตสาหกรรม (Industrial Coating Resins) ที่ใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นตลาดที่ allnex ดำเนินธุรกิจมาเกือบ 30 ปี โดย allnex China Hub เป็นฐานการผลิตที่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์มากที่สุดในเครือข่าย allnex ทั่วโลก
ปัจจุบันมีฐานการผลิต 6 แห่งในจีน ปริมาณการขายเติบโตจาก 98,000 ตันในปี 2562 เป็น 144,000 ตันในปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 8% โดยกว่า 90% เป็นการจำหน่ายให้ลูกค้าในประเทศจีน ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลากหลาย ตั้งแต่ยานยนต์ โลหะอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และกังหันลม
ตั้งเป้า EBITDA แตะ 30% ภายใน 4-5 ปี
นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ระบุว่า GC ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วน EBITDA รวม หรือ กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ของบริษัท จากธุรกิจ Allnex ภายใน 4-5 ปีข้างหน้าขึ้นไปแตะระดับ 30% ของ EBITDA จากปัจจุบันที่อยู่ระดับประมาณ 15%
“Allnex จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างการเติบโต วางกลยุทธ์ขยายฐานในตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะการตั้งฐานการผลิตและการลงทุนในลักษณะ Hub ทั้งในจีน อินเดีย และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะมีไทยเป็นฐานหลัก และแต่ละประเทศจะมีพอร์ตแตกต่างกัน จีนจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม ส่วนที่อินเดียโรงงานจะผลิตได้ปลายปีนี้ ซึ่งเป็นสินค้าโครงสร้างช่วยทดแทนการนำเข้า และจะเพิ่มปริมาณผลิตต่อเนื่องทำให้ได้วอลุ่ม และมาร์จิ้นสูงขึ้น” นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าว
ส่วนทิศทางกลุ่มผลิตภัณฑ์สารเคลือบผิวอุตสาหกรรมของ Allnex จะมุ่งเน้นนวัตกรรมขั้นสูงที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี High-End และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการใช้เทคโนโลยีการเคลือบขั้นสูง และให้มาร์จิ้นสูง รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมสารเคลือบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และขยายฐานลูกค้าระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง

เพิ่มสัดส่วน Specialty จาก 20% เป็น 30% ภายในปี 2573
เป้าหมายของ GC นอกจากเพิ่ม EBITDA ยังต้องการเพิ่มสัดส่วนพอร์ตธุรกิจจาก Commodity 80% – Specialties 20% ไปเป็น Commodity 70% และ Specialties 30% ภายในปี 2573 เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต และเพิ่มธุรกิจที่สร้างมูลค่าจากเทคโนโลยีมากขึ้น
ในขณะที่จีนกำลังเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาจากการเน้นปริมาณไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง คุณภาพ และความยั่งยืน อุตสาหกรรมอย่าง AI, Data Center พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้าล้วนต้องการวัสดุที่มีคุณสมบัติเฉพาะ เพราะฉนั้นการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเปิดตลาดให้ผลิตภัณฑ์ของ allnex ซึ่งมีบทบาทมากกว่าการทำให้พื้นผิวสวยงาม แต่ช่วยเพิ่มความทนทาน ประสิทธิภาพ และความเหมาะสมต่อการใช้งานของสินค้าอุตสาหกรรม
อีกทั้งตลาดจีนยังมีข้อได้เปรียบทั้งด้านขนาดอุตสาหกรรม ต้นทุน และความเร็วในการพัฒนา สำหรับ GC การมี allnex ซึ่งดำเนินธุรกิจในจีนมานาน และมีทีมงานท้องถิ่นที่เชี่ยวชาญ จึงช่วยให้บริษัทเข้าถึงตลาด และเรียนรู้ความต้องการของลูกค้าได้ใกล้ชิดกว่าการส่งสินค้าเข้าไปขายจากภายนอก
โดยเอเชียเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโตของกลุ่ม Specialties ซึ่งนอกจากจีน ก็ยังมีอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีไทยเป็นเสาหลัก โดยประเทศจีน เน้น High-Tech, นวัตกรรมสารเคลือบ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อินเดียจะดำเนินกลยุทธ์รูปแบบ Hub Model โดยรวมหลายเทคโนโลยีไว้ด้วยกันเพื่อสร้าง Scale และลดต้นทุนรวม ส่วนประเทศไทย ใช้ระยองเป็นศูนย์กลางดูแล และขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเชื่อมโยง R&D กับจีน
เดินหน้าพัฒนา Pinghu Hub เป็นฐานการผลิตใหญ่สุดของ allnex ทั่วโลก
ไอริส ถัง กรรมการผู้จัดการ allnex ประเทศจีน อธิบายภาพการดำเนินธุรกิจว่า จีนมีสัดส่วนประมาณ 45% ของตลาดสีและสารเคลือบอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยตลาดสีในประเทศ แบ่งเป็นสีทาอาคารราว 35% และสีอุตสาหกรรมราว 65% ซึ่งเป็นตลาดหลักที่ allnex เข้าไปแข่งขัน
allnex ดำเนินธุรกิจในจีนมาเกือบ 30 ปี มีโรงงาน 6 แห่ง พนักงานประมาณ 500 คน ฐานการผลิตตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำแยงซี 4 แห่ง และปากแม่น้ำจูเจียง 2 แห่ง ซึ่งนางไอริสระบุว่าเป็นพื้นที่ที่ครอบคลุมความต้องการเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษส่วนใหญ่ของจีน ล่าสุดบริษัทกำลังพัฒนา Pinghu Hub ในมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ allnex ทั่วโลก ส่วนเหตุผลของการขยายฐานในจีน ไม่ได้อยู่ที่ขนาดตลาดอย่างเดียว แต่ตลาดผู้ผลิตสีในจีนกระจายตัวสูง โดยกลุ่มผู้ประกอบการระดับโลกมีสัดส่วนเพียงประมาณ 16% ส่วนที่เหลือเป็นผู้ผลิตท้องถิ่นจำนวนมาก allnex จึงใช้แนวทาง In China for China ตั้งทีมวิจัย และฐานผลิตใกล้ลูกค้า เพื่อรับโจทย์ พัฒนาสูตร และนำผลิตภัณฑ์ไปใช้งานได้รวดเร็ว
ส่วนกลุ่มยานยนต์ allnex พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้ผลิตในจีน เช่น BYD, Geely และ Xiaomi โดยมีหนึ่งในเทคโนโลยีอย่าง Sag Control Agent (SCA) ซึ่งช่วยควบคุมไม่ให้สีไหลย้อย ทำให้ได้ฟิล์มสีที่หนา เรียบ และเงางาม เทคโนโลยีนี้เป็นส่วนที่ allnex มีแผนขยายการผลิตมายังโรงงานระยอง โดยคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องช่วงต้นปี 2028
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจ Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ ที่ allnex นำเทคโนโลยีเรซินมาต่อยอด และยังขยายการพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 21% ต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตามการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน โดยนำความเชี่ยวชาญด้านเรซินมาพัฒนาเป็นสารประสาน สารเติมแต่ง และสารช่วยกระจายตัว

จากมาบตาพุด สู่ฐาน Specialty Chemicals ของภูมิภาค
ขณะที่ในระยะยาว GC มีเป้าหมายใช้โครงสร้างพื้นฐาน และฐานการผลิตที่มาบตาพุด ซึ่งพัฒนามานานกว่า 30 ปี เป็นฐานสำหรับการเปลี่ยนผ่านจาก Commodity ไปสู่ Specialty Chemicals โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรต่างชาติ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างบุคลากรที่เข้าใจรูปแบบธุรกิจใหม่ ยุทธศาสตร์ในจีน อินเดีย และไทยจึงเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเดียว
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของภารกิจนี้จะไม่ได้วัดจากจำนวนโรงงานหรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ความเร็วในการตอบสนองลูกค้า อัตราการใช้กำลังการผลิต ผลตอบแทนจากเงินลงทุน และสัดส่วนกำไรที่มาจากธุรกิจมูลค่าเพิ่มสูง
สำหรับ GC การลงทุนใน allnex จึงไม่ใช่เพียงการซื้อกิจการเพื่อเพิ่มรายได้จากต่างประเทศ แต่คือการซื้อแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ตลาด บุคลากร และวิธีคิดแบบ Specialty Business เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านขององค์กร ท่ามกลางธุรกิจปิโตรเคมีที่การแข่งขันด้านปริมาณและต้นทุนรุนแรงขึ้น
ทั้งหมดนี้คือเป้าหมาย และเรือธงจากนี้ไปของ GC เพื่อกำหนดทิศทางของบริษัทในอนาคต โดยมี allnex ที่นำเทคโนโลยี ทีมวิจัย และเครือข่ายลูกค้ามาช่วยเปิดพอร์ต Specialty Chemicals โดยจีนเป็นทั้งตลาดหลัก และฐานพัฒนาผลิตภัณฑ์ อินเดียเป็นพื้นที่ขยายธุรกิจ ขณะที่ระยองเป็นจุดเริ่มต้นที่เทคโนโลยีของ allnex จะเข้ามาสร้างฐานการผลิตมูลค่าสูงในประเทศไทย
เพราะฉนั้นสำหรับ GC แล้วเป้าหมาย Specialty 30% จึงเป็นมากกว่าการปรับสัดส่วนพอร์ตธุรกิจ แต่เป็นบทพิสูจน์ว่าบริษัทจะเปลี่ยนความแข็งแกร่งด้านการผลิตขนาดใหญ่ ให้เชื่อมกับเทคโนโลยีและตลาดมูลค่าสูงได้สำเร็จหรือไม่ หาก allnex เติบโตในเอเชีย พร้อมกับถ่ายทอดองค์ความรู้กลับมาต่อยอดระยองและมาบตาพุด การลงทุนครั้งนี้จะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางธุรกิจ GC ในระยะยาว
