“ลอนดอนไม่ได้แค่กำลังส่งเสียงเรียก แต่กำลังจะสุก” ประโยคสั้นๆ ของอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ บนเวที London Climate Action Week สะท้อนความจริงที่ชาวยุโรปกำลังเผชิญอย่างชัดเจน เมื่อกรุงลอนดอนทำสถิติร้อนที่สุดของเดือนมิ.ย. ขณะที่หลายประเทศในยุโรปตะวันตกและยุโรปใต้เผชิญอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส จนต้องประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด
ภาพโรงเรียนปิดการเรียนการสอน รถไฟลดเที่ยวเดินรถ โรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยแน่นขนัด ประชาชนต้องหาทางรอดจากคลื่นความร้อนที่แผดเผาตามแหล่งน้ำใจกลางเมือง ไม่ใช่ภาพของอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “New normal” หรือความปกติใหม่ของทวีปเมืองหนาว อย่างยุโรป
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “คลื่นความร้อนจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่” แต่คือ “ยุโรปจะต้องจ่ายแพงแค่ไหนเพื่ออยู่รอดในโลกที่ร้อนขึ้น”
เมื่อจุดวิกฤตปะทุพร้อมกัน
นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศอธิบายว่า ยุโรปไม่ได้กำลังเข้าใกล้จุดวิกฤตเพียงจุดเดียว หากแต่กำลังข้ามเส้นแบ่งพร้อมกันหลายเส้น ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่ทำให้โรงเรียนต้องปิด ปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่สูงจนเกินกำลัง พื้นที่เกษตรที่แห้งแล้ง น้ำในแม่น้ำที่ร้อนเกินกว่าจะใช้หล่อเย็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือโรงพยาบาลที่ต้องรองรับผู้ป่วยโรคลมแดดจำนวนมาก
ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิของยุโรปเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.56 องศาเซลเซียสต่อรอบทศวรรษ หรือมากกว่าสองเท่าของค่าเฉลี่ยอุณหภูมิทั่วโลก ทำให้ยุโรปกลายเป็นทวีปที่ร้อนเร็วที่สุดในโลก
เมื่อสภาพอากาศพื้นฐานร้อนขึ้น รูปแบบสภาพอากาศที่เคยเกิดขึ้นเป็นปกติ เช่น ความกดอากาศสูง จึงพัฒนาไปเป็น “โดมความร้อน” (Heat Dome) ที่กักเก็บความร้อนมหาศาลไว้เหนือพื้นผิวเป็นเวลาหลายวัน ส่งผลให้กลางวันร้อนจัดและกลางคืนแทบไม่เย็นลง
นี่คือเหตุผลที่คลื่นความร้อนในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต เพราะแม้อุณหภูมิสูงสุดอาจใกล้เคียงกัน แต่ อุณหภูมิต่ำสุดในเวลากลางคืนกลับสูงกว่ามาก ทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนและฟื้นตัวได้ ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยเรื้อรัง
โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นสำหรับโลกในอดีต
แม้หลายประเทศในตะวันออกกลางหรือเอเชียจะเผชิญอุณหภูมิสูงกว่ายุโรปมาเป็นเวลานาน แต่ยุโรปกลับได้รับผลกระทบหนักกว่า เพราะสิ่งปลูกสร้างในเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อน บ้านเรือนจำนวนมากสร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อนเพื่อเก็บความอบอุ่นในฤดูหนาว ไม่ใช่ระบายความร้อนในฤดูร้อน
ข้อมูลของ Allianz บริษัทประกัน ระบุว่า อาคารในยุโรป 19% เท่านั้นที่มีเครื่องปรับอากาศ เทียบกับสหรัฐฯ ที่มีกว่า 90%
นอกจากนั้น เมืองใหญ่ของยุโรปยังเต็มไปด้วยอาคารหิน ถนนคอนกรีต ขณะที่พื้นที่สีเขียวนั้นมีจำกัด ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) ซึ่งทำให้อุณหภูมิในเมืองสูงกว่าพื้นที่โดยรอบหลายองศา
ประกอบกับประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันชาวยุโรป 1 ใน 5 มีอายุมากกว่า 65 ปี ความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนจึงยิ่งทวีความรุนแรง
ราคาของการปรับตัวสูงกว่าที่คิด
ผลกระทบจากคลื่นความร้อนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ด้านสาธารณสุข แต่กำลังกลายเป็นภาระใหญ่ทางเศรษฐกิจ
สำนักงานนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนประเมินว่า คลื่นความร้อนในปี 2022 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่อุณหภูมิแตะ 40 องศาเซลเซียส สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1,500 ล้านปอนด์
หากต้องปรับปรุงบ้านที่มีความเสี่ยงสูงจากคลื่นความร้อนราว 1 ล้านหลัง จะต้องใช้งบประมาณ 9,000-45,000 ล้านปอนด์
บริษัทผลิตไฟฟ้าของฝรั่งเศส Electricite de France SA (EDF) วางแผนลงทุนกว่า 8,700 ล้านยูโรภายในปี 2040 เพื่อปรับปรุงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และเขื่อนให้สามารถรับมือทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุรุนแรง รวมถึงติดตั้งระบบหล่อเย็นใหม่ หลังแม่น้ำหลายสายมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าจะใช้ระบายความร้อนให้เครื่องปฏิกรณ์ได้
ต้นทุนเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับตัว เพราะนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ยุโรปไม่ได้เพียงแค่จะต้องรับมือกับวันที่ร้อนกว่าเดิมเท่านั้น แต่ต้องออกแบบเมืองใหม่สำหรับค่ำคืนที่ร้อนกว่าเดิม แม่น้ำที่อุ่นขึ้น และดินที่แห้งกว่าเดิม
ความร้อนกำลังแผดเผาเศรษฐกิจ
Allianz ประเมินว่า หากคลื่นความร้อนทวีความรุนแรงต่อเนื่อง เศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ในยุโรปจะสูญเสียผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สะสม 5-7% ภายในปี 2030
ฝรั่งเศสอาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจมากถึง 240,000 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยอิตาลี 147,000 ล้านดอลลาร์ เยอรมนี 131,000 ล้านดอลลาร์ และสเปน 120,000 ล้านดอลลาร์
รวมแล้วเศรษฐกิจยุโรปอาจสูญเสียกว่า 638,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมันน์ไฮม์ (Mannheim University) ของเยอรมนี ยังพบว่าเฉพาะปีที่ผ่านมา เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วม สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจยุโรปถึง 43,000 ล้านยูโร หรือเกือบ 55,000 ล้านดอลลาร์
ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในภาคเกษตรหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังรวมถึงประสิทธิภาพการทำงานของแรงงาน
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า อุณหภูมิที่สูงกว่า 20 องศาเซลเซียส ทุก ๆ 1 องศา จะส่งผลให้ผลิตภาพแรงงานลดลงประมาณ 2-3% นั่นแปลว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความสูญเสียก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น เนื่องจากความเหนื่อยล้า การนอนหลับไม่เพียงพอ และภาวะเครียดจากความร้อน
นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การผลิตที่ชะลอตัว และการลงทุนของภาคธุรกิจที่ลดลง ยังเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ทางออกที่ยั่งยืนมากกว่าติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน
เพราะยิ่งใช้เครื่องปรับอากาศมาก ก็ยิ่งเพิ่มการใช้ไฟฟ้า เพิ่มภาระต่อระบบพลังงาน และหากไฟฟ้ายังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ก็ยิ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น
โจทย์สำคัญของยุโรปจึงกลายเป็นการออกแบบเมืองใหม่ ตั้งแต่การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การใช้วัสดุก่อสร้างที่สะท้อนความร้อน การปรับมาตรฐานอาคาร ไปจนถึงการวางผังเมืองที่ช่วยลดอุณหภูมิ
ขณะเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำก็จะยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะครัวเรือนที่มีรายได้สูงสามารถติดตั้งระบบทำความเย็นได้ ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยซึ่งอาศัยในอาคารเก่าหรือพื้นที่ที่มีต้นไม้น้อย จะกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
โลกใหม่ที่ยุโรปต้องปรับตัว
นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยเรดดิ้ง (University of Reading) สรุปสถานการณ์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า
“สังคมและโครงสร้างพื้นฐานของเราถูกสร้างขึ้นเพื่อสภาพภูมิอากาศในอดีต มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสภาพอากาศในปัจจุบัน และยิ่งไม่ใช่สำหรับสภาพอากาศในอนาคต”
ประโยคนี้อาจอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรปได้ดีที่สุด
เพราะคลื่นความร้อนในวันนี้ไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติชั่วคราว แต่กำลังเผยให้เห็นข้อจำกัดของเมือง ระบบเศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะที่ถูกออกแบบขึ้นสำหรับโลกเมื่อหลายสิบปีก่อน
หากยุโรปไม่เร่งลงทุนเพื่อปรับตัว ต้นทุนที่ต้องจ่ายในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงตัวเลขหลายแสนล้านดอลลาร์ แต่รวมถึงคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการใช้ชีวิตของผู้คนในทวีปที่กำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ที่มา Fortune, Bloomberg และ Time