ในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วย “ความยั่งยืน” การประเมินมูลค่าหุ้นหรือความแข็งแกร่งขององค์กรไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขในงบการเงินอีกต่อไป ปัจจุบันแนวทาง ESG (Environment, Social, Governance) ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญและมาตรฐานหลักที่ผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนทั่วโลกใช้ประเมินความเสี่ยงและโอกาสเติบโตระยะยาว ควบคู่ไปกับการดูข้อมูลงบการเงินแบบดั้งเดิม
ขณะที่ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ให้ความสำคัญเรื่องการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนหรือ ESG กันเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การมีตัวชี้วัดอย่าง ESG Score (คะแนนที่ใช้วัดระดับความยั่งยืนขององค์กรใน 3 ด้านหลักๆ ทั้งปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตัวชี้วัดนี้กำลังจะเป็นมาตรฐานการวัดผลด้านความยั่งยืนให้กับองค์กร และส่งผลให้ ESG Score หรือคะแนนความยั่งยืนกลายเป็นจุดดึงดูดสำคัญที่กำหนดว่าเงินทุนจะไหลเข้าหรือไหลออก
อย่างไรก็ตามวิธีการวัดผลการดำเนินงานด้าน ESG มีตัวชี้วัดหลากหลายประเภทที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและหน่วยงานวิเคราะห์ชั้นนำ เพื่อเป็นเกณฑ์ให้ผู้ลงทุนใช้พิจารณา แต่ก็ไม่ได้มีสูตรคิดคำนวณตายตัวที่เหมือนกันในทุกประเภท ซึ่งการวัดผลลัพธ์ด้าน ESG ที่ดีควรเปิดเผยได้เพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับผู้บริโภคและนักลงทุนในระยะยาว
ทั้งนี้ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” จะพาไปทำความรู้จักเกณฑ์การวัด ESG Score จากทั้ง 12 หน่วยงานชั้นนำทั้งระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งแต่ละสถาบันจัดอันดับต่างก็มีสูตรคำนวณและเกณฑ์การให้คะแนนที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนได้เข้าใจตรงกัน
เปิดโผเกณฑ์วัด ESG ของ 12 หน่วยงาน
1.ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI)
สำหรับดัชนี DJSI โดย S&P Global ใช้กระบวนการคัดเลือกองค์ประกอบที่โปร่งใสและมีกฎเกณฑ์รองรับ โดยอ้างอิงจากคะแนนความยั่งยืนรวม (Total Sustainability Scores) ของบริษัท ซึ่งเป็นผลมาจากการประเมินความยั่งยืนขององค์กรประจำปีโดย S&P Global (S&P Global Corporate Sustainability Assessment: CSA) อย่างไรก็ตามบริษัทที่ได้อยู่ในดัชนีฯ เฉพาะบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดในแต่ละอุตสาหกรรมเท่านั้นที่จะได้รับเลือกให้เข้าเป็นสมาชิก
ด้านเกณฑ์การจัดอันดับนั้น ต้องเป็นสมาชิกและได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประเมินความยั่งยืนขององค์กรประจำปี (CSA) ของ S&P Global เพื่อเข้าสู่ DJSI,บริษัทที่มีคะแนน S&P Global ESG Score น้อยกว่า 45% ของคะแนนของบริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดจะถูกตัดสิทธิ์ และองค์ประกอบของดัชนี DJSI จะถูกคัดเลือกมาจากกลุ่มบริษัทที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ (Eligible Universe)
2.FTSE Russell ESG Scores โดย ตลท.
โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ยกเลิกการประกาศผล SET ESG Ratings ในรูปแบบเรตติ้งเดิม (เช่น AAA, AA) ตั้งแต่ปี 68 เป็นต้นมา โดยเปลี่ยนผ่านไปสู่มาตรฐานสากล FTSE Russell ESG Scores โดยเริ่มประเมินและประกาศผลแบบเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 69 เป็นต้นไป
สำหรับความแตกต่างระหว่างเกณฑ์ SET ESG Ratings และ FTSE Russell ESG Scores มีดังนี้
SET ESG Ratings ประเมินความยั่งยืนของบริษัทด้วยข้อมูลที่บริษัทตอบแบบประเมิน ต่างจาก FTSE Russell ESG Scores ที่รวบรวมข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยสู่สาธารณะอยู่แล้ว
SET ESG Rating แบ่งธุรกิจออกเป็น 8 กลุ่มอุตสาหกรรมและ 28 หมวดธุรกิจ (ตามการจัดกลุ่มของตลาดหลักทรัพย์ฯ) ขณะที่ FTSE Russell ESG Scores ใช้มาตรฐาน Industry Classification Benchmark (ICB) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้จัดกลุ่มหุ้นกว่า 85,000 ตัวทั่วโลก โดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 11 กลุ่มอุตสาหกรรม 20 หมวดธุรกิจหลัก 45หมวดธุรกิจ และ 173 หมวดธุรกิจย่อย
SET ESG Ratings มีตัวชี้วัด 140-150 ตัวชี้วัด โดย 90% เป็นตัวชี้วัดทั่วไป และอีกประมาณ 10% เป็นตัวชี้วัดเฉพาะตามลักษณะของธุรกิจ ขณะที่ FTSE Russell ESG Scores มีตัวชี้วัดกว่า 300 ตัวชี้วัด โดย 56% เป็นตัวชี้วัดทั่วไป และอีก 44% เป็นตัวชี้วัดเฉพาะตามลักษณะของธุรกิจและประเทศที่ตั้ง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วแต่ละบริษัทจะได้รับการประเมินราว 125 ตัวชี้วัด
SET ESG Ratings ประเมินจากข้อมูลที่บริษัทรวบรวมและส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่างจากการประเมิน FTSE Russell ESG Scores ที่ทีมนักวิเคราะห์ของ FTSE Russell เข้าไปประเมินจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ
SET ESG Ratings ประกาศผลประเมินเป็น 4 ระดับเท่านั้น คือระดับ BBB, A, AA ไปจนถึง AAA เฉพาะบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ ส่วนผลประเมินของ FTSE Russell ESG Scores ประกาศเป็นระดับคะแนน 0.0 ถึง 5.0 ดังนั้นไม่ว่าบริษัทจะได้คะแนนสูงหรือไม่ ผลประเมินก็จะประกาศออกมาให้สาธารณชนรับรู้โดยทั่วกันตั้งแต่ปี 69 เป็นต้นไป
3.CG Score
CG Score เป็นเกณฑ์การวัดคะแนนโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai IOD) ซึ่งใช้วิธีการประเมินเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งด้านบรรษัทภิบาล (CG) ในการพัฒนาที่ยั่งยืน วัดผลเป็นประจำทุกปีโดย Thai IOD ภายใต้การสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มาจากมุมมองของบุคคลที่สาม (Third party) ไม่ใช่การประเมินผลการดำเนินงานของบริษัท
ด้านเกณฑ์การจัดอันดับและสัดส่วนน้ำหนัก โดยคะแนนแบ่งออกเป็น 6 ระดับ ดังนี้
5 คะแนน = ดีเลิศ (Excellent) [90-100]
4 คะแนน = ดีมาก (Very Good) [80-89]
3 คะแนน = ดี (Good) [70-79]
2 คะแนน = ดีพอใช้ (Fair) [60-69]
1 คะแนน = ผ่าน (Pass) [50-59]
ไม่ได้รับการจัดอันดับ (Not rated) สำหรับคะแนนที่ต่ำกว่า 50
สำหรับสัดส่วนการถ่วงน้ำหนักแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มดังนี้
1.สิทธิของผู้ถือหุ้น และ 2. การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน (น้ำหนักรวมกัน 25%)
2.บทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย (25%)
3.การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส (15%)
4.ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ (35%)
4.AGM Level
AGM Level เป็นเกณฑ์การวัดคะแนนโดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA) ซึ่งวัดระดับการนำสิทธิของผู้ถือหุ้นและการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกันมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญ 2 ใน 5 ส่วนของบรรษัทภิบาล (CG) ที่ต้องประเมินเป็นประจำทุกปี
โดยเกณฑ์การประเมินแบ่งเป็น 1.กระบวนการก่อนการประชุม AGM (45%): ประเมินการส่งเอกสารข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการลงคะแนนล่วงหน้า และการอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิลงคะแนน, 2. ณ วันประชุม AGM (45%): ประเมินความสะดวกในการเข้าร่วมประชุม, ความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบได้, และการเปิดโอกาสให้ซักถาม (Q&A) และ 3. หลังการประชุม AGM (10%): ประเมินรายงานการประชุม ซึ่งควรประกอบด้วยประเด็นที่มีการหารือ, มติที่ประชุม และผลการลงคะแนน
สำหรับเกณฑ์การจัดอันดับแบ่งเป็นดังนี้
5 คะแนน = ดีเลิศ (Excellent) [100]
4 คะแนน = ดีมาก (Very Good) [90-99]
3 คะแนน = ดีพอใช้ (Fair) [80-89]
ไม่ได้รับการจัดอันดับ (Not rated) สำหรับคะแนนที่ต่ำกว่า 79
5.Thai CAC
Thai CAC เป็นเกณฑ์การวัดคะแนนโดยแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ซึ่งมีองค์ประกอบหลักของแบบประเมิน (Checklist) ประกอบด้วยการประเมินความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน, การจัดวางระบบควบคุมที่สำคัญ, และการติดตามรวมถึงการพัฒนานโยบาย โดยการรับรอง (Certification) จะมีอายุ 3 ปี
ด้านกระบวนการขอรับรองนั้น บริษัทที่ตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกที่ได้รับการรับรองจาก CAC จะเริ่มจากการยื่นประกาศเจตนารมณ์ (Declaration of Intent) ซึ่งเป็นการเริ่มต้นกำหนดเวลา 18 เดือนในการยื่นแบบประเมิน CAC Checklist เพื่อขอรับรอง ซึ่งรวมถึงการประเมินความเสี่ยง, นโยบายและระบบควบคุมที่มีอยู่, การฝึกอบรมผู้จัดการและพนักงาน, การจัดตั้งช่องทางแจ้งเบาะแส (Whistleblowing channels) และการสื่อสารนโยบายไปยังผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด
ส่วนเกณฑ์การตัดสิน เอกสารจะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 ท่าน และแบบประเมินที่ผ่านเกณฑ์จะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการ CAC เพื่ออนุมัติให้การรับรอง โดยคณะกรรมการประกอบด้วยบุคคล 12 ท่านที่ได้รับความนับถืออย่างสูงในด้านความเป็นมืออาชีพและความสำเร็จในเชิงจริยธรรม
6.Morningstar Sustainalytics
Morningstar Sustainalytics คือหน่วยงานระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านการวิจัย การให้คะแนน และการวิเคราะห์ข้อมูลความยั่งยืนของบริษัทต่างๆ โดยใช้วิธีการประเมินคะแนนความเสี่ยงด้าน ESG ของ Sustainalytics (ESG risk rating) จะให้คะแนนภาพรวมของบริษัท โดยประเมินจากปริมาณความเสี่ยงด้าน ESG ของบริษัทที่ยังไม่ได้รับการจัดการ (Unmanaged risk)
ด้านแหล่งข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบ ได้แก่ สิ่งพิมพ์ของบริษัทและเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล, ข่าวและสื่ออื่นๆ, รายงาน/เว็บไซต์ของ NGO, ข้อมูลจากหลากหลายภาคส่วน, ข้อเสนอแนะจากบริษัท, ประเด็นข้อพิพาทด้าน ESG (ESG controversies), ข้อเสนอแนะของผู้ออกตราสารต่อร่างรายงาน ESG, รวมถึงการรีวิวคุณภาพและรีวิวจากกลุ่มบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน (Peer reviews)
ส่วนเกณฑ์การจัดอันดับคะแนนความเสี่ยง ESG ของบริษัท คือผลรวมของความเสี่ยงที่ยังไม่ได้รับการจัดการ ยิ่งมีความเสี่ยงที่ไม่ได้รับการจัดการมากเท่าใด คะแนนความเสี่ยง ESG ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น โดยแบ่งเป็นระดับดังนี้
ไม่รุนแรง (NEGL) 0 – 10
ต่ำ (Low) 10 – 20
ปานกลาง (Medium) 20 – 30
สูง (High) 30 – 40
รุนแรงมาก (Severe) 40+
7.ESG Book
ESG Book คือแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลกที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านความยั่งยืน โดยเป็นศูนย์รวมข้อมูลตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ของบริษัทต่างๆ เพื่อให้นักลงทุนและองค์กรใช้เป็นมาตรฐานในการตัดสินใจและประเมินผลการดำเนินงาน โดยวิธีการคำนวณจะคำนึงถึงหลักการของความมีนัยสำคัญทางการเงิน (Financial materiality) รวมถึงข้อมูลที่ช่วยอธิบายผลการดำเนินงานที่ปรับลดความเสี่ยงแล้ว (Risk-adjusted performance) ในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนเกณฑ์การจัดอันดับนั้น ความมีนัยสำคัญจะถูกนำมาใช้โดยการ “เพิ่มน้ำหนัก (Over-weighting)” ให้กับปัจจัยที่มีความสำคัญสูงกว่า และจะทำการปรับสมดุลน้ำหนักเหล่านี้ (Rebalancing) เป็นประจำทุกไตรมาสแบบต่อเนื่อง (Rolling quarterly basis) นอกจากนี้คะแนน ESG รวม คำนวณจากผลรวมแบบถ่วงน้ำหนักของคะแนนปัจจัยต่างๆ โดยใช้น้ำหนักที่อิงตามความมีนัยสำคัญ คะแนนจะถูกปรับเกณฑ์ให้อยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 โดยคะแนนที่สูงกว่าจะบ่งบอกถึงผลการดำเนินงานที่ดีกว่า
8.MSCI ESG Ratings
MSCI ESG Ratings เป็นเกณฑ์การวัดคะแนนโดย MSCI (Morgan Stanley Capital International) มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดผลการจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้าน ESG ที่มีความสำคัญทางการเงินของบริษัท
โดยใช้วิธีการตามกฎเกณฑ์เพื่อระบุผู้นำ (Leaders) และผู้ล้าหลัง (Laggards) ในอุตสาหกรรม โดยพิจารณาจากปริมาณความเสี่ยงด้าน ESG ที่บริษัทต้องเผชิญ และความสามารถในการจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน
ส่วนเกณฑ์การจัดอันดับแบ่งเป็นดังนี้
ผู้นำ (Leader) อันดับ (Rating) AAA ช่วงคะแนน 8.571 – 10.000
อันดับ (Rating) AA ช่วงคะแนน 7.143 – 8.570
ระดับเฉลี่ย (Average) อันดับ (Rating) A ช่วงคะแนน 5.714 – 7.142
อันดับ (Rating) BBB ช่วงคะแนน 4.286 – 5.713
อันดับ (Rating) BB ช่วงคะแนน 2.857 – 4.285
ผู้ล้าหลัง (Laggard) อันดับ (Rating) B ช่วงคะแนน 1.429 – 2.856
อันดับ (Rating) CCC ช่วงคะแนน 0.000 – 1.428
9.Moody’s ESG Solutions
Moody’s ESG Solutions เป็นเกณฑ์การวัดคะแนนโดย Moody’s ซึ่งประเมินระดับความตั้งใจของบริษัทในการนำวัตถุประสงค์ด้าน ESG เข้าไปพิจารณาในการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายเชิงกลยุทธ์ โดยใช้แนวคิดที่เชื่อว่าบริษัทที่บูรณาการปัจจัย ESG เข้าสู่โมเดลธุรกิจและมีผลงานที่โดดเด่นกว่าคู่แข่งจะมีความพร้อมมากกว่าในการบรรเทาความเสี่ยงและสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะกลางถึงระยะยาว
10.Refinitiv ESG Rating
Refinitiv ESG Rating เป็นเกณฑ์การวัดคะแนนโดย Refinitiv (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มตลาดลอนดอน หรือ LSEG) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการข้อมูลทางการเงินและการลงทุนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งออกแบบมาเพื่อวัดผลการดำเนินงานด้าน ESG, ความมุ่งมั่น และประสิทธิผลของบริษัทอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง ใน 10 หัวข้อหลัก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะและสามารถตรวจสอบได้
โดยเกณฑ์การจัดอันดับ แบ่งเป็นคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานด้าน ESG สัมพัทธ์ และระดับความไม่เพียงพอของการเปิดเผยข้อมูล ESG ที่สำคัญต่อสาธารณะ
การจัดเกรดคะแนนดังนี้
0 ถึง 25 = แย่ (Poor)
25 ถึง 50 = น่าพึงพอใจ (Satisfactory)
50 ถึง 75 = ดี (Good)
75 ถึง 100 = ดีเลิศ (Excellent)
11.S&P Global ESG Score
S&P Global ESG Score เป็นเกณฑ์การวัดคะแนนโดย S&P Global โดยเป็นคะแนนเปรียบเทียบ (Relative score) ที่ใช้วัดผลการดำเนินงานและการจัดการความเสี่ยง, โอกาส และผลกระทบด้าน ESG ของบริษัท
โดยเกณฑ์การจัดอันดับจะเปรียบเทียบกับคู่แข่งภายในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยคะแนนมีช่วงตั้งแต่ 0 ถึง 100
12.Bloomberg ESG Score และ Bloomberg ESG Disclosure Score
เกณฑ์การวัดคะแนนโดย Bloomberg จะแบ่งเกณฑ์การประเมินออกเป็น 2 รูปแบบคะแนน ได้แก่
1.Bloomberg ESG Score โดยวิธีการประเมินคะแนนของ Bloomberg จะประเมินผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) แบบรวมยอดของบริษัท โดยอ้างอิงจากมุมมองของ Bloomberg ในเรื่องความมีนัยสำคัญทางการเงินด้าน ESG (ESG financial materiality)
ทั้งนี้เกณฑ์การจัดอันดับคะแนนเป็นค่าเฉลี่ยทั่วไปแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted generalized mean หรือ Power mean) ของคะแนนในแต่ละเสาหลัก (Pillar Scores) โดยน้ำหนักจะถูกกำหนดตามการจัดอันดับความสำคัญของเสาหลักนั้นๆค่าคะแนนอยู่ระหว่าง 0 ถึง 10 (คะแนน 10 คือดีที่สุด)
2.Bloomberg ESG Disclosure Score (คะแนนการเปิดเผยข้อมูล) โดยวิธีการประเมินจะวัดปริมาณการเปิดเผยข้อมูล ESG ของบริษัทที่ใช้สำหรับคะแนน Bloomberg ESG score
ส่วนเกณฑ์การจัดอันดับจะมีคะแนนตั้งแต่ 0 (ไม่มีการเปิดเผยเลย) ไปจนถึง 100 (มีการเปิดเผยในทุกๆจุดของข้อมูล) ซึ่งเป็นการวัด”ปริมาณ”ข้อมูล ESG ที่รายงานต่อสาธารณะเท่านั้น ไม่ใช่การวัดผลการดำเนินงานของข้อมูลจุดใดจุดหนึ่ง
สรุปเกณฑ์ ESG ของ 12 หน่วยงาน
| หน่วยงาน / ดัชนี | วิธีการประเมินและแหล่งข้อมูล | เกณฑ์การให้คะแนน / การจัดอันดับ |
| DJSI | ประเมินความยั่งยืนประจำปี (CSA) คัดเลือกเฉพาะบริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละอุตสาหกรรม | ตัดสิทธิ์บริษัทที่ได้คะแนน S&P Global ESG Score น้อยกว่า 45% ของบริษัทที่ได้คะแนนสูงสุด |
| FTSE Russell ESG Scores | ประเมินจากข้อมูลสาธารณะ ใช้มาตรฐานสากล ICB จัดกลุ่มธุรกิจ (11 อุตสาหกรรม) มีตัวชี้วัดกว่า 300 ตัว | ประกาศผลเป็นระดับคะแนน 0.0 ถึง 5.0 |
| CG Score | ประเมินเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งด้านบรรษัทภิบาล (CG) ในการพัฒนาที่ยั่งยืน วัดผลเป็นประจำทุกปี | 5 คะแนน = ดีเลิศ (Excellent) [90-100]
4 คะแนน = ดีมาก (Very Good) [80-89]
3 คะแนน = ดี (Good) [70-79]
2 คะแนน = ดีพอใช้ (Fair) [60-69]
1 คะแนน = ผ่าน (Pass) [50-59]
ไม่ได้รับการจัดอันดับ (Not rated) สำหรับคะแนนที่ต่ำกว่า 50
|
| AGM Level | วัดระดับการนำสิทธิของผู้ถือหุ้นและการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกันมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ | 5 คะแนน = ดีเลิศ (Excellent) [100]
4 คะแนน = ดีมาก (Very Good) [90-99]
3 คะแนน = ดีพอใช้ (Fair) [80-89]
ไม่ได้รับการจัดอันดับ (Not rated) สำหรับคะแนนที่ต่ำกว่า 79
|
| Thai CAC | การประเมินความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน, การจัดวางระบบควบคุมที่สำคัญ, และการติดตามรวมถึงการพัฒนานโยบาย | เอกสารจะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 ท่าน และแบบประเมินที่ผ่านเกณฑ์จะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการ CAC เพื่ออนุมัติให้การรับรอง |
| Morningstar Sustainalytics | ประเมินจากความเสี่ยงด้าน ESG ที่ยังไม่ได้รับการจัดการ (Unmanaged risk) โดยใช้ข้อมูลองค์กร สื่อ และ NGO | 0-10: ไม่รุนแรง (NEGL)
10-20: ต่ำ
20-30: ปานกลาง
30-40: สูง
40+: รุนแรงมาก (Severe) |
| ESG Book | เน้นหลักความมีนัยสำคัญทางการเงิน (Financial materiality) ปรับสมดุลน้ำหนักทุกไตรมาส | คะแนนอยู่ในช่วง 0 ถึง 100 (คะแนนสูงแปลว่าผลงานดี) |
| MSCI ESG Ratings | วัดความสามารถในการจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้าน ESG เปรียบเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน | แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก:
• Leader: AAA, AA
• Average: A, BBB, BB
• Laggard: B, CCC |
| Moody’s ESG Solutions | ประเมินการนำปัจจัย ESG ไปบูรณาการเข้าสู่โมเดลธุรกิจและแผนเชิงกลยุทธ์ระยะยาว | เน้นความพร้อมในการบรรเทาความเสี่ยงและสร้างมูลค่าที่ยั่งยืน |
| Refinitiv ESG Rating (LSEG) | ประเมินผลงาน ความมุ่งมั่น และประสิทธิผลใน 10 หัวข้อหลัก จากข้อมูลสาธารณะ | คะแนน 0 ถึง 100:
• 0-25: แย่
• >25-50: น่าพึงพอใจ
• >50-75: ดี
• >75-100: ดีเลิศ |
| S&P Global ESG Score | เป็นคะแนนเปรียบเทียบ (Relative score) ภายในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน | คะแนนอยู่ในช่วง 0 ถึง 100 |
| Bloomberg ESG Score | ประเมินผลดำเนินงานรวม โดยอ้างอิงความมีนัยสำคัญทางการเงินด้าน ESG | ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ช่วงคะแนน 0 ถึง 10 (10 คือดีที่สุด) |
| Bloomberg ESG Disclosure Score | วัดปริมาณการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ | คะแนนตั้งแต่ 0 (ไม่เปิดเผยเลย) ถึง 100 (เปิดเผยครบทุกจุด) |
อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนและองค์กรธุรกิจต้องพึงระวังในการอ่านค่า ESG Score คือ ทิศทางของคะแนน เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีไม้บรรทัดคนละแบบ ส่วนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่มาตรฐานสากลในปัจจุบัน บ่งชี้ว่าหลังจากนี้บริษัทไทยจะไม่สามารถเขียนรายงานเพื่อเอาใจผู้ประเมินได้อีกต่อไป แต่ต้องลงมือทำจริง วัดผลได้จริง และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้สอดรับกับเกณฑ์ระดับโลกและรักษาเสน่ห์ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอย่างยั่งยืนต่อไป