เมื่อ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ แค่ทางเลือก แต่ คือ เกณฑ์สำคัญในการทำธุรกิจยุคนี้ โดยในรอบปีที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ได้เปิดเผยรายงานความยั่งยืน พร้อมอัปเดตตัวเลขเม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเพื่อสนับสนุนธุรกิจสีเขียว และ การลดคาร์บอน(Net Zero)
“สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ได้นำพอร์ตและเป้าหมายสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (ESG) สำหรับธุรกิจสีเขียวของธนาคารขนาดใหญ่มาเทียบให้เห็นชัดๆ ว่า แบงก์ไหนรุกหนักที่สุดในสมรภูมินี้
KBANK กับความท้าทาย 5 แสนลบ.อย่างยั่งยืน
เริ่มที่ ธนาคารที่เป็นผู้นำกระแสความยั่งยืนรายแรกๆ ของไทยอย่าง ธนาคารกสิกรไทย(KBANK) ได้มีการปรับการดำเนินงานจากที่เคยเน้นจัดการแบบแยกแกนสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล หรือ ESG-based Strategy ไปสู่ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนบนแนวทางใหม่ที่เน้นการจัดการประเด็นสำคัญแบบองค์รวม เชื่อมโยงมุมมองในทุกมิติที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดความมุ่งหมายสำคัญเป็นแกนกลางของการทำงานแบบ Issue-based Strategy ในการขับเคลื่อนพันธกิจขององค์กร
ภายใต้แนวคิด Issue-based Strategy ที่เน้นการจัดการประเด็นสำคัญแบบองค์รวม โดยเชื่อมโยงทุกมิติทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล เข้าไว้ด้วยกัน มีการกำหนดความมุ่งหมายหลัก 3 สำคัญ
1.การเป็นธนาคารที่ทุกคนเชื่อมั่น (Be a Most Trusted Bank) โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นธนาคารที่ทุกคนเชื่อถือ พร้อมเคียงข้างผู้มีส่วนได้เสียในการก้าวผ่านความท้าทาย เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการบริการลูกค้า การกำกับดูแลกิจการ และ การยึดมั่นในหลักจริยธรรม
2.การเสริมความยืดหยุ่นพร้อมก้าวสู่อนาคตร่วมกัน (Reinforce Future-Ready Resilience) เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้องค์กร และ ผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมรับมือกับทุกความไม่แน่นอน และ ร่วมก้าวสู่โอกาสการเติบโตใหม่ๆ ในอนาคต ผ่านการบริหารความเสี่ยง การสร้างนวัตกรรม และ การพัฒนาขีดความสามารถ
3.การสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและทั่วถึง (Enable Inclusive Growth) ด้วยการส่งมอบพลังให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าถึงศักยภาพสูงสุดผ่านผลิตภัณฑ์ และ บริการทางการเงินที่ครอบคลุมและทั่วถึง ผ่านการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การให้ความรู้ และ การสร้างความเสมอภาคทางการเงิน
ที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทยประกาศเจตนารมณ์สู่ Net Zero มาตั้งแต่ปี 2564 และ ตั้งเป้าหมายสู่การเป็น “The Most Comprehensive Climate Solution Provider หรือ ผู้ให้บริการโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมที่สุด” ก้าวไปสู่การเป็นธนาคารที่ “เหนือกว่าการให้การสนับสนุนทางการเงิน” เพื่อช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่จำเป็นให้กับลูกค้า
ซึ่งการขับเคลื่อนพันธกิจสู่ Net Zero สร้างผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของการดำเนินงานภายใน ธนาคารสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 17.02% ในปี 2567 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 จากการดำเนินโครงการต่างๆ เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟครบทุกอาคารหลัก และสาขา 161 แห่ง รวมถึงการใช้รถยนต์ไฟฟ้าแล้วกว่า 354 คัน จนได้รับการรับรองว่าเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอนต่อเนื่องถึง 8 ปี
นอกจากนี้ ยังผลักดันให้พอร์ตโฟลิโอของธนาคารบรรลุเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยได้วางแผนกลยุทธ์รายอุตสาหกรรม (Sector Decarbonization Strategy) ใน 6 กลุ่มหลัก เช่น โรงไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซีเมนต์ และ ยานยนต์ โดยแสดงผลลัพธ์ชัดเจนว่าพอร์ตโฟลิโออุตสาหกรรมโรงไฟฟ้ามีระดับความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Intensity per GWh) ลดลง 26% ในปี 2567 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563
นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ตอกย้ำว่า ธนาคารได้เร่งสนับสนุนลูกค้าให้เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ด้วยการสนับสนุนทั้งด้านการเงิน ความรู้ และ เทคโนโลยี โดยมีการปรับเพิ่มเป้าหมายสินเชื่อ และ เงินลงทุนเพื่อความยั่งยืนจาก 2 แสนล้านบาท เป็น 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันมียอดสะสมของสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนแล้วกว่า 173,231 ล้านบาท และ สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 2.74 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยประกอบด้วยสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 39,000 คัน สินเชื่อเพื่ออาคารสีเขียวมากกว่า 1 ล้านตารางเมตร และ สินเชื่อสำหรับโครงการทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืนกว่า 500 โครงการ
“กรุงศรี” รุกขยายพอร์ต ผ่าน 3 อุตสาหกรรมอนาคต
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY) เดินหน้าเต็มสูบภายใต้กลยุทธ์ “ONE Krungsri ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยธนาคารได้ประกาศเพิ่มเป้าหมายการสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืนเป็น 350,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 จากเดิม 250,000 ล้านบาท เนื่องจากความต้องการสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน(Transition Financing) พุ่งสูงขึ้นอย่าง
โดยธนาคารมุ่งเน้นการจัดสรรเม็ดเงินกู้และเครื่องมือทางการเงินป้อนสู่ 3 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ประกอบด้วย
1.Data Center สนับสนุนเงินกู้ยืมรวมกว่า 20,000 ล้านบาท แก่แพลตฟอร์มต่างชาติที่เข้ามาตั้งศูนย์ข้อมูลในไทย รวมถึงการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียน INETREIT
2.การแพทย์และสุขภาพ ปล่อยสินเชื่อยั่งยืนให้แก่โรงพยาบาล Arthit International Hospital มูลค่า 3,500 ล้านบาท (ดีลการแพทย์ยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน) และ โรงพยาบาลในเครือปิยะเวท (พรานนก) มูลค่า 3,200 ล้านบาท
3.พลังงานสะอาด ร่วมออกหุ้นกู้ Green Debentures ให้ RATCH Group 8,500 ล้านบาท และ สนับสนุนสินเชื่อ-หุ้นกู้ให้ BEM ด้านระบบรถไฟฟ้าอีก 11,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ การดำเนินการในระยะต่อไปธนาคารเห็นโอกาสการขยายสินเชื่อด้านความยั่งยืนจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งเมื่อสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทยจะเป็นที่สนใจของนักลงทุน ทั้งด้านพลังงานสะอาด , AI และ Data Center รวมถึงซัพพลายเชนต่าง ๆ ประกอบกับ นโยบายของภาครัฐเรื่องการส่งเสริมใช้รถไฟฟ้า (EV) แผนปรับโครงสร้างพลังงาน และ การดึงการลงทุนจากต่างประเทศ จะเป็นโอกาสให้เกิดโครงการการลงทุนใหม่ๆ และ สร้างช่องทางให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น
SCB มาแรง สินเชื่อสีเขียวแรงทะลุเป้า
ธนาคารไทยพาณิชย์(SCB) สร้างผลงานโดดเด่นในฝั่งการเงินยั่งยืน ดำเนินการสนับสนุนการเงินสีเขียวได้อย่างรวดเร็วจนยอดสะสมพุ่งทะลุแผนงานระยะสั้น สะท้อนได้จากตัวเลขเป้าหมายระยะแรก 150,000 ล้านบาทภายในปี 2568 แต่ทำได้ 180,000 ล้านบาท จนปัจจุบันปรับขึ้นเป็นเป้าหมายสะสม 500,000-550,000 ล้านบาท ภายในปี 2573
โดย แผนยุทธศาสตร์ ESG ของกลุ่ม SCB ในปี 2569 มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติและวัดผลได้จริง โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก
1.การเงินยั่งยืน (Sustainable Finance) ตั้งเป้าสนับสนุนสินเชื่อและการเงินสีเขียว (Green Finance) เพื่อช่วยเหลือลูกค้าองค์กรและ SME (เช่น โครงการ “เริ่ม เพื่อ รอด”) รวมถึงออกแคมเปญกระตุ้นสินเชื่อรายย่อย (SCB Green Loan) เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำการ
2.ลงทุนที่ยั่งยืน (ESG Investment) นำปัจจัย ESG เข้ามาคัดกรองหลักทรัพย์อย่างเข้มข้น พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทุนลดหย่อนภาษีรูปแบบใหม่ Thai ESGX ซึ่งเปิดโอกาสให้สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิมได้ โดยมีเงื่อนไขวงเงินลดหย่อนสูงสุด 300,000 บาท (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) และ ต้องถือครอง 5 ปี (นับแบบวันชนวัน)
3.สิ่งแวดล้อมเพื่ออนาคต (Environment) ดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ทั้งจากการดำเนินงานของธนาคารเอง (ภายในปี 2573) และ ในพอร์ตสินเชื่อ/การลงทุน (ภายในปี 2593)
นอกจากนี้ ยังมีแผนระยะยาวที่ชัดเจนที่สุดในการเปลี่ยนผ่านพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดของธนาคารมูลค่า 2.3 ล้านล้านบาท ไปสู่พอร์ตสีเขียว (Net Zero พอร์ตสินเชื่อ) ภายในปี 2593
BBL เน้นรายโครงการ-ปรับพอร์ตลูกค้าองค์กรใหญ่
อีกหนึ่งธนาคารใหญ่ เบอร์ต้นของไทยอย่าง ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กับแผนการดำเนินงานด้าน ESG ในปี 2569 มุ่งเน้นการสนับสนุนลูกค้าปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ(Business Model) สู่ความยั่งยืน และ การขยายผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ประกอบด้วย 3 มิติหลัก
1.มิติสิ่งแวดล้อม (Environmental)
-เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งธนาคารให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) โดยมีการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรอย่างต่อเนื่อง
-การประเมินความเสี่ยง พัฒนาเครื่องมือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเสี่ยงทางกายภาพจากภาวะโลกร้อน (Physical Risk) รวมถึงช่วยลูกค้าประเมิน และ ปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2.มิติสังคม (Social)
-สนับสนุนการศึกษาและชุมชน ต่อยอดเจตนารมณ์ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคม e-Donation การสนับสนุนทุนการศึกษา และ การพัฒนาทักษะทางการเงินและการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ
-ยกระดับความปลอดภัย ขยายเครือข่ายป้องกันภัยอาชญากรรมทางออนไลน์ ร่วมมือกับศูนย์ ACSC ในการเตือนภัยและให้ความรู้ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ
3.มิติธรรมาภิบาล (Governance)
-การจัดการความเสี่ยงและกำกับดูแล ดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส และ ตรวจสอบได้ รวมถึงการมีคณะกรรมการที่กำกับดูแลนโยบายด้านความยั่งยืนอย่างเข้มงวด
-ความยั่งยืนในห่วงโซ่คุณค่า ให้ความสำคัญกับการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล และ การปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาธนาคารได้จัดเตรียมวงเงินสินเชื่อเฉพาะกลุ่ม (Dedicated Credit Line) เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ไปสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีระยะเวลาโครงการครอบคลุมถึงปี 2569 โดยแบ่งออกเป็น 3 เม็ดเงินหลัก
-วงเงิน 10,000 ล้านบาท สินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Bualuang Green Loan for Environmental Transition) มุ่งเน้นช่วยกลุ่มเอสเอ็มอี (SME) ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวรองรับเกณฑ์ทางการค้าโลก ระยะเวลากู้ยืมสูงสุด 8 ปี โดยโครงการนี้มีกำหนดสิ้นสุดเขตรับคำขอภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569
-วงเงิน 30,000 ล้านบาท วงเงินเตรียมความพร้อมเพื่ออัดฉีดสินเชื่อสีเขียวแก่กลุ่มลูกค้าธุรกิจตามกรอบมาตรฐานแนวทางจำแนกกิจกรรมสีเขียว (Thailand Taxonomy) รองรับ 4 แกนธุรกิจหลัก ได้แก่ ภาคพลังงาน/การขนส่ง , ภาคอุตสาหกรรมการผลิต , ภาคอสังหาริมทรัพย์ และ ภาคการจัดการของเสีย
-วงเงิน 20,000 ล้านบาท สินเชื่อบัวหลวงเพื่อการปรับตัวธุรกิจ (Bualuang Transformation Loan) อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5% ต่อปี เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้นำไปปรับปรุงกระบวนการทำงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและ นำนวัตกรรมพลังงานสะอาดเข้ามาทดแทนในองค์กร
KTB พร้อมยกระดับสินเชื่อสีเขียวในหน่วยงานรัฐ – SME
ธนาคารกรุงไทย(KTB) ขวัญใจภาครัฐ ยังมุ่งขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ยุทธศาสตร์ Corporate Value Creation โดยชูแผน ESG เป็นเสาหลักในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งตอกย้ำด้วยการติดทำเนียบระดับสากล ซึ่งมีรายละเอียดแผนงานหลัก ดังนี้
1.ด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการเงินยั่งยืน (ESG Financial Solutions)
ESG-Linked FX Hedging ต่อยอดโครงการร่วมกับองค์กรชั้นนำ (เช่น ไออาร์พีซี และ ไทยออยล์) โดยใช้ข้อมูลความสำเร็จด้าน ESG มาปรับใช้เป็นเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ในการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
Green Deposits & Green Financing เดินหน้าผลิตภัณฑ์เงินฝากสีเขียว (Green Deposits) และสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่ปรับตัวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2.ด้านเป้าหมายสิ่งแวดล้อม (Environmental Target)
มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร (Operational Net Zero) ภายในปี 2573 และ จากการสนับสนุนทางการเงิน (Financed Emissions) สู่ Net Zero ภายในปี 2593 โดยเริ่มจากแผนการปรับตัว (Transition Plan) ในภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าเป็นกลุ่มแรก
3.ด้านสังคมและการยกระดับความรู้ทางการเงิน (Social & Financial Literacy)
โครงการกรุงไทยรักชุมชน (Go Local, Grow Local) ขยายผลการพัฒนาชุมชนแบบหลายมิติ สร้างงาน สร้างอาชีพ
สนับสนุนความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) แก่ประชาชน เพื่อลดปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน
ในขณะที่กรอบการระดมทุนและการเงินเพื่อความยั่งยืน (Green Financing Framework) ธนาคารจะกระจายสินเชื่อผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์หลักตามกรอบมาตรฐานสากล (Green Loan Principles: GLP) เช่น
-สินเชื่อกรุงไทยเพื่อความยั่งยืน (ESG) สำหรับ SME สนับสนุนเงินทุนให้กับธุรกิจนิติบุคคลที่มียอดขายมากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี วงเงินสูงสุด 100% ของมูลค่าการลงทุน ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี เพื่อนำไปติดตั้ง Solar Rooftop ระบบประหยัดพลังงาน หรือ การจัดการของเสีย (Zero Waste)
-Sustainability-Linked Loans (SLLs) สินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืนสำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยจะปรับลดลงตามความสำเร็จของตัวชี้วัดด้าน ESG (KPIs) ที่ตกลงร่วมกัน
-สินเชื่อที่อยู่อาศัยรักษ์โลก (Home for Cash ESG) ผลิตภัณฑ์สำหรับรายย่อย วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นปีแรก 1.99% เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนกู้เงินไปซื้ออุปกรณ์ลดมลภาวะ หรือ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในที่อยู่อาศัย
TTB ขับเคลื่อนโมเดล B+ESG สู่การเงินสีเขียว
ธนาคารทหารไทยธนชาต(TTB) มากับแผนยุทธศาสตร์ทางด้าน ESG ปี 2569 ขับเคลื่อนภายใต้กรอบ B+ESG ควบคู่ไปกับแนวคิดหลัก “Empower Your REAL Change” (ยกระดับ 3+) โดยธนาคารปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ให้สินเชื่อมาเป็น “Enabler” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ซึ่งมีแกนยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ ดังนี้
1.Business Sustainability (การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน)
-เติบโตอย่างมีคุณภาพ (Quality Growth) เน้นกลยุทธ์โตช้าแต่มั่นคง เพื่อคัดกรองเฉพาะลูกหนี้คุณภาพสูง ลดความเสี่ยงหนี้เสียท่ามกลางสภาวะหนี้ครัวเรือนเปราะบาง
-ระบบนิเวศน์ทางธุรกิจ (6 Ecosystems) ขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านกลุ่มอุตสาหกรรมที่เชี่ยวชาญ เช่น การเปิดตัวธุรกิจย่อยเพื่อเข้าสู่ตลาดสินเชื่อรถจักรยานยนต์อย่างรับผิดชอบ และ การสร้าง Wealth Ecosystem เพื่อส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมั่นคงระยะยาว
2.Environmental(มิติด้านสิ่งแวดล้อม)
-สินเชื่อเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน เดินหน้าสนับสนุนเครื่องมือทางการเงินสีเขียว ทั้งสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Loan) และ สินเชื่อเพื่อความยั่งยืนทางทะเล (Blue Loan)
-การปรับตัวแบบยืดหยุ่น มุ่งเน้นการสนับสนุน SME และ รายย่อยในการปรับตัวลดพลังงาน เช่น การให้สินเชื่อสำหรับปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ประหยัดไฟ หรือ เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยตรง
3.Social(มิติด้านสังคม – การเงินที่เป็นธรรม)
-ยกระดับการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างเป็นธรรม นำกลไก Risk-based Pricing มาคำนวณ และ ลดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับพฤติกรรมความเสี่ยง เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีวินัยทางการเงินดีให้มีภาระน้อยลง พร้อมเดินหน้าแนวทางรวบหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยภาคครัวเรือน
-Humanized Digital Banking นำ Data และ เทคโนโลยี AI มายกระดับประสบการณ์บนแอปพลิเคชันให้สามารถแจ้งเตือน แนะนำ และป้องกันภัยไซเบอร์ทางเงินแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น
4.Governance(มิติด้านบรรษัทภิบาล)
-การันตีธนาคารเพื่อความยั่งยืน การดำเนินงานตามแนวทางนี้ส่งผลให้ TTB ได้รับคัดเลือกเข้าสู่ทำเนียบ S&P Global Sustainability Yearbook 2569 (ติดกลุ่มระดับ Top 10% ของโลกในกลุ่มธนาคาร) และ รักษาแชมป์อันดับ 1 ด้านการเงินที่เป็นธรรม (Fair Finance Thailand) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7
-ยกระดับโครงสร้างบอร์ด มีการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มความโปร่งใส คุมเข้มจริยธรรมธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น และ ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
| ธนาคาร | เป้าหมายใหม่ | เป้าหมายเดิม | ระยะเวลาเป้าหมาย |
| | (ลบ.) | (ลบ.) | (ปี) |
| SCB | 500,000 – 550,000 | **180,000 | *2566-2573 |
| KBANK | 400,000 – 500,000 | 200,000 | 2573 |
| BAY | 350,000 | 250,000 | 2573 |
ที่มาข้อมูล : รายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) และ เอกสารแถลงข่าวของแต่ละธนาคาร
*กรอบเวลาที่ธนาคารตั้งไว้
** เป้าหมายเดิม 150,000 ล้านบาท ล่าสุดทำได้เร็วกว่าเป้าหมาย
นักลงทุนควรนำข้อมูลด้าน ESG มาพิจารณา ในการลงทุนอย่างไร
สำหรับนักลงทุนปัจจุบัน การนำข้อมูล ESG มาพิจารณาเพื่อประกอบการลงทุนในหลักทรัพย์ ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเรื่องของ ESG ไม่ใช่แค่เทรนด์โลกสวย แต่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงและรากฐานใหม่ของการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว เนื่องจากบริษัทที่มี ESG เด่น จะได้เปรียบด้านต้นทุนเงินทุนที่ต่ำกว่า ชนะใจผู้บริโภคยุคใหม่ และเติบโตตามกฎระเบียบโลกที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงโอกาสที่จะได้รับความสนใจจากกองทุนหรือนักลงทุนสถาบันตามกติโลกใหม่นั่นเอง
อย่างข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังชี้ว่า ปัจจุบันกระแสเงินทุนทั่วโลกกว่า 90% มุ่งหน้าสู่ธุรกิจยั่งยืนที่สร้างรายได้หลักจากนวัตกรรมพลังงานสะอาดและกิจกรรมที่ตอบโจทย์เป้าหมายโลก (SDGs) ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีความได้เปรียบทางการแข่งขันสูง สามารถชนะใจผู้บริโภคยุคใหม่ที่พร้อมสนับสนุนแบรนด์รักษ์โลกถึง 88% อีกทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว และมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ๆ อย่างตลาดตราสารหนี้สีเขียว (Green Bonds) ที่มีมูลค่าเติบโตเกินล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว ทำให้บริษัทที่มีคะแนน ESG สูง มีต้นทุนเงินทุนที่ต่ำกว่าและสามารถสร้างผลตอบแทนที่เติบโตได้อย่างโดดเด่น
ในมิติของการบริหารความเสี่ยง ESG คือเกราะคุ้มกันภัยที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับพอร์ตการลงทุน ท่ามกลางยุคที่กฎระเบียบและนโยบายโลกเข้มงวดขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่น มาตรฐานรายงานความยั่งยืน CSRD และ ISSB บริษัทที่มีระบบธรรมาภิบาลและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ด้านการดำเนินงาน และด้านชื่อเสียงได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การเลือกธุรกิจที่ใส่ใจ ESG ยังเป็นการปกป้องเงินทุนจากความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศหรือความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดและเติบโตต่อได้ในทุกสภาวะวิกฤต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนในอนาคต
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย เตรียมจัดงาน “CAPITAL WITH PURPOSE 2026” งานสัมมนาด้าน ESG สำหรับผู้บริหารองค์กร ที่จะเจาะลึกประเด็น Green Finance เทรนด์การเงินเพื่อความยั่งยืน และโอกาสการเข้าถึงทุนในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยงานจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 มิ.ย. 2569 ณ True Digital Park ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่
https://www.efin.finance/events/esg/esg2026