โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันชูเป็นนโยบายเรือธงและความหวังครั้งสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ กำลังเผชิญสถานการณ์สั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่อต้องหยุดชะงักลงท่ามกลางความสับสนและคำถามจากสังคม การสะดุดของโครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างความผิดหวังและบั่นทอนศรัทธาของประชาชนผู้รอคอยอย่างรุนแรง แต่ยังจุดชนวนให้เกิดการวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่กว้างไกล ทั้งต่อความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพของรัฐบาล ไปจนถึงทิศทางอนาคตของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญมรสุมรอบด้าน บทความนี้ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย จะประมวลภาพเหตุการณ์ เสียงสะท้อนจากผู้เกี่ยวข้อง พร้อมบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ และแนวโน้มความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยต้องเผชิญจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้
แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท สะดุด ความหวังประชาชนที่เลือนลาง

จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า : แม้นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร จะชี้แจงว่า ความล่าช้าของโครงการเงินดิจิทัลนี้มีสาเหตุหลักมาจากอุปสรรคด้านมาตรการภาษีที่สูงชันซึ่งเสนอโดยสหรัฐอเมริกา ทว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กลับมองว่า การชะงักงันของโครงการเรือธงของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งมีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วเป็นจำนวนมากถึง 174,000 ล้านบาท (หรือประมาณ 5,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) กำลังก่อให้เกิดความเสี่ยงทางการเมืองที่มิอาจมองข้ามได้ต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเอง และกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
"นับจากนี้ไป คงเป็นการยากที่ประชาชนจะให้ความเชื่อถือในคำพูดใดๆ ของพวกเขาอีก" นายธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ได้ให้ทรรศนะเชิงวิพากษ์ "ภาระหน้าที่ของรัฐบาลคือ การปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชนในช่วงการรณรงค์หาเสียง หากไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ ย่อมหมายถึงการสูญสิ้นความไว้วางใจจากสาธารณชน"
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมายืนยันว่า โครงการเงินดิจิทัลดังกล่าวเป็นเพียงการเลื่อนกำหนดการออกไปเท่านั้น มิได้ถูกยกเลิกแต่อย่างใด โดยระบุว่า รัฐบาลยังคงมีระยะเวลาในการบริหารประเทศเหลืออยู่ และการเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า
"เมื่อถึงเวลานั้น หากภาวะเศรษฐกิจของประเทศปรับตัวดีขึ้น ก็อาจมีมาตรการหรือโครงการอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่านี้ก็เป็นได้" นายจิรายุกล่าวกับผู้สื่อข่าวรอยเตอร์
ผิดหวังมาก-จะไม่เลือกอีก เปิดใจคนรอเงินดิจิทัล

เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการเงินดิจิทัลนี้ยังคงได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่ จากผลการสำรวจความคิดเห็น ล่าสุด สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,310 คน ราว 60% ยังคงสนับสนุนให้มีการดำเนินโครงการนี้ต่อไป ขณะที่ประมาณ 46% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ระบุว่า พวกเขาจะรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก หากโครงการนี้ถูกยกเลิกในที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของประชาชนต่อโครงการนี้
"ดิฉันรู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างมาก" คุณสาธนี ศิริพรชัยกุล วัย 52 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงความรู้สึกของเธอ หลังจากที่วางแผนจะนำเงินจากโครงการเงินดิจิทัลไปจัดซื้อเครื่องซักผ้าเครื่องใหม่ "ดิฉันไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถผลักดันโครงการนี้ได้สำเร็จอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังคงย่ำแย่"
นอกจากนี้ บทสัมภาษณ์ คุณรุ้งทิวา พิมพ์พานิช หนึ่งในประชาชนผู้เฝ้ารอคอยเงินช่วยเหลือจาก โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท (เทียบเท่าประมาณ 307 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่พรรครัฐบาลปัจจุบันเคยให้คำมั่นสัญญาไว้เป็นเวลาหลายเดือน หลังจากที่เธอได้ตัดสินใจลงคะแนนเสียงสนับสนุนพรรคดังกล่าวในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ทว่าบัดนี้ โครงการสำคัญที่ถูกคาดหวังว่าจะช่วยเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะซบเซา กลับต้องถูกระงับการดำเนินการออกไปอย่างไม่มีกำหนด ส่งผลกระทบต่อความหวังของประชาชนจำนวนมาก
"ดิฉันรู้สึกผิดหวังและไม่พอใจอย่างยิ่งยวด" พนักงานรัฐวัย 34 ปี จากจังหวัดหนองบัวลำภู สะท้อนความรู้สึก พร้อมกล่าวถึงความตั้งใจเดิมที่จะนำเงินจากโครงการเงินดิจิทัลนี้ไปจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นให้แก่บุตรชายของเธอ
"คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้วที่ดิฉันจะตัดสินใจลงคะแนนเสียงให้พวกเขาอีก" เธอเสริมด้วยน้ำเสียงแสดงความผิดหวังต่อคำมั่นสัญญาของรัฐบาล
ความหวังของคุณรุ้งทิวา พิมพ์พานิช ต้องดับสลายลงเมื่อเดือนที่ผ่านมา ภายหลังการประกาศข่าวการตัดสินใจเลื่อนระยะเวลาดำเนินโครงการเงินดิจิทัลออกไป ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นนโยบายเรือธงที่พรรคเพื่อไทยใช้ในการรณรงค์หาเสียงและเป็นที่คาดหวังของประชาชน การเลื่อนโครงการดังกล่าวยิ่งเป็นการโหมกระพือความเคลือบแคลงสงสัยต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากต้องเผชิญกับสภาวะการเติบโตที่ชะลอตัวต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหลายปี
นักวิเคราะห์ชี้ "เงินดิจิทัลเพื่อไทย" ทำลายความน่าเชื่อถือ

นายสุขุม นวลสกุล นักวิเคราะห์การเมืองผู้คร่ำหวอด ได้ให้ทรรศนะเพิ่มเติมว่า ความล้มเหลวของพรรคเพื่อไทยในการขับเคลื่อนโครงการเงินดิจิทัลให้บรรลุผลตามเป้าหมาย ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของพรรคในสายตาประชาชน "โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่รัฐบาลพยายามผลักดัน ยังไม่สามารถแสดงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ ประชาชนจำนวนมากต่างเฝ้ารอคอยด้วยความหวัง แต่สุดท้ายกลับต้องพบกับความผิดหวังเมื่อโครงการไม่เกิดขึ้นจริง
ขณะที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ได้เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจและเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อประชาชนอีก 16 ล้านคนที่ได้ลงทะเบียนเพื่อรอรับสิทธิ์จากโครงการเงินดิจิทัลนี้ "รัฐบาลควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับประชาชนกลุ่มนี้ว่า แท้จริงแล้ว โครงการดังกล่าวไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีก อันเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและอุปสรรคเชิงเทคนิคต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังเผชิญ ซึ่งส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้าไว้
เงินดิจิทัลไม่กระตุ้น หนี้ท่วม-ศึกภาษีสหรัฐฯ ซ้ำเติมอนาคต

3 เดือนหลังจากการเปิดตัวโครงการ ดูเหมือนว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเงินดิจิทัลยังคงไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้อย่างที่คาดหวัง นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ในปีนี้ว่า สาเหตุหลักประการหนึ่ง คือ เงินช่วยเหลือที่แจกจ่ายไปนั้น บางครั้งถูกประชาชนนำไปใช้เพื่อการชำระหนี้สินเดิมที่มีอยู่ มากกว่าจะนำไปใช้จ่ายเพื่อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประเทศไทย นับว่า อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 88.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของภาคประชาชน
ย้อนกลับไปในช่วงการรณรงค์หาเสียง พรรคแกนนำรัฐบาลได้นำเสนอโครงการเงินดิจิทัลนี้ในฐานะมาตรการริเริ่มสำคัญมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อจุดประกายเศรษฐกิจไทยที่บอบช้ำจากผลกระทบของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และมุ่งหวังจะผลักดันให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวต่อปีได้ถึงราว 5%
ทว่าในความเป็นจริง เศรษฐกิจไทยซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลับขยายตัวได้เพียง 2.5% ในปี 2567 ถือว่าตามหลังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค และแนวโน้มสำหรับปีนี้ ดูจะมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น
แพทองธารแจง "เงินดิจิทัล" ถูกพัก เพราะเรื่อง "เร่งด่วนและจำเป็นกว่า"

นับตั้งแต่การเปิดตัวโครงการเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว (พ.ศ. 2567) หลังจากที่ต้องผ่านการปรับปรุงรายละเอียดและเผชิญกับความล่าช้ามาหลายครั้ง รัฐบาลได้ดำเนินการแจกจ่ายเงินไปแล้วเพียงกว่าหนึ่งในสามของงบประมาณที่ตั้งกรอบไว้ทั้งหมด 450,000 ล้านบาท (หรือประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
การเบิกจ่ายเงินงวดแรกจำนวน 14,450 ล้านบาทในเดือนกันยายน ได้ถูกจัดสรรให้แก่กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มผู้พิการ ตามมาด้วยระยะที่สองอีกจำนวน 29,900 ล้านบาท ซึ่งส่งมอบให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา
สำหรับงบประมาณส่วนที่เหลืออีก 157,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมทีเตรียมไว้สำหรับโครงการในระยะต่อไปนั้น บัดนี้จะถูกปรับเปลี่ยนไปใช้ในโครงการอื่นๆ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสามารถรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อเสนอมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เป็นไปตามคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานวางแผนสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
"ทั้งสองหน่วยงานได้ขอให้ทางรัฐบาลทบทวน เพื่อพิจารณาว่าเงินจำนวนนี้สามารถนำไปใช้ในภารกิจอื่นที่มีความเร่งด่วนและจำเป็นมากกว่าการแจกเงินดิจิทัลได้หรือไม่" นางสาวแพทองธาร ชินวัตร กล่าวในระหว่างการประกาศถึงความล่าช้าของโครงการ
วิกฤตซ้อน! เศรษฐกิจไทยเผชิญภาษีโหดสหรัฐฯ 36% - สภาพัฒน์หั่นเป้า GDP ซ้ำสองปี

ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่จะถูกเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐฯ ในอัตราสูงถึง 36% หากไม่สามารถดำเนินการเจรจาเพื่อลดหย่อนอัตราภาษีลงได้สำเร็จก่อนถึงกำหนดเส้นตายในเดือนกรกฎาคม ซึ่งจนถึงขณะนี้ อัตราภาษี 10% ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่
เมื่อเดือนที่ผ่านมา หน่วยงานวางแผนของรัฐได้ทำการปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสำหรับปีนี้ลงอีกหนึ่งจุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่กรอบระหว่าง 1.3 - 2.3% พร้อมทั้งได้ออกมาเตือนว่าผลกระทบจากมาตรการภาษีดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบยาวนานถึงสองปี
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ส แสดงทรรศนะว่า นโยบายที่บริหารจัดการได้ไม่ดีพอของรัฐบาลได้สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขการเติบโตของ GDP ที่ขยายตัวเพียง 2% ในปี 2566 และ 2.5% ในปี 2567
"ข้อเสียที่เห็นได้ชัดของโครงการดิจิทัลวอลเล็ต คือ มันไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่พวกเขาคาดหวังไว้" เขากล่าว "มันกลายเป็นการแจกเงินที่สิ้นเปลืองอย่างยิ่งยวด"
อนาคตบนเส้นด้ายของรัฐบาลและเศรษฐกิจไทย หลังโครงการเงินดิจิทัลสะดุด

จากภาพรวมสถานการณ์โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาทที่หยุดชะงัก และเผชิญกับการปรับเปลี่ยนเป้าหมายงบประมาณ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความผิดหวังของประชาชน รวมถึง สภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางและความท้าทายจากปัจจัยภายนอก สามารถวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ดังนี้
วิกฤตศรัทธาและเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล
- ความเชื่อมั่นที่ยากจะฟื้นคืน : การไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาครั้งสำคัญในนโยบายเรือธง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและพรรคแกนนำในสายตาประชาชน คำกล่าวของนักวิเคราะห์ที่ว่า "คงเป็นการยากที่ประชาชนจะให้ความเชื่อถือในคำพูดใดๆ ของพวกเขาอีก" สะท้อนสภาวะนี้ได้เป็นอย่างดี แม้โฆษกรัฐบาลจะพยายามยืนยันว่า เป็นเพียงการเลื่อนโครงการ แต่ความเสียหายต่อความรู้สึกและความไว้วางใจได้เกิดขึ้นแล้ว การฟื้นฟูศรัทธาจำเป็นต้องใช้เวลาและการกระทำที่พิสูจน์ได้จริง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง
- คะแนนนิยมที่สั่นคลอน : เสียงสะท้อนจากประชาชนเช่น "จะไม่เลือกอีก" เป็นสัญญาณอันตรายต่อฐานเสียงของพรรคในอนาคต แม้ผลสำรวจนิด้าจะชี้ว่าโครงการยังเป็นที่นิยม แต่ความผิดหวังจากการรอคอยและการเลื่อนออกไป ย่อมบั่นทอนคะแนนนิยม โดยเฉพาะเมื่อถูกเชื่อมโยงกับสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ การเลือกตั้งในอีกสองปีข้างหน้า (ตามที่โฆษกรัฐบาลอ้างถึง) อาจเป็นเวทีที่ประชาชนใช้เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจนี้
- ความเสี่ยงทางการเมือง : การใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมาก (174,000 ล้านบาทที่เบิกจ่ายไปแล้ว) โดยที่โครงการยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมาย ย่อมเปิดช่องให้ฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมตรวจสอบและโจมตี ซึ่งอาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองได้ หากรัฐบาลไม่สามารถบริหารจัดการสถานการณ์และชี้แจงได้อย่างโปร่งใส
ผลกระทบและความท้าทายทางเศรษฐกิจ
- การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่สัมฤทธิ์ผล : ดังที่ ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ เงินที่แจกไปบางส่วนอาจถูกนำไปชำระหนี้ มากกว่ากระตุ้นการบริโภคจริงจัง ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 88.4% ของ GDP ทำให้ประสิทธิภาพของนโยบายในการ "คิกสตาร์ท" เศรษฐกิจลดลงอย่างมาก การเติบโตของ GDP ที่ 2% ในปี 2566 และ 2.5% ในปี 2567 ต่ำกว่าเป้า 5% ที่เคยให้คำมั่นไว้มาก
- แรงกดดันจากปัจจัยภายนอก (ภาษีสหรัฐฯ) : การปรับงบประมาณ 157,000 ล้านบาทไปรับมือผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อปัจจัยภายนอก หากการเจรจาลดหย่อนภาษีไม่สำเร็จ และไทยต้องเผชิญอัตราภาษี 36% จริง ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมอย่างรุนแรง การปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้ (2568) ลงเหลือ 1.3%-2.3% พร้อมคำเตือนว่าผลกระทบจะยาวนานถึงสองปี เป็นเครื่องยืนยันถึงความรุนแรงของสถานการณ์
- ข้อจำกัดด้านงบประมาณและนโยบายในอนาคต : การที่โครงการเงินดิจิทัลถูกมองว่า "สิ้นเปลืองอย่างยิ่งยวด" และงบประมาณส่วนหนึ่งต้องถูกโยกย้าย ย่อมทำให้รัฐบาลมีข้อจำกัดมากขึ้นในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ หรือดำเนินนโยบายอื่นๆ ที่ต้องใช้งบประมาณสูง การหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ อาจหมายถึงการก่อหนี้เพิ่ม ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาหนี้สาธารณะ
ทางออกและสิ่งที่รัฐบาลต้องเผชิญ
- การสื่อสารความจริงและความโปร่งใส : สิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐบาล "สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา" กับประชาชน 16 ล้านคนที่ลงทะเบียน คือ กุญแจสำคัญในการเริ่มฟื้นฟูความเชื่อมั่น การยอมรับปัญหาและชี้แจงอย่างมีเหตุผลถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือเทคนิค (หากมีจริง) ย่อมดีกว่าการปล่อยให้ความคลุมเครือดำเนินต่อไป
- การทบทวนนโยบายและการบริหารจัดการ : รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ควรมีการประเมินผลกระทบและความคุ้มค่าอย่างรอบด้าน รวมถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย
- การรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน : นอกจากการแก้ปัญหาระยะสั้นเรื่องภาษีสหรัฐฯ รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนระยะยาวในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน
- การบริหารความคาดหวังของประชาชน : การให้คำมั่นสัญญาที่เกินจริง หรือไม่สามารถปฏิบัติได้ ย่อมนำมาซึ่งความผิดหวังและบั่นทอนศรัทธา รัฐบาลควรสื่อสารบนพื้นฐานความเป็นจริงและสร้างความเข้าใจร่วมกับประชาชนถึงข้อจำกัดและความท้าทายต่างๆ
สรุป โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาทที่สะดุดลงนี้ ไม่เพียงแต่เป็นบททดสอบครั้งสำคัญต่อความสามารถและสัจจะของรัฐบาลปัจจุบัน แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ อนาคตข้างหน้าขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะสามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน บริหารจัดการวิกฤตเศรษฐกิจที่ซับซ้อนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำพาประเทศก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้ด้วยความโปร่งใสและจริงใจเพียงใด หากไม่สามารถทำได้ การเดินทางที่เหลืออยู่ในวาระการบริหารประเทศอีกสองปีข้างหน้า ย่อมเต็มไปด้วยขวากหนามและความไม่แน่นอนทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ
สรุปประเด็นสำคัญ
- นายกรัฐมนตรีอ้างถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โครงการเงินดิจิทัลต้องเผชิญกับความล่าช้า
- กลุ่มนักวิเคราะห์แสดงทรรศนะว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลบั่นทอนความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจต่อพรรครัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ
- รัฐบาลได้ดำเนินการแจกจ่ายเม็ดเงินภายใต้โครงการนี้ไปแล้วประมาณหนึ่งในสามของวงเงินรวม 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งประเมินว่า โครงการเงินสดดิจิทัลที่ดำเนินการไปบางส่วน ยังไม่สามารถกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างที่คาดการณ์ไว้
หากท่านไหนยังอึดอัด คาใจเรื่องเงินดิจิทัล? มาเคลียร์ทุกคำถาม หาคำตอบที่ใช่คุณ ที่ efinancethaiconnect สิ!
อ้างอิงข้อมูลจาก reuters