เปิดอันดับ “ประเทศคอร์รัปชันสูงสุดในโลก” ประเทศไทยอยู่ที่เท่าไหร่? พามารู้จัก “ดาต้าบูโร” กลไกปราบทุนเทาที่อาจทำให้คอร์รัปชันไทยกลายเป็นศูนย์ สรุปครบทุกประเด็นที่คนไทยต้องรู้
องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เปิดเผย “ดัชนีการรับรู้การทุจริต” หรือ “ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชัน” Corruption Perceptions Index (CPI) 2025 เป็นการประเมินระดับความโปร่งใสในภาครัฐของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ผ่านการสำรวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจ
ดัชนีคอร์รัปชัน CPI แบ่งเป็น 0-100 คะแนน
- 0: หมายถึง ทุจริตมากที่สุด
- 100: หมายถึง โปร่งใสที่สุด หรือทุจริตน้อยที่สุด
ทั้งนี้ ดัชนีชี้วัดปัญหาด้านคอร์รัปชัน เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ตรวจสอบความโปร่งใสและการบริหารงานภาครัฐในระดับสากล หากคะแนน CPI สูงแสดงถึงประเทศที่โปร่งใส น่าลงทุน แต่หากคะแนนต่ำแสดงถึงการทุจริตสูง ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
จากข้อมูลดัชนีการรับรู้การทุจริตปี 2025 ล่าสุด ประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันมากที่สุดในโลก คือใคร? และประเทศไทยอยู่ตรงไหน?
ประเทศที่คอร์รัปชันต่ำที่สุดในโลก
อันดับ 1 เดนมาร์ก 89 คะแนน ครองอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 8
อันดับ 2 ฟินแลนด์ 88 คะแนน
อันดับ 3 สิงคโปร์ 84 คะแนน
อันดับ 4(ร่วม) นิวซีแลนด์ 81 คะแนน
อันดับ 4(ร่วม) นอร์เวย์ 81 คะแนน
อันดับ 6(ร่วม) สวีเดน 80 คะแนน
อันดับ 6(ร่วม) สวิตเซอร์แลนด์ 80 คะแนน
อันดับ 8(ร่วม) ลักเซมเบิร์ก 78 คะแนน
อันดับ 8(ร่วม) เนเธอร์แลนด์ 78 คะแนน
อันดับ 10(ร่วม) เยอรมนี คะแนน 77 คะแนน
อันดับ 10(ร่วม) ไอซ์แลนด์ คะแนน 77 คะแนน

ประเทศที่มีคอร์รัปชันสูงสุดในโลก คือ
- ซูดานใต้ (9 คะแนน)
- โซมาเลีย (9 คะแนน)
- เวเนซุเอลา (10 คะแนน)
สาเหตุของปัญหาคอร์รัปชัน: ทั้ง 3 ประเทศล้วนเป็นประเทศที่เผชิญกับความไม่สงบและมีการปราบปรามภาคประชาสังคมอย่างรุนแรง
อันดับคอร์รัปชันในไทยอยู่ที่เท่าไหร่?
จากข้อมูลพบว่า ในปี 2025 (ปี 2568) ประเทศไทย มีคะแนนเพียง 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 116 จากทั้งหมด 182 อันดับ จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่ายิ่งมีการคอร์รัปชันสูงขึ้นเกือบทุกปี
การจัดการทุจริตคอร์รัปชันของไทย ล่าสุดเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทย ได้พยายามร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) , สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) , ภาครัฐ ,ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ชูแนวคิด “HERO OF THE TRUTH : ร่วมหยุดคอร์รัปชัน” จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) 2568 โดยมุ่งเน้นสร้างวัฒนธรรมความซื่อสัตย์ ปลุกพลังประชาชนร่วมกันปฏิเสธการโกงทุกรูปแบบ หวังยกระดับค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยให้สูงขึ้น
เช่นเดียวกับภาคเอกชน “คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)” ประกอบด้วย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ร่วมกันจัดตั้ง คณะทำงาน “Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” จากความตระหนักว่า “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่เพียงปัญหาธรรมาภิบาล แต่เป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
เคสตัวอย่างสะเทือนขวัญ คดีทุจริตในไทย
จากข้อมูล องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) สรุปปี 2568 เป็นปีแห่งการ “โกงเป็นเครือข่าย” มีหลายเหตุการณ์ที่นักการเมืองและบุคคลที่มีชื่อเสียงกระทำผิดและสะเทือนความเชื่อมั่นของคนในสังคมโดยไม่สนใจจริยธรรม
- เคส “ตึกสตง. ถล่ม” คอร์รัปชันที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 86 คน เสียหายมากกว่า 2,000 ล้านบาท แต่ยังไม่ระบุถึงคนบงการและสาเหตุที่ตึกถล่มอย่างแน่ชัด จนนำไปสู่การตั้งคำถามของสังคมอย่างแคลงใจ ถึงมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย และการกระบวนการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด
- “3 เครือข่ายสแกมเมอร์” มีการยึดและอายัดทรัพย์กว่าหมื่นล้านบาท มีชื่อที่ถูกตั้งข้อสงสัยโดยรัฐบาล และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คือ “ยิม เลียก – เบน สมิธ – ก๊ก อาน และ เฉิน จื้อ” ที่สังคมจับตามากหนีไม่พ้นภาพถ่ายของบุคคลดังและนักการเมืองของไทย ซึ่งเรื่องนี้เชื่อมโยง “ส่วยสินบน” กับ “ทุนเทา” ของนักการเมือง และนักธุรกิจไทย กลายเป็นการครอบงำอำนาจรัฐ จนสร้างความเดือดร้อนแก่คนไทยถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี
- “สำนักงานประกันสังคม” กับข่าวฉาวที่ถูกแฉในการจัดทำปฏิทินปีละ 50 ล้านบาท ซื้อตึกเก่า 7,000 ล้านบาท แพงกว่าราคาตลาดเท่าตัว แถมยังจ้างทำแอปพลิเคชันมูลค่า 850 ล้านบาท และความพยายามขาย “หุ้นบางจาก” ให้กับบริษัท ชาร์เตอร์ กรุ๊ป แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ถึงการทุจริตจริงหรือไม่ แต่ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือเป็นเงินของผู้ประกันตนที่ต้องควักจ่ายทุกเดือน
วิกฤติความเชื่อมั่นตลาดทุน
การคอร์รัปชันในตลาดทุนไทย มาในรูปแบบของการ “ตกแต่งบัญชี” และ “ปั่นหุ้น” ที่สร้างความเสียหายมหาศาล ตัวอย่างคดีดัง เช่น
- มหากาพย์ STARK: ความเสียหายกว่า 30,000-50,000 ล้านบาท เคสที่สะเทือนขวัญนักลงทุนมากที่สุด จากการตกแต่งบัญชีสร้างรายได้เทียมมานานหลายปี จนนำไปสู่การเบี้ยวหนี้หุ้นกู้และการหลบหนีของผู้บริหารระดับสูง สะท้อนว่าระบบตรวจสอบงบการเงินแบบเดิมมีช่องโหว่ขนาดใหญ่
- คดีหุ้น MORE: การใช้ช่องโหว่ของระบบการซื้อขาย (Cash Account) เพื่อปั่นราคาหุ้นและฉ้อโกงบริษัทหลักทรัพย์กว่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งยังคงเป็นบทเรียนในการสร้าง Securities Data Exchange Platform (SDEP) เพื่อแชร์ข้อมูลผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง
- คดี JKN: กระทำการทุจริต โดยการรายงานข้อมูลการเงินที่คลาดเคลื่อนและการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ซึ่งนำไปสู่การฟ้องร้องผู้บริหารในข้อหาฉ้อโกงและตกแต่งงบการเงิน
แนวทางปราบทุนเทาในไทย
ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ “วิวัฒนาการ” จากการจ่าย “ใต้โต๊ะ” แบบเดิม สู่เครือข่ายความร่วมมือข้ามชาติที่ซับซ้อน หรือที่เรารู้จักกันในนาม “ทุนเทา”
“ทางการไทย” ที่นำโดยกระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกระดับจัดการทุนเทาในไทย ผ่านอาวุธใหม่ที่เรียกว่า “ดาต้า บูโร – Data Bureau”
ทุนเทาไม่ใช่แค่กลุ่มอาชญากรรม แต่คือ “ตัวเร่ง” การคอร์รัปชันในภาครัฐ เพราะเงินมหาศาลจากพนันออนไลน์ ยาเสพติด หรือธุรกิจผิดกฎหมาย จำเป็นต้องมี “ใบเบิกทาง” เพื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติ โดยทุนเทาเหล่านี้มักเข้าหาผู้มีอำนาจเพื่อขอการคุ้มครอง ตัวอย่างที่พบเจอเป็นการใช้โครงการอสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจนอมินีเพื่อโอนย้ายทรัพย์สิน เกิดผลเสีย ทำให้กลไกตลาดบิดเบือน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
ดาต้าบูโร (Data Bureau) คืออะไร?
- Data Bureau หรือ ดาต้า บูโร คือ ศูนย์รวมข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน เป็นระบบศูนย์กลางรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลแบบครบวงจรในประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเพื่อยกระดับการสกัดกั้นอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การฟอกเงิน และทุนเทา โดยใช้เทคโนโลยีและ AI ตรวจสอบการไหลเวียนของเงิน เพื่อแก้ไขช่องว่างการกำกับดูแลแบบเดิม
ทำไมต้องมี “ดาต้า บูโร”
- จัดตั้งมาเพื่อ “Connect The Dots” หรือเชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจาย ทั้งเงินสด, ข้อมูลธนาคาร, สินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto), ทองคำ และเงินตราต่างประเทศ เพื่อติดตามที่มาและทิศทางการไหลของเงินที่ผิดกฎหมาย
- ใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงในการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมแบบเรียลไทม์ ทำให้การตรวจสอบทุนเทาและการฟอกเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ครอบคลุมการทำธุรกรรมทางการเงินและสินทรัพย์ทุกรูปแบบ เพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน
ประโยชน์ “ดาต้า บูโร”
- หากเรามีศูนย์กลางข้อมูลที่เชื่อมโยงบัญชีธนาคาร ภาษี และการถือครองทรัพย์สิน ระบบจะสามารถตรวจจับ “ความผิดปกติ” ของเส้นทางการเงินได้ทันที
- การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ นำมาเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และบริษัทคู่สัญญากับรัฐ จะช่วยเผยให้เห็น “นอมินี” ได้ง่ายขึ้น
แนวคิดเรื่อง “ดาต้าบูโร” หรือการเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนการปราบปรามจากการไล่ตาม เป็นการ “ดักหน้า” เพื่อสกัดไม่ให้ “ทุนเทา” เข้ามาทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่เต็มไปด้วย “คอร์รัปชัน”
คอร์รัปชันไทยในยุคทุนเทาเปลี่ยนโฉมเป็นเครือข่ายซับซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายแบบเดิมจะไล่ตามทัน การจัดตั้ง “ดาต้าบูโร” จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพื่อสร้างเกราะป้องกันที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบีบให้วงจรทุจริตไร้ที่ยืนอย่างยั่งยืน มุ่งหวังให้คอร์รัปชันไทยกลายเป็นศูนย์ในที่สุด.