ตลาดหุ้นจีนกำลังทำจุดสูงสุดในรอบ 10 ปี มาดูกันว่ามีหุ้นไหนบ้างที่น่าลงทุนและราคายังไม่แพง และแม้ว่าสหรัฐฯ และจีนจะยังไม่ได้ปิดดีลการค้าอย่างเป็นทางการ แต่หุ้นจีนกลับพุ่งแรงไปแตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ ทั้งนี้เป็นผลมาจากความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประกาศในปลายปี 2024 และต่อเนื่องในปี 2025 รวมถึงความคาดหวังต่อนวัตกรรม AI ของจีน โดยเฉพาะโมเดล DeepSeek R1 ที่เปิดตัวในมกราคม 2025 และสร้างกระแสอย่างมากในวงการเทคโนโลยีโลก
รวมหุ้นจีนน่าซื้อ ราคาถูกกว่าที่ควรจะเป็น กับ 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ต้องมีติดพอร์ต

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายแก้ไขปัญหาการแข่งขันแบบทุ่มราคา รวมถึงนักลงทุนรายย่อยที่เริ่มกลับเข้ามาในตลาดอีกครั้งตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน กองทุน iShares MSCI China ETF (MCHI) พุ่งขึ้น 32.8% เทียบกับ 14.6% ของ iShares MSCI All-Country World Index ETF (ACWI) และ 10.7% ของ SPDR S&P 500 ETF (SPY)
ภาพสะท้อน ตลาดจีนทิ้งห่างสหรัฐฯ อย่างชัดเจนในปีที่ผ่านมา

เมื่อพิจารณาถึงประสิทธิภาพของตลาดในเชิงลึก กราฟ “Chinese Stocks vs. US Stocks” จาก Morningstar นี้ ได้ตอกย้ำประเด็นที่ว่าตลาดหุ้นจีนกำลังร้อนแรงอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น มันยังแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของผลตอบแทนอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา
จากข้อมูล ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2025 (ดังแสดงในภาพ) ดัชนี Morningstar China Index (แทนด้วยเส้นสีแดง) ได้พุ่งทะยานขึ้นอย่างน่าทึ่งถึง 50.9% นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 สะท้อนถึงความคาดหวังที่สูงมากของนักลงทุนต่อปัจจัยบวกต่างๆ ในทางตรงกันข้าม ดัชนี Morningstar US Market Index (แทนด้วยเส้นสีน้ำเงิน) แม้จะยังคงสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวก แต่ก็เติบโตในอัตราที่น้อยกว่ามาก โดยอยู่ที่ 16.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน
เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ผลตอบแทนโดยรวมจะสูงลิ่ว แต่เส้นทางของตลาดจีน (สีแดง) นั้นแสดงให้เห็นถึงความผันผวนที่สูงกว่าอย่างชัดเจน โดยมีการปรับตัวขึ้นลงที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2024 และอีกครั้งในช่วงประมาณเดือนเมษายน 2025 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มโดยรวมนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 เป็นต้นมา ยังคงเป็นขาขึ้นที่แข็งแกร่งอย่างปฏิเสธไม่ได้
ดังนั้น ภาพนี้จึงทำหน้าที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนข้อความในบทความอย่างชัดเจนว่า หุ้นจีนได้สร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นและ “พุ่งแรง” แซงหน้าตลาดสหรัฐฯ ไปไกลในปีที่ผ่านมา ซึ่งตอกย้ำว่าเหตุใดนักลงทุนจึงหันมาให้ความสนใจกับหุ้นจีนที่ยังมีราคาไม่แพง แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคก็ตาม
ข้อควรระวังที่นักลงทุนต้องจับตา
แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่น จีนและสหรัฐฯ ยังคงเจรจาเรื่องภาษีนำเข้ามาหลายเดือน แม้ว่าข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้รับการขยายเวลาออกไปจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2026 หลังจากการประชุมระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่เมืองปูซาน เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2025 แต่ความไม่แน่นอนทางการค้ายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องติดตาม นักวิเคราะห์ Morningstar นำโดย Kai Wang ระบุในรายงานเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า “เราคิดว่านักลงทุนควรระมัดระวังต่อพลวัตทางการค้า เนื่องจากนโยบายภาษีนำเข้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา”
เศรษฐกิจจีนเองก็ยังอ่อนแอ ยอดค้าปลีกเดือนกรกฎาคมเติบโตช้า ขณะที่ผลผลิตจากโรงงานและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรชะลอตัวลง แม้ Yardeni Research จะวิเคราะห์ว่า “เป้าหมาย GDP เติบโต 5% ของรัฐบาลในปีนี้ดูเหมือนจะเข้าถึงได้ยาก” แต่ข้อมูลจาก Federal Reserve (มิถุนายน 2025) ชี้ว่าตัวเลข GDP ของจีนที่อยู่ใกล้ 5% นั้นสอดคล้องกับตัวชี้วัดเศรษฐกิจอื่นๆ และยังคงเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่มองบวกต่อหุ้นจีนควรระวังความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจกระทบต่อผลกำไรของบริษัทและทำให้มูลค่าที่สูงขึ้นในปัจจุบันไม่ยั่งยืน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การเลือกหุ้นอย่างระมัดระวังจึงสำคัญมาก Raymond Ma หัวหน้าเจ้าหน้าที่ลงทุนของ Invesco สำหรับจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง เขียนในจดหมายถึงนักลงทุนเมื่อเดือนมิถุนายนว่า “ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค เราเชื่อว่าการลงทุนในหุ้นจีนต้องใช้แนวทางที่มีวินัยและเลือกสรรอย่างรอบคอบ แทนที่จะพึ่งพาธีมตามภาคธุรกิจแบบกว้างๆ เราแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์แบบ bottom-up โดยมุ่งเน้นไปที่บริษัทแต่ละแห่งที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง กำไรที่มั่นคง และมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอย่างภาษีนำเข้าน้อยที่สุด”
5 หุ้นจีนที่น่าซื้อที่สุดในตอนนี้และ ราคายังถูกกว่าที่ควรจะเป็น
| บริษัท (Company) | Ticker | อุตสาหกรรม (Industry) | ราคา/มูลค่าที่แท้จริง (Price/Fair Value) | ระดับความไม่แน่นอน (Uncertainty) | การจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation) |
| JD.com | JD | ค้าปลีกออนไลน์ | 0.53 | สูง | ยอดเยี่ยม |
| Yum China | YUMC | ร้านอาหาร | 0.61 | ปานกลาง | มาตรฐาน |
| Baidu | BIDU | เนื้อหาและข้อมูลออนไลน์ | 0.63 | สูง | มาตรฐาน |
| Tencent Holdings | TCEHY | เนื้อหาและข้อมูลออนไลน์ | 0.77 | สูง | ยอดเยี่ยม |
| Alibaba Group | BABA | ค้าปลีกออนไลน์ | 0.8 | สูง | มาตรฐาน |
มาดูรายละเอียดของหุ้นจีนชั้นนำเหล่านี้กัน พร้อมข้อมูลเชิงลึกจากนักวิเคราะห์ Morningstar เพื่อคัดเลือกหุ้นจีนที่น่าสนใจที่สุดโดยทาง Morningstar ได้คัดกรองตามเกณฑ์ดังนี้
- บริษัทจีนที่มีหุ้นซื้อขายในตลาดสหรัฐฯ
- บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับ Wide Morningstar Economic Moat Rating (คูเศรษฐกิจกว้าง) ซึ่งหมายความว่าบริษัทเหล่านี้ควรจะสามารถแข่งขันได้อย่างน้อย 20 ปีขึ้นไป
- หุ้นที่มีราคาถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง วัดจากตัวชี้วัด price/fair value
1.JD.com (JD)
นักวิเคราะห์: Chelsey Tam
- ราคา/มูลค่าที่แท้จริง: 0.53
- ระดับความไม่แน่นอน: สูง
- การจัดสรรเงินทุน: ยอดเยี่ยม
- อุตสาหกรรม: ค้าปลีกออนไลน์
Morningstar เชื่อว่า JD.com มีคูเศรษฐกิจกว้างจากสินทรัพย์ไม่มีตัวตนด้านความน่าเชื่อถือและการรับประกันสูง (สินค้าคงคลัง คุณภาพ และบริการโลจิสติกส์ที่รวดเร็ว) รวมถึงข้อได้เปรียบด้านต้นทุนที่เกิดจากการประหยัดต่อขนาดที่เติบโตขึ้นในธุรกิจฝ่ายแรก เราเชื่อว่า JD Logistics (JDL) หน่วยงานโลจิสติกส์ที่รวมเข้ากับ JD.com สร้างผลประโยชน์ร่วมกัน และไม่สามารถประเมินคูเศรษฐกิจแยกตามส่วนงานได้
2.Yum China (YUMC)
นักวิเคราะห์: Ivan Su
- ราคา/มูลค่าที่แท้จริง: 0.61
- ระดับความไม่แน่นอน: ปานกลาง
- การจัดสรรเงินทุน: มาตรฐาน
- อุตสาหกรรม: ร้านอาหาร
Yum China มีโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งและแทบไม่มีหนี้สิน ณ สิ้นปี 2024 บริษัทมีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นอยู่ที่ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับหนี้สินเพียง 127 ล้านดอลลาร์ เราคาดว่าบริษัทจะยังคงอยู่ในสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งต่อไปในอนาคตอันใกล้
3.Baidu (BIDU)
นักวิเคราะห์: Kai Wang, CFA
- ราคา/มูลค่าที่แท้จริง: 0.63
- ระดับความไม่แน่นอน: สูง
- การจัดสรรเงินทุน: มาตรฐาน
- อุตสาหกรรม: เนื้อหาและข้อมูลออนไลน์
“คูเศรษฐกิจกว้าง (Broad Economic Moat) ของ Baidu เกิดจาก network effect ที่มาจากส่วนแบ่งผู้ใช้งานที่โดดเด่น และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนจากการพัฒนา AI และการวิจัยมาหลายปี ในฐานะบริษัทอินเทอร์เน็ตแห่งแรกๆ ในจีน Baidu สร้างระบบนิเวศรอบๆ การค้นหาและเปลี่ยนไปสู่อินเทอร์เน็ตมือถือได้สำเร็จด้วยการเปิดตัวแอปมือถือหลายตัวที่ได้รับความนิยม เช่น แอป Baidu และ Baidu Maps”
ข้อมูลล่าสุด: ส่วนแบ่งตลาด search engine ของ Baidu ในจีน ณ กันยายน 2025 อยู่ที่ 63.2% (รวมทุกแพลตฟอร์ม) หรือ 76.85% (มือถือเท่านั้น) ขณะที่จำนวนผู้ใช้งาน Baidu App อยู่ที่ 724 ล้านคน ณ มีนาคม 2025
4.Tencent Holdings (TCEHY)
นักวิเคราะห์: Ivan Su
- ราคา/มูลค่าที่แท้จริง: 0.77
- ระดับความไม่แน่นอน: สูง
- การจัดสรรเงินทุน: ยอดเยี่ยม
- อุตสาหกรรม: เนื้อหาและข้อมูลออนไลน์
“ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา Tencent ใช้ประโยชน์จากความคึกคักของเกมมือถือ โดยเป็นเจ้าของเกมดังอย่าง Honor of Kings และ PUBG Mobile เกมยังคงเป็นเครื่องยนต์สร้างรายได้หลัก คิดเป็นประมาณ 60% ของกำไรจากการดำเนินงาน ด้วยการเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ที่ไม่มีใครเทียบได้และทรัพยากรทางการเงินที่มหาศาล Tencent อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะพัฒนาแฟรนไชส์ที่สร้างสรรค์ มีคุณภาพสูง และยั่งยืนต่อไป”
5.Alibaba Group (BABA)
นักวิเคราะห์: Chelsey Tam
- ราคา/มูลค่าที่แท้จริง: 0.80
- ระดับความไม่แน่นอน: สูง
- การจัดสรรเงินทุน: มาตรฐาน
- อุตสาหกรรม: ค้าปลีกออนไลน์
แม้จะเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น เรายังคงให้คะแนนคูเศรษฐกิจกว้างจาก network effect ที่แข็งแกร่งของ Alibaba ซึ่งคุณค่าของแพลตฟอร์มต่อผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีผู้ขายมากขึ้น และในทางกลับกัน Alibaba ทำเงินจาก network effect ได้ดีกว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นๆ ในจีน แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง Douyin และ Kuaishou ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าสามารถทำเงินจากตลาดอีคอมเมิร์ซสินค้าจริงด้วยอัตรากำไรที่ยั่งยืนได้ แต่ Alibaba ทำกำไรมาเป็นเวลาทศวรรษ และเราเชื่อว่าจะยังคงทำกำไรต่อไปอีก 20 ปี
ถอดรหัสตลาดหุ้นจีน เมื่อมูลค่าสวนทางความเสี่ยง นักลงทุนไทยควรวางกลยุทธ์อย่างไร

ในห้วงเวลาที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเผชิญกับความผันผวน ตลาดหุ้นจีนได้กลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้ง โดยดัชนีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ สวนทางกับกระแสความกังวลด้านการค้าโลกที่ยังไม่คลี่คลาย ปรากฏการณ์นี้ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และการตื่นตัวในนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่าง AI ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนรายย่อยกลับเข้าสู่ตลาด
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนไทยที่กำลังพิจารณาโอกาสในการลงทุนในหุ้นจีน การมองเห็นเพียงตัวเลขผลตอบแทนที่โดดเด่น (ดังที่กองทุน MCHI สะท้อนภาพการเติบโตกว่า 36.52% ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2025 เทียบกับดัชนีโลกและสหรัฐฯ) อาจเป็นเพียงด้านเดียวของเหรียญ บทวิเคราะห์นี้จะประเมินสถานการณ์ดังกล่าวบนพื้นฐานความเป็นจริง เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
ภาวะหุ้นจีนท่ามกลางพายุ ความเสี่ยงที่ต้องประเมิน
แม้ว่าตัวเลขผลตอบแทนย้อนหลังจะน่าดึงดูดใจ แต่การเติบโตของตลาดหุ้นจีนครั้งนี้ตั้งอยู่บนความท้าทายมหภาคที่ซับซ้อน นักลงทุนจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างมูลค่า (Valuation) ที่น่าสนใจ กับความเสี่ยง (Risk) ที่มีนัยสำคัญ
- ความตึงเครียดทางการค้าสหรัฐฯ-จีน – ประเด็นด้านภาษีนำเข้ายังคงเป็นปัจจัยกดดันหลัก แม้ว่าข้อตกลงได้รับการขยายเวลาออกไปจนถึง 10 พฤศจิกายน 2026 แล้ว แต่ความไม่แน่นอนทางการค้ายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ตามบทวิเคราะห์ของ Morningstar โดยเฉพาะความเห็นจาก Kai Wang ที่ระบุว่า นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังสูงสุดต่อท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งอาจจุดชนวนความตึงเครียดให้กลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ
- สุขภาพเศรษฐกิจจีนที่ยังอ่อนแอ – นอกเหนือจากปัจจัยภายนอก เศรษฐกิจจีนเองยังแสดงสัญญาณเปราะบาง ข้อมูลยอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว ชี้ให้เห็นว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในยังไม่กลับมาทำงานเต็มสูบ แม้ข้อมูลจาก Federal Reserve จะชี้ว่าเป้าหมาย GDP 5% ยังเป็นไปได้ แต่ความท้าทายด้านเศรษฐกิจอาจกระทบต่อผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนและทำให้ระดับมูลค่าที่สูงขึ้นในปัจจุบันขาดซึ่งปัจจัยพื้นฐานรองรับในระยะยาว
กลยุทธ์การลงทุน: “Bottom-Up” คือหัวใจสำคัญ
เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การพึ่งพากลยุทธ์การลงทุนแบบเหมารวมตามภาคอุตสาหกรรม (Top-down) อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนในหุ้นจีน
Raymond Ma จาก Invesco ได้ให้ทัศนะไว้อย่างชัดเจนว่า ท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ นักลงทุนต้องมีวินัยและใช้การคัดสรรอย่างรอบคอบ (Disciplined and selective approach)
นี่คือจุดที่กลยุทธ์แบบ “Bottom-Up” หรือการมุ่งเน้นที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทแต่ละแห่ง จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ นักลงทุนไทยควรมองหาบริษัทที่มีลักษณะดังนี้
- มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง (Strong Fundamentals): บริษัทที่สามารถสร้างกระแสเงินสดและผลกำไรที่มั่นคง แม้ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
- มีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน (Economic Moat): หรือ “คูเมืองเศรษฐกิจ” ที่กว้างขวาง ตามเกณฑ์ของ Morningstar ซึ่งหมายถึงความสามารถในการแข่งขันระยะยาว (อย่างน้อย 20 ปี)
- มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกต่ำ: โดยเฉพาะการพึ่งพิงรายได้จากตลาดสหรัฐฯ หรือได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าน้อยที่สุด
กรณีศึกษา 5 หุ้นแกร่งที่มูลค่ายังต่ำกว่าพื้นฐาน
เพื่อเป็นตัวอย่างของกลยุทธ์ Bottom-Up ดังกล่าว บทวิเคราะห์จาก Morningstar ได้คัดกรอง 5 บริษัทจีน (ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ) ซึ่งมี “คูเมืองเศรษฐกิจกว้าง” และยังมีมูลค่าต่ำกว่าราคาที่แท้จริง (Price/Fair Value ต่ำกว่า 1.0)
- JD.com (JD): (P/FV 0.53) แม้อยู่ในอุตสาหกรรมค้าปลีกที่มีการแข่งขันสูง แต่ความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ (JD Logistics) และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ถือเป็นคูเมืองที่แข็งแกร่ง
- Yum China (YUMC): (P/FV 0.61) ธุรกิจร้านอาหารที่มีโครงสร้างการเงินแข็งแกร่ง (หนี้สินต่ำมาก) และสถานะเงินสดสูง สะท้อนความมั่นคงทางการเงิน
- Baidu (BIDU): (P/FV 0.63) คูเมืองของ Baidu ไม่ได้มาจากแค่ส่วนแบ่งการตลาด Search Engine ที่สูงถึง 82.5% (ตามข้อมูลปี 2021) แต่ยังมาจากสินทรัพย์ไม่มีตัวตนด้านการวิจัย AI ที่สั่งสมมานาน
- Tencent (TCEHY): (P/FV 0.77) ยักษ์ใหญ่ด้านเกมและโซเชียลมีเดีย ที่มีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้มหาศาล และมีทรัพยากรทางการเงินในการพัฒนาแฟรนไชส์เกมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
- Alibaba (BABA): (P/FV 0.80) แม้เผชิญการแข่งขันสูง แต่คูเมืองหลักยังคงเป็น “Network Effect” ที่แข็งแกร่ง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืนมานับทศวรรษ
บทสรุปสำหรับนักลงทุนไทย

ตลาดหุ้นจีนในปัจจุบันนำเสนอโอกาสที่น่าสนใจในแง่ของมูลค่าที่ยังไม่แพง เมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและผู้บริโภคที่มีนวัตกรรม
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไทยต้องไม่ประมาทต่อความเสี่ยงเชิงมหภาค ทั้งจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ความสำเร็จในการลงทุนในหุ้นจีน ณ เวลานี้ จึงไม่ได้อยู่ที่การจับจังหวะตลาด แต่อยู่ที่การทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อคัดเลือก “ผู้ชนะ” ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งจริง ซึ่งจะสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในทุกสภาวะตลาด
ข้อมูลการลงทุนในบทความนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2025 ราคาหุ้นและมูลค่าที่เหมาะสม (Fair Value) อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผู้ลงทุนควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนตัดสินใจลงทุน บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
อ้างอิงจาก Morningstar,Reuters,Yardeni Research,China Briefing,tradingeconomics,ishares,federalreserve,chinadaily,pcbusa และ Shanghai Stock Exchange
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Community สังคมแห่งการลงทุน เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเรา: efinancethaiconnect