ในโมงยามที่เสียงสะท้อนถึง “ข้าวของแพง” ดังขึ้นรอบทิศ ไม่ว่าจะเป็นผลพวงจากราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นจริงตามกลไกตลาด หรืออาจเป็นความรู้สึกที่ผูกโยงกับรายได้ที่อาจเติบโตไม่ทันรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างเงียบเชียบจากสิ่งอำนวยความสะดวกรอบตัว คำถามสำคัญที่ผุดขึ้นในใจของหลายคน คือ เราควรปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการเงินส่วนตัวอย่างไร? โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “เงินสด” ที่มักมีผู้แนะนำให้อุ้มชูไว้ใกล้ตัวในช่วงเวลาเช่นนี้ บทความนี้ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยจะพาคุณเจาะลึกถึงแง่มุมต่างๆ พร้อมข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการเงินได้อย่างเท่าทันและมั่นคง
ถือเงินสดดีไหม? เปิดวิธีบริหารเงินสด ให้คล่องมือในยุคข้าวของแพง

เงินสด คือ อะไร? เข้าใจความหมายและบทบาทในแผนการเงินยุคใหม่ : เมื่อกล่าวถึงคำว่า “กอดเงินสด” หลายท่านอาจจินตนาการถึงการเก็บธนบัตรไว้กับตัวจำนวนมาก ทว่าในบริบทของการวางแผนการเงิน คำแนะนำดังกล่าวมักมีความหมายที่กว้างกว่านั้น โดยครอบคลุมถึงสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง สามารถแปลงเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย หรือที่เรียกกันในวงการว่า “สินทรัพย์ใกล้เงินสด” (Near Money) ซึ่งเงินฝากประเภทออมทรัพย์ในสถาบันการเงินก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน
เพื่อให้เห็นภาพรวมของการบริหารจัดการเงินของคนไทย ลองพิจารณาข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการกระจายเงินออมไปยังแหล่งต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลได้ถูกจัดสรรและหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจผ่านหลากหลายช่องทาง
- การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ : เม็ดเงินประมาณ 17 ล้านล้านบาท ถูกนำไปพักไว้ในสินทรัพย์ประเภทนี้ ซึ่งรวมถึงพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน
- การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ : อีกประมาณ 17 ล้านล้านบาท เป็นเงินทุนที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดหุ้น
- เงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ : ประมาณ 16 ล้านล้านบาท คือจำนวนเงินที่ฝากไว้กับสถาบันการเงินต่างๆ
ตัวเลขเหล่านี้ บ่งชี้ว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกเก็บออมในรูปของธนบัตรเพียงอย่างเดียว สำหรับจำนวนธนบัตรที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพิมพ์ออกมาและหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ณ ปัจจุบัน มีมูลค่ารวมประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท
ทำไมผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ถือเงินสดมากขึ้นในยุคเศรษฐกิจผันผวน
คำแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสด หรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนแฝงอยู่ มักมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เช่น การลงทุนในตลาดหุ้น ในสภาวะที่ทิศทางเศรษฐกิจยังคลุมเครือ การมี “กันชน” ทางการเงินในรูปของเงินสดที่พร้อมใช้งานได้ทันทีย่อมสร้างความรู้สึกมั่นคงและอุ่นใจ ช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจกระทบต่อสภาพคล่องส่วนบุคคลได้
การถือเงินสด ข้อดี ข้อจำกัด และสิ่งที่ต้องพิจารณา
การเลือกเก็บเงินสดในรูปแบบของธนบัตรโดยตรงนั้น มีข้อได้เปรียบที่ชัดเจน คือ สภาพคล่องที่สูงสุด สามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันที อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญ คือ เงินสดในลักษณะนี้ไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนใดๆ ซ้ำร้าย หากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง มูลค่าที่แท้จริงของเงินสดที่เราถือครองอยู่อาจจะค่อยๆ ลดน้อยถอยลงเมื่อเวลาผ่านไป
กระนั้นก็ดี ในบางสถานการณ์เฉพาะการถือเงินสดอาจกลับกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น ในภาวะเงินฝืด (Deflation) ที่ราคาสินค้าโดยทั่วไปลดลง หรือในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคารต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนแทบไม่เหลือ หรือกระทั่งติดลบหลังหักค่าธรรมเนียมต่างๆ (ดังที่เคยปรากฏในระบบเศรษฐกิจของบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่นในอดีต) การถือเงินสดไว้อาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่ด้อยไปกว่า หรือดีกว่าการนำเงินไปฝากไว้ในธนาคารที่ให้ผลตอบแทนต่ำมาก
ถือเงินสดมากเกินไปมีผลเสียอย่างไร?

- 1. มูลค่าของเงินสดลดลง เพราะเงินเฟ้อ : เมื่อถือเงินสดเป็นจำนวนมากในระยะยาว มูลค่าจริงของเงินจะลดลงเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหมายความว่า เงินสดที่ถือไว้จะซื้อของได้น้อยลงเรื่อยๆ หรือพูดง่ายๆ คือ “เงินสดขาดทุนแน่นอน” ในระยะยาว
- 2. พลาดโอกาสในการลงทุนและสร้างผลตอบแทน : การถือเงินสดจำนวนมาก หมายถึง การไม่ได้นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หุ้น กองทุน หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
- 3. อาจทำให้ใช้จ่ายเงินอย่างไม่ระมัดระวัง : เมื่อมีเงินสดมากเกินไป บางคนอาจมีพฤติกรรมใช้จ่ายเงินโดยไม่ระมัดระวัง เพราะรู้สึกว่ายังมีเงินสำรองอยู่มาก ส่งผลให้เงินไหลออกจากกระเป๋าโดยไม่รู้ตัวและอาจทำให้การเงินส่วนตัวไม่มั่นคง
- 4. ลดวินัยทางการเงินและประสิทธิภาพการบริหารเงิน : สำหรับองค์กรหรือบริษัท การถือเงินสดมากเกินไปอาจทำให้วินัยทางการเงินลดลง มีการใช้จ่ายอย่างขาดประสิทธิภาพ และอาจถูกมองว่าไม่มีการบริหารจัดการเงินที่ดี
- 5. ความเสี่ยงจากการไม่ได้ใช้เงินอย่างเหมาะสม : เงินสดที่ถือไว้อาจถูกใช้ในกรณีฉุกเฉินได้ทันที แต่ถ้ามีมากเกินไปและไม่ถูกนำไปลงทุน จะทำให้เงินไม่เติบโต และในบางกรณีอาจต้องลดระดับคุณภาพชีวิตในอนาคตเพราะเงินไม่พอใช้เมื่อเวลาผ่านไป
การถือเงินสดมากเกินไปทำให้เกิดผลเสียในระยะยาว เช่น มูลค่าเงินลดลงจากเงินเฟ้อพลาดโอกาสในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และอาจส่งผลต่อวินัยทางการเงินและการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม การบริหารเงินที่ดีควรมีเงินสดสำรองพอเหมาะสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและระยะสั้น ส่วนเงินที่เหลือควรนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนและรักษามูลค่าเงินในระยะยาว
เงินสำรองฉุกเฉิน เกราะป้องกันทางการเงินที่สำคัญ ควรมีเท่าไรจึงจะอุ่นใจ?
หนึ่งในบทบาทสำคัญที่สุดของการมีเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงเก็บไว้ คือ การเป็น “เงินทุนสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉิน” ซึ่งเปรียบเสมือนเบาะรองรับทางการเงินเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินได้ให้ทรรศนะว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันการเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินให้เทียบเท่ากับค่าใช้จ่ายรายเดือนประมาณ 10 เดือน ถือเป็นแนวทางที่รอบคอบและเหมาะสม ตัวเลขนี้เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากคำแนะนำในอดีตที่อาจอยู่ที่ราว 6 เดือนของรายจ่าย
เหตุผลหลักที่อยู่เบื้องหลังการเพิ่มระยะเวลาสำรองนี้ คือ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดคิด ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ต้องเผชิญกับการว่างงาน การมีเงินสำรองที่นานขึ้นจะช่วยลดแรงกดดันและเพิ่มระยะเวลาในการหางานใหม่ได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่ตลาดแรงงานอาจมีการแข่งขันสูง หรือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอาจต้องใช้เวลา หากเงินสำรองไม่เพียงพอในช่วงเวลาดังกล่าว ย่อมนำมาซึ่งความยากลำบากและความเครียดทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รู้หรือไม่? : คน Gen Y เลือกเก็บเงินสดมากกว่าลงทุน
Gen Y (หรือ Millennials) ซึ่งเกิดระหว่างปี 1981–1996 มีแนวโน้มเลือกเก็บเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงมากกว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นหรือกองทุนรวม ด้วยเหตุผลสำคัญหลายประการ ดังนี้
- 1. ประสบการณ์จากวิกฤตเศรษฐกิจ : Gen Y เติบโตและเริ่มทำงานในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง คือ วิกฤตการเงินโลกปี 2008 และการระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินและตลาดแรงงาน การเผชิญวิกฤตซ้ำซ้อนทำให้คนรุ่นนี้ระแวดระวังและต้องการ “ความมั่นคงทางการเงิน” มากกว่าการเสี่ยงลงทุนเพื่อผลตอบแทนสูง
- 2. ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ : ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ความเสี่ยงจากสงคราม และคำเตือนเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากนักวิเคราะห์ ทำให้ Gen Y กังวลกับอนาคตและเลือกถือเงินสดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ไม่คาดฝัน
- 3. ความต้องการสภาพคล่องและความอุ่นใจ : เงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูง เช่น เงินฝากออมทรัพย์หรือกองทุนตลาดเงิน ให้ความอุ่นใจทันทีที่ต้องการใช้เงิน ไม่ต้องกลัวความผันผวนของตลาดหรือขาดสภาพคล่องในยามฉุกเฉิน
- 4. ผลตอบแทนเงินฝากต่ำแต่เน้นความปลอดภัย : แม้ว่าผลตอบแทนจากการถือเงินสดหรือเงินฝากจะต่ำมากในช่วงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่ Gen Y ยังเลือกทางนี้เพราะ “ปลอดภัยกว่า” และไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด
- 5. ประสบการณ์ชีวิตหล่อหลอมนิสัยการเงิน : งานวิจัยและประสบการณ์ชีวิตพบว่า Gen Y ถูกหล่อหลอมให้ระมัดระวังทางการเงินจากวิกฤตที่ผ่านมา และมักให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคง” มากกว่าการไล่ตามผลตอบแทนสูง
- 6. ปัจจัยเสริมอื่น ๆ : ความเครียดทางการเงินที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตใจ ทำให้ Gen Y ต้องการความมั่นคงในระยะสั้น นอกจากนี้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย ทำให้ Gen Y ตระหนักถึงความเสี่ยงและแนวโน้มเศรษฐกิจมากกว่าเจนอื่น ๆ
บทสรุป : การสร้างสมดุลเพื่อความมั่งคั่งและความมั่นคงทางการเงินส่วนบุคคล

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะ “กอดเงินสด” มากน้อยเพียงใด หรือควรบริหารจัดการสินทรัพย์สภาพคล่องสูงอย่างไรนั้น มิอาจมีสูตรสำเร็จตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน ปัจจัยชี้ขาดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเงินส่วนบุคคล ระดับความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงที่ไม่เท่ากัน และเป้าหมายทางการเงินที่หลากหลายทั้งในระยะสั้น กลาง และยาวของแต่ละคนอย่างแท้จริง
ดังนั้น การถือครองเงินสดหรือสินทรัพย์ใกล้เงินสดนั้น มีข้อดีในแง่ของการเป็น “กันชน” ทางการเงิน มอบความอุ่นใจ และความพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือภาวะฉุกเฉิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจโลกและประเทศไทยเผชิญกับความไม่แน่นอนและความผันผวนรอบด้าน การมีเงินสำรองฉุกเฉินในระดับที่เพียงพอ (ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ครอบคลุมรายจ่ายประมาณ 10 เดือน) จึงเปรียบเสมือนรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางการเงินส่วนบุคคล ช่วยลดแรงกดดันหากต้องเผชิญกับการว่างงานหรือรายได้ที่ลดลงอย่างกะทันหัน
อย่างไรก็ตาม การถือเงินสดในสัดส่วนที่มากเกินไปหรือเก็บไว้ในรูปแบบธนบัตรเพียงอย่างเดียว ก็มีข้อจำกัดที่ต้องตระหนักเช่นกัน นั่นคือ การสูญเสียอำนาจซื้อที่แท้จริงจากผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะกัดกินมูลค่าของเงินให้ลดน้อยถอยลงเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากนี้ ยังเป็นการพลาดโอกาสในการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ ที่อาจสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า เช่น ตลาดตราสารหนี้ ตลาดหลักทรัพย์ หรือการลงทุนทางเลือกอื่น ๆ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
กลยุทธ์สร้างสมดุลการเงิน เพื่อความมั่งคั่งมั่นคง ท่ามกลางยุคแห่งความไม่แน่นอน
บทเรียนจากกลุ่ม Gen Y ที่มีแนวโน้มเลือกเก็บเงินสดมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของประสบการณ์จากวิกฤตเศรษฐกิจและความกังวลต่ออนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ แต่ก็ไม่ควรละเลยหลักการพื้นฐานของการกระจายความเสี่ยงและการลงทุนเพื่อการเติบโต
ดังนั้น หัวใจสำคัญของการบริหารจัดการเงินในยุคนี้ จึงอยู่ที่การ “สร้างสมดุล” (Balancing) ที่เหมาะสมระหว่างความต้องการสภาพคล่องเพื่อความอุ่นใจในปัจจุบัน กับความจำเป็นในการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตของสินทรัพย์ในอนาคต ควรเริ่มต้นจากการประเมินตนเองอย่างถี่ถ้วน กำหนดเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเจน จัดสรรเงินสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอ และนำเงินส่วนที่เหลือไปลงทุนในช่องทางต่าง ๆ อย่างรอบคอบและกระจายความเสี่ยงตามระดับที่ตนเองยอมรับได้
การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสภาวะเศรษฐกิจ ข้อมูลเชิงลึกทางการเงิน และแนวโน้มพฤติกรรมการออมและการลงทุน รวมถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คุณสามารถวางแผนและปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการเงินสดและสินทรัพย์สภาพคล่องของตนเองได้อย่างชาญฉลาด เพื่อนำทางไปสู่ความมั่นคงและความมั่งคั่งทางการเงินที่ยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรเศรษฐกิจเสมอไป การหมั่นทบทวนแผนการเงินและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้คุณสามารถก้าวข้ามความท้าทายและบรรลุอิสรภาพทางการเงินได้อย่างที่ตั้งใจไว้
ตารางสรุป : กอดเงินสดอย่างไรให้รอด? เจาะลึกกลยุทธ์บริหารสภาพคล่องยุคเศรษฐกิจผันผวน
| ประเด็นสำคัญ | ข้อมูลสำคัญ | ข้อคิดและประโยชน์ที่ควรรู้ |
| เงินสด & สินทรัพย์สภาพคล่อง | - ธนบัตร
- เงินฝากออมทรัพย์
- สินทรัพย์ใกล้เงินสด
| เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว ใช้จ่ายฉุกเฉินสะดวก |
| การกระจายเงินออมของคนไทย | - ตราสารหนี้ : 17 ล้านล้านบาท
- ตลาดหุ้น : 17 ล้านล้านบาท
- เงินฝากธนาคาร : 16 ล้านล้านบาท
- ธนบัตรหมุนเวียน : 2.4 ล้านล้านบาท
| คนไทยไม่ได้เก็บเงินสดอย่างเดียว กระจายหลายทาง |
เหตุผลที่ควร “กอดเงินสด” | - ลดความเสี่ยงลงทุน
- รับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด
| มีเงินกันชน เพิ่มความมั่นใจช่วงเศรษฐกิจผันผวน |
| ข้อดีของการถือเงินสด | - สภาพคล่องสูงสุด
- ใช้จ่ายได้ทันที
| เหมาะกับเหตุฉุกเฉินและสถานการณ์เร่งด่วน |
| ข้อจำกัดของเงินสด | - ไม่สร้างผลตอบแทน
- มูลค่าลดลงเมื่อเงินเฟ้อสูง
| ควรถือเท่าที่จำเป็น กระจายลงทุนลดความเสี่ยง |
| เงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไร? | - ควรมีเทียบเท่าค่าใช้จ่าย 10 เดือน
| รับมือว่างงาน/วิกฤตได้ดีขึ้น ไม่เครียดเรื่องเงิน |
| บทสรุป/ข้อคิด | - กระจายความเสี่ยง
- วางแผนตามเป้าหมายส่วนตัว
| บริหารเงินสดอย่างสมดุล สร้างความมั่นคงระยะยาว |
อ้างอิงข้อมูลจาก lhbank,ดร. ธิดารัตน์ สืบญาต,smarttoinvest,krungsri,longtunman
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Community สังคมแห่งการลงทุน” เพื่อ เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยน ไอเดียการลงทุน มาร่วมสร้างเครือข่ายนักลงทุนให้เติบโตไปด้วยกัน เข้าร่วมกับเราที่ efinancethaiconnect : https://connect.efinancethai.com