สำหรับนักลงทุนที่ติดตามตลาดต่างประเทศ คงสังเกตได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เริ่มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญคือ กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ กับผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของเกาหลีใต้เข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้ทั้งสองตลาดตอบสนองต่อปัจจัยเดียวกันมากกว่าในอดีต
ข้อมูลจาก Rayliant ระบุว่า ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ในช่วง 60 วันของดัชนี Kospi กับ Nasdaq 100 ล่าสุด ปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 0.50 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021
ความสัมพันธ์นี้ยิ่งสะท้อนถึงอิทธิพลต่อตลาดที่เพิ่มขึ้นของหุ้น Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งมีน้ำหนักรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของดัชนี Kospi โดยทั้งสองบริษัทถือเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์ AI ในฐานะผู้ผลิตชิปหน่วยความจำป้อนให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ
รอล์ฟ บุลค์ นักวิเคราะห์จาก Futurum Group กล่าวว่า ค่าสหสัมพันธ์ของสองตลาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากดัชนี Kospi ได้กลายเป็นดัชนีชี้วัดหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ไปแล้วนั่นเอง
ดีมานด์ชิป AI หนุนสองตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน
Samsung และ SK Hynix พึ่งพาการลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler (ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่) มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เช่นกัน
บุลค์ระบุว่า ความต้องการชิป DRAM (Dynamic Random-Access Memory) จากดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นจาก 40% ของอุปสงค์ทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว ขึ้นมาอยู่ที่ 50% กว่า ๆ ในปีนี้ และคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ DRAM เป็นหน่วยความจำที่ใช้ในเซิร์ฟเวอร์ AI
จอง อิน ยุน ผู้ก่อตั้ง Fibonacci Asset Management กล่าวว่า Samsung และ SK Hynix มักเป็นหุ้นกลุ่มแรกที่สะท้อนเซนติเมนท์ของนักลงทุนต่อพัฒนาการที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ซึ่งอาจส่งผลต่ออุปสงค์ AI ทั่วโลก โดยเฉพาะ SK Hynix ที่กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญ เนื่องจากมีความเกี่ยวโยงกับการผลิตชิป High-Bandwidth Memory ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน AI
เมื่อตลาดเกาหลีใต้กลายเป็นสัญญาณชี้นำธีม AI
การซื้อขายในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ดัชนี Kospi ร่วงกว่า 8% หลังหุ้น SK Hynix ดิ่งลง 15% ซึ่งเป็นการร่วงลงมากเป็นประวัติการณ์ในวันเดียว ก่อนที่ดัชนี Nasdaq 100 จะปิดลดลง 1.88% ในวันเดียวกัน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ ต่างปรับตัวลงเช่นกัน โดย Micron Technology ปิดลบ 4%, Sandisk ดิ่ง 12% และ Intel ร่วง 6%
ปีเตอร์ คิม หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนโลกของ KB Financial Group กล่าวว่า การปรับขึ้นของหุ้นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำเกาหลีใต้เกิดขึ้นช้ากว่าการพุ่งขึ้นของ Nasdaq เนื่องจากในช่วงแรก ๆ นักลงทุนสหรัฐฯ ให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่ม Hyperscaler มากกว่า อย่างไรก็ตาม ความร้อนแรงและความผันผวนของการปรับขึ้นในระยะหลัง ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มมองตลาดเกาหลีใต้เป็นดัชนีชี้วัดสำคัญของธีม AI
นอกจากนี้ แนวโน้มผลประกอบการของ Samsung ยังเป็นหนึ่งในสัญญาณแรก ๆ ของแต่ละไตรมาสที่สะท้อนภาวะอุปสงค์ AI เนื่องจากบริษัทมักประกาศผลประกอบการก่อนบริษัทเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ราว 2 สัปดาห์
สองตลาดเคลื่อนไหวจากปัจจัยเดียวกัน กระจายความเสี่ยงได้ยากขึ้น
นักวิเคราะห์เตือนว่า หุ้นเทคฯ ทั้งสองตลาดกำลังเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานเดียวกัน และไม่ได้มีฝ่ายใดเป็นผู้นำสม่ำเสมออย่างชัดเจน
ฟิลลิป วูล หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Rayliant Global Advisors กล่าวว่า ทั้งหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ต่างถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเดียวกันมากขึ้น นั่นคือมุมมองของนักลงทุนต่อการลงทุนในฮาร์ดแวร์ AI
หากมีข่าวเกี่ยวกับ AI ในฟากฝั่งเอเชียในช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการ หุ้น Samsung และ SK Hynix มักเป็นตัวสะท้อนว่า วอลล์สตรีทจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเปิดตลาด ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของ Nasdaq ในช่วงที่ตลาดสหรัฐฯ เปิดทำการ ก็สามารถบ่งชี้ทิศทางของตลาดเกาหลีใต้ในวันถัดไปได้เช่นกัน
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยังเตือนว่า ความสัมพันธ์ที่สูงขึ้นระหว่างทั้งสองตลาดกำลังลดประโยชน์ของการกระจายความเสี่ยง ซึ่งเดิมเป็นเหตุผลสำคัญที่นักลงทุนเลือกถือครองหุ้นทั้งสหรัฐฯ และเกาหลีใต้
บุลค์กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดเกาหลีใต้ไม่อาจช่วยกระจายความเสี่ยงจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ได้อีกต่อไป เพราะครึ่งหนึ่งของดัชนี Kospi ผูกติดอยู่กับธีมการลงทุนเพียงเรื่องเดียว หากการใช้จ่ายด้านการลงทุนของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ชะลอตัว ตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าตลาดอื่น ๆ นอกจากนี้ หุ้นชิปของเกาหลีใต้ยังมีความผันผวนสูงกว่าหุ้นผู้ผลิตชิปหลายรายในสหรัฐฯ โดยแรงเหวี่ยงของราคายังถูกกดดันเพิ่มขึ้นจากการแห่ลงทุนในกองทุน Leveraged ETF
จับตาการแข่งขันและนโยบายรัฐ ปัจจัยเปลี่ยนทิศตลาดสหรัฐฯ – เกาหลีใต้
ปีเตอร์ คิมมองว่า ในระยะยาวหุ้นทั้งสองตลาดอาจกลับมาเคลื่อนไหวในทิศทางที่ต่างกันได้
แม้ปัจจุบัน Micron Technology, Samsung และ SK Hynix ต่างได้รับอานิสงส์จากราคา DRAM ที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ความแตกต่างด้านการลงทุน ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และนโยบายสนับสนุนการผลิตชิปภายในประเทศของสหรัฐฯ อาจทำให้ผลการดำเนินงานของแต่ละบริษัทเริ่มแตกต่างกันในอนาคต
คิมยังเตือนว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำของจีนยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตาม แม้เทคโนโลยีของผู้ผลิตจีนจะยังตามหลังคู่แข่ง แต่พัฒนาการที่เกิดขึ้นมักเร็วกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ โดยหุ้นของ Changxin Technology Group พุ่งขึ้น 466% ในวันแรกที่เข้าซื้อขายในตลาด STAR Market ของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในบรรดาบริษัทจีนที่จดทะเบียนในประเทศ
เรียบเรียงจาก CNBC