การ"ติดดอยหุ้น"ไม่ใช่เรื่องแปลก สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะแอดฯเชื่อว่า ทั้งมือเก่า - ใหม่ ต่างเคยผ่านประสบการณ์นี้มาหมดแล้ว
แอดฯจึงอยากหยิบข้อมูลดี ๆ จาก บล.กรุงศรี เกี่ยวกับเทคนิคการลงจากดอยหุ้นให้เจ็บตัวน้อยที่สุด มาแบ่งปันให้ทุกคนลองนำไปใช้ดูนะ
โดย บล.กรุงศรี ระบุว่า หากเรารู้ตัวว่ากำลังติดดอย ขั้นแรกต้องมาพิจารณาว่า สินทรัพย์ที่เราถืออยู่นั้น ยังมีอนาคตไหม ? จากนั้นให้ใช้ 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้
1.ตัดเนื้อร้ายทิ้ง : เมื่อพื้นฐานเปลี่ยนแล้ว แถมแนวโน้มหุ้นมีแต่ลง ถ้าตัดใจขายเอาเงินไปซื้อหุ้นตัวอื่นมาสร้างกำไรชดเชยขาดทุน ดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
จริง ๆ แล้ว การ Cut Loss เป็นหนึ่งในหลักการพื้นฐานของนักลงทุนสายเทคนิค ที่มักกำหนดลิมิตขาดทุนไว้ เช่น หากราคาหุ้น ลดลงจากราคาที่ซื้อ 20% จะ Cut Loss เพื่อจำกัดการขาดทุน
2.ซื้อหุ้นเพิ่มกดต้นทุน : วิธีนี้ต้องดูแนวโน้มราคาหุ้นประกอบการตัดสินใจด้วย เพราะการซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อหวังถัวเฉลี่ยต้นทุน ควรทำในแนวโน้มขาขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างดังนี้
สมมติซื้อหุ้น A ราคาหุ้นละ 1 บาท จำนวน 1,000 หุ้น เท่ากับต้นทุนของเราอยู่ที่ 1,000 บาท ต่อมา หุ้น A ราคาลดลงเหลือ 0.65 บาท ทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.65*1,000 = 650 บาท จึงทำให้เราขาดทุน 350 บาท
แต่คาดการณ์ว่า 0.65 บาท เป็นราคาต่ำสุดของหุ้น A แล้ว จึงตัดสินใจซื้อหุ้น A เพิ่มอีก 1,000 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 0.65 บาท ทำให้ต้นทุนหุ้นในพอร์ตรวม 1,000 + 650 = 1,650 บาท โดยหุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.65*2,000 = 1,300 บาท หรือขาดทุน 350 บาท
ต่อมา ถ้าหุ้น A ขึ้นเป็น 0.80 บาท ทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.8*2,000 = 1,600 บาท หรือขาดทุน 50 บาท จากตัวอย่าง การซื้อหุ้นในแนวโน้มขาขึ้นเพื่อถัวให้ราคาเฉลี่ยลดลง ช่วยลดความเสียหายเหลือ 3% แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย จะขาดทุน 20%
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของวิธีนี้ คือ หากคาดการณ์ผิด ซื้อหุ้นเพิ่มช่วงขาลง พอร์ตจะยิ่งติดดอยหนัก แม้จะได้ราคาต้นทุนต่ำลงเรื่อย ๆ แต่อย่าลืมว่า มูลค่าหุ้นที่ถือก็ลดลงเช่นกัน
3.Short Against Port : วิธีนี้เป็นการลดความเสียหายของพอร์ต โดยไม่เพิ่มต้นทุน แต่ต้องอาศัยการคาดการณ์ที่แม่นยำของราคาแนวรับ - แนวต้าน ดังนี้
สมมติซื้อหุ้น B ราคาหุ้นละ 1 บาท จำนวน 1,000 หุ้น ต้นทุนรวมเท่ากับ 1,000 บาท ต่อมา หุ้น B ราคาหุ้นลดลงเหลือ 0.7 บาท ทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.7*1,000 = 700 บาท จึงทำให้ขาดทุน 300 บาท
แต่ถ้าคาดการณ์ว่า ราคาหุ้น B จะลงต่ำกว่าแนวรับแรกที่ 0.7 บาท แล้วตัดสินใจขายหุ้น B ออกไปก่อน 500 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 0.7 บาท ได้เงินกลับมา 350 บาท ทำให้ต้นทุนเหลือ 1,000 -350 = 650 บาท ซึ่งขณะนี้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.7* 500 = 350 บาท เท่ากับขาดทุน 300 บาท
ต่อมา หุ้น B ราคาลงเหลือ 0.5 บาท ทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.5*500 = 250 บาท ขาดทุน 400 บาท วิเคราะห์ว่า ที่ราคา 0.5 บาท เป็นจุดต่ำสุด จึงนำเงินที่ขายหุ้นจำนวน 350 บาท กลับเข้าซื้อหุ้นที่ราคา 0.5 บาท ได้ 350 / 0.5 = 700 หุ้น ทำให้ต้นทุนกลับมาเป็น 650+350 = 1,000 บาท โดยพอร์ตมีมูลค่า 0.5*(500+700) = 600 บาท
เมื่อหุ้น B เด้งชนแนวต้านที่หุ้นละ 0.8 บาท จะทำให้พอร์ตมีมูลค่า 0.8*1,200 = 960 บาท ทำให้การขาดทุนเหลือ 40 บาท เท่านั้น
จากตัวอย่าง ช่วยลดความเสียหายของพอร์ตเหลือ 4% แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย จะขาดทุน 20% โดยวิธีนี้ นอกจากการคาดการณ์ทิศทางที่แม่นยำแล้ว การคาดการณ์แนวรับ แนวต้านก็สำคัญเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ คือ เคล็ดไม่ลับลงจากดอยให้เจ็บตัวน้อยที่สุด ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนไม่มากก็น้อยเนอะ สำหรับวันนี้ไปก่อนแล้ว บ๊าย บาย ....