AOTเตรียมประมูลดอนเมืองเฟส 3 วงเงินรวม 3.6 หมื่นล้านบาท มี.ค.ปีหน้า หวังเปิดใช้ปี 74 ยันมีสภาพคล่องแกร่ง ทยอยลงทุนปีละ 3-5 พันล้านบาท พร้อมปรับแผนดึงโครงการขยายอาคารไพรเวทเจ็ท เปิดพีพีพีสัมปทานสูงสุด 20 ปี คาดหนุนรายได้ปีละ 2-3 พันลบ. ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่าได้เปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ในโครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 โดยหลังจากนี้จะเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 และรวบรวมผลการศึกษาแล้วเสร็จภายใน ต.ค.2567 ก่อนเปิดประกวดราคาในเดือน มี.ค.2568 และดำเนินการก่อสร้างทันที เพื่อเปิดให้บริการในปี 2574 ซึ่งโครงการท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 จะรองรับผู้โดยสารสูงสุด 50 ล้านคนต่อปี และเพิ่มพื้นที่ใช้สอยบริการผู้โดยสารได้มากกว่า 4 แสนตารางเมตร โดยโครงการท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ปัจจุบันผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินลงทุนรวม 36,829 ล้านบาท และผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จึงถือเป็นโครงการที่มีความพร้อมในการลงทุนทันที ซึ่ง AOTจะใช้กระแสเงินสดในการพัฒนาโครงการนี้ทั้งหมด ยืนยันว่ามีความพร้อมด้านการเงิน โดยประเมินว่าจะทยอยลงทุนเฉลี่ยปีละ 5 - 8 พันล้านบาท เป็นระยะเวลารวม 5 ปี ทั้งนี้โครงการดังกล่าว จะมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่(International Terminal) บริเวณด้านทิศใต้ของสนามบิน มีพื้นที่ใช้สอยประมาณกว่า 166,000 ตารางเมตรสามารถรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศได้สูงสุด 23 ล้านคนต่อปี คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2572 ขณะที่การรับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง พบว่าแผนพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ต้องคำนึงเรื่องความสะดวกสบายเป็นหลัก ทำให้ AOTนำมาปรับแผนเตรียมก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาผู้โดยสารต้องเดินทางด้วยรถยนต์ไปยังหลุมจอดอากาศยาน รวมทั้งปรับแผนพัฒนาอาคารคลังสินค้า 4 ด้านทิศเหนือของท่าอากาศยานดอนเมือง จากเดิมจะพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ ปรับมาพัฒนาขยายอาคารผู้โดยสารส่วนบุคคล (ไพรเวทเจ็ท) รองรับความต้องการของผู้โดยสารกลุ่มนี้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ AOTประเมินรูปแบบการลงทุนพัฒนาอาคารไพรเวทเจ็ท โดยจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐ (พีพีพี) ระยะเวลาสัมปทาน 15 - 20 ปี ซึ่งจะเปิดพีพีพีทั้งส่วนของอาคารเดิมที่กำลังจะหมดสัญญาในปี 2568 และอาคารไพรเวทเจ็ท 2 ที่กำลังจะพัฒนาด้วย เบื้องต้น AOTประเมินว่าหากมีการเปิดให้บริการอาคารไพรเวทเจ็ททั้ง 2 อาคาร จะเพิ่มขีดความสามารถรองรับเป็น 60 เที่ยวบินต่อวัน จากปัจจุบันรองรับได้ 20-30 เที่ยวบินต่อวัน อีกทั้งจะสร้างรายได้ให้ AOT เฉลี่ยปีละ 2-3 พันล้านบาท จากค่าบริการภาคพื้น และสัญญาสัมปทาน AOT ประเมินแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังนี้ พบว่าปัจจุบันยังมีสัญญาณการฟื้นตัวด้านการเดินทางอย่างต่อเนื่อง หลังจากผ่านพ้นวิกฤตโควิด ดังนั้นจึงมั่นใจว่าในช่วงครึ่งปีที่เหลือ จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 60 ล้านคน ผลักดันเป้าหมายปริมาณผู้โดยสารในปีนี้ถึง 120 ล้านคน และในปี 2568 คาดว่าผู้โดยสารจะกลับมาฟื้นตัว 140 ลัานคน กลับสู่สถานการณ์ปกติเทียบเท่าปี 2562 นอกจากนี้ AOT มีแผนจะปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 เพื่อขยายพื้นที่ให้บริการผู้โดยสารภายในประเทศร่วมกับอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 สามารถรองรับผู้โดยสารภายในประเทศได้สูงสุด 27 ล้านคนต่อปี รวมพื้นที่ใช้สอยมากถึง 240,000 ตารางเมตรคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2574 ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่รองรับผู้โดยสารรวมกว่า 400,000 ตารางเมตร และ มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการบินเพื่อรองรับการเดินทางภายในประเทศได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่เพียงเท่านี้ AOT จะกลับมาปรับปรุงอาคารคาร์โก้ใหม่ หลังจากที่ผ่านมารายได้ตรงนี้หายไป โดยทาง AOT จะใช้งบเดียวกับโครงการพัฒนา ท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ประกอบกับ จะเพิ่มที่จอดรถอีก 4,000 คันจากเดิมรองรับได้ 2,000 คัน ซึ่งปัจจุบันยังไม่เพียงพอ โดยการเพิ่มที่จอดรถก็เพื่อรองรับการเดินทางภายในประเทศให้ได้อย่างเต็มรูปแบบ "เราตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลาง national hub เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ ดึง private jet เข้ามาในไทยมากขึ้น เพราะเชื่อว่านอกจากจะสร้างรายได้แล้ว ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่ง"ดร.กีรติ กล่าว |