ITC เผยงบ Q1/67 มีกำไร 821 ลบ.โต 93.1% เทียบช่วงเดียวกันปี 66 รับตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโซนยุโรป - เอเชียและโอเชียเนียสดใส ขณะที่สินค้าพรีเมี่ยมขายดี ทุ่มงบ 1.3 พันลบ. ติดตั้งระบบการจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้าอัตโนมัติ ในโรงงานจังหวัดสงขลา โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 68 นายพิชิตชัย วงศ์ปิยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าผลประกอบการไตรมาส 1/67 มีกำไร 821 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93.1% เทียบช่วงเดียวกันปี 66 จากการเพิ่มขึ้นของยอดขายและกำไรจากการดำเนินงาน และการลดลงของค่าใช้จ่ายทางภาษี โดยรายได้จากการขายไตรมาสนี้ อยู่ที่ 4,028.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.3% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยหลักมาจากลูกค้ากลุ่มยุโรป เอเชียและโอเชียเนียที่เติบโตแข็งแกร่ง และสัดส่วนการขายสินค้าพรีเมี่ยมที่สูงขึ้น และการปรับราคาของบริษัท สำหรับยอดขายแต่ละกลุ่มเติบโตดังนี้ ทวีปอเมริกา เพิ่มขึ้น 0.7% ยุโรปเพิ่มขึ้น 57.9% และทวีปเอเชียและโอเชียเพิ่มขึ้น 11.6% ผลงานที่ดีขึ้นทั้งยอดขายและกำไร เป็นผลมาจากความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่กลับมาสู่ระดับปกติ การเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้าพรีเมียม การปรับราคาขาย และปริมาณคำสั่งซื้อจากลูกค้าแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก ส่งผลให้ไอ-เทลมียอดขายเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพร่วมกับกลยุทธ์การปรับราคาสินค้า ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้การดำเนินธุรกิจมีอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาที่ 26% และ 20% ตามลำดับ
“หลังจากก้าวผ่านความท้าทายในปี 2566 ในที่สุดการดำเนินธุรกิจของไอ-เทล สามารถกลับมามีกำไรและยอดขายที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีความพร้อมที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเพื่อผลักดันการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ในปี 2567 โดยบริษัทฯ ยังคงยึดมั่นการดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดการให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเป็นศูนย์กลาง (Pet Centric) และต่อยอดธุรกิจด้วยการคว้าโอกาสสำคัญต่างๆ จากภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงที่คาดว่าจะเติบโตในทิศทางบวกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเวลานี้เป็นต้นไป” อีกทั้ง ไอ-เทลได้เดินหน้ากลยุทธ์เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจร่วมกับกลุ่มลูกค้าปัจจุบันควบคู่ไปกับการเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น โดยในไตรมาสที่ 1 ได้เริ่มต้นข้อตกลงทางธุรกิจเพื่อการผลิตสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงให้แก่แบรนด์ค้าปลีกชั้นนำในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเริ่มมีคำสั่งซื้อและส่งมอบสินค้าล็อตแรกในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ สำหรับไตรมาสแรกของปี 2567 ไอ-เทลมีสัดส่วนของยอดขายแบ่งตามภูมิภาคดังนี้ สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 45 % ของรายได้ทั้งหมด ในขณะที่เอเชียและโอเชียเนียอยู่ที่ 36% และยุโรปอยู่ที่ 19% อีกทั้ง สามารถแบ่งสัดส่วนของยอดขายตามประเภทของสินค้าอาหารหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อาหารแมว 75% เ อาหารสุนัข 13% ขนมทานเล่นของสัตว์เลี้ยง 10% และธุรกิจอื่นๆ อีกราว 2% ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญต่อการตอบรับเทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว หรือ “Pet Humanization” ที่มาพร้อมกับการบริโภคสินค้าพรีเมียมที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของไอ-เทลในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมคุณค่าทางโภชนาการที่ผ่านเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย รวมถึงการคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐานและให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ากลุ่ม Pet Parents ทั่วโลกที่ต้องการดูแลและส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับสัตว์เลี้ยงของพวกเขา โดยบริษัทฯ ได้พัฒนาและออกผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 500 รายการ ในไตรมาสที่ผ่านมา เพื่อรองรับความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจด้วยการลงทุนราว 1.3 พันล้านบาท เพื่อติดตั้งระบบการจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้าอัตโนมัติ (Automated Storage & Retrieval System - ASRS) ที่โรงงานในจังหวัดสงขลา โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนในระยะยาว ท้ายที่สุดนี้ ไอ-เทล ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาความยั่งยืนที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ SeaChange® 2030 โดยได้เริ่มการติดตั้งระบบการปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยการกรองแบบ Ultrafiltration and Reverse Osmosis (UFRO) ที่โรงงานในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นโรงงานต้นแบบในจำนวน 5 โรงของกลุ่มไทยยูเนี่ยนในการนำร่องด้านกระบวนการผลิตที่เป็นเลิศ (best-in-class manufacturing) โดยคาดว่าการติดตั้งจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์ (zero water discharge) ให้สำเร็จภายในปี 2573 “ผมเชื่อมั่นว่าไอ-เทลจะสามารถสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและมีผลงานที่ยอดเยี่ยมในปี 2567 เพื่อตอกย้ำศักยภาพของเราในการเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงชั้นนำของโลกที่พร้อมส่งมอบคุณค่าเชิงบวกสู่สังคมและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนไปพร้อมกันในระยะยาว” นายพิชิตชัยกล่าว |