IPO Corner

10 เรื่องน่ารู้ STECH เจาะแผนการโตหุ้นคอนกรีตอัดแรงรายใหญ่

10 เรื่องน่ารู้ STECH เจาะแผนการโตหุ้นคอนกรีตอัดแรงรายใหญ่

         "บมจ.สยามเทคนิคคอนกรีต หรือ STECH" ผู้ผลิตคอนกรีตอัดแรงรายใหญ่ กำลังจะเข้าจดทะเบียนใน SET 23 ก.ค.นี้ นับเป็นอีกธุรกิจที่น่าสนใจ เนื่องจากผลิตภัณฑ์เสาเข็มตอก และคอนกรีตอัดแรง ถือเป็นงานฐานราก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในงานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่มีนโยบายการลงทุนต่อเนื่อง หากมองไปในอนาคต งานเมกะโปรเจกต์เหล่านี้ยังมีมูลค่าอีกมหาศาล ตามแผนระยะยาวเป็น 10 ปี รวมไปถึง งานสาธารณูปโภคต่างๆ และงานก่อสร้างของภาคเอกชน ที่จะเร่งฟื้นตัวขึ้นในช่วงหลังโควิดผ่อนคลาย ดังนั้น หากถามถึงโอกาสของ STECH คืออะไร คงบอกได้ว่า บริษัทฯ เป็นรายใหญ่ที่มีโรงงานมากที่สุด และกระจายอยู่หลายภูมิภาคของประเทศ ทำให้มีความพร้อมในการเข้าประมูลรับงาน ด้วยศักยภาพในการแข่งขัน ต้นทุนค่าขนส่งอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะเป็นคีย์การเติบโตในอนาคต 

          สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย จึงได้สรุปข้อมูลที่สำคัญ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของนักลงทุน

 

1. STECH คือใคร ?

         บมจ.สยามเทคนิคคอนกรีต หรือ STECH เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงภายใต้เครื่องหมายการค้า “STEC”  ได้แก่ เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง เสาไฟฟ้าคอนกรีตอัดแรง และผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงต่างๆ ให้แก่ภาครัฐบาลและเอกชน ตลอดจนการให้บริการขนส่งผลิตภัณฑ์และบริการตอกเสาเข็ม อีกทั้ง บริษัทฯ ยังให้บริการรับเหมาก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของบริษัทฯ ได้แก่ งานติดตั้งระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 115 kV และงานออกแบบจัดหาพร้อมติดตั้งเคเบิลใยแก้วนำแสง
         จุดเริ่มต้นของธุรกิจมาจาก "คุณวัฒน์ชัย มงคลศรีสวัสดิ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจนี้มากับมือ
เห็นโอกาสความต้องการใช้คอนกรีตอัดแรงจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จึงก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2544 ในนามของบริษัท สระบุรีเทคนิคคอนกรีต จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 35.00 ล้านบาท เริ่มโรงงานผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงแห่งแรกที่ อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี มีกำลังการผลิตเริ่มแรก 87,000 ลูกบาศก์เมตร/ปี 

2. โรงงานและอัตรากำลังการผลิตในปัจจุบัน ?

         ปัจจุบัน บริษัทมีโรงงานผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง 9 แห่ง กระจายอยู่ในหลายภูมิภาค ประกอบด้วย สระบุรี ชลบุรี สุโขทัย ลำพูน บุรีรัมย์ ขอนแก่น อุบลราชธานี และนครราชสีมา และมีโรงงานเสาเข็มสปัน ตั้งอยู่ที่สระบุรี
         บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 10 (สาขา 2) ที่ชลบุรี คาดจะพร้อมผลิตในไตรมาส 4 ปีนี้ เพื่อรองรับงาน EEC ขณะที่ แผนขยายโรงงานที่มุกดาหาร จะสนับสนุนให้บริษัทมีโรงงาน 11 แห่ง ในปี 67 

         ปัจจุบัน บริษัทใช้ Utilization rate เฉลี่ยอยู่ที่ 70% มีกำลังการผลิตคอนกรีตอัดแรงรวมอยู่ที่ประมาณ 318,000 แสนคิวคอนกรีตต่อปี หลังโรงงานแห่งใหม่ที่ชลบุรีแล้วเสร็จ รวมทั้ง กำลังการผลิตโรงงานเดิมที่เพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงไลน์การผลิตโรงงานที่สระบุรี ดอนพุด จะเพิ่มกำลังการผลิตอีกราว 30% เป็น 430,000 คิวคอนกรีตต่อปี 

         ซึ่งหากดูเฉพาะบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะเดียวกัน STECH ถือเป็น Top3 ในตลาด และเป็นเบอร์ 1 ที่มีโรงงานมากที่สุดในประเทศ

3. การมีโรงงานมากที่สุดทั่วประเทศ ดีต่อ STECH อย่างไร ?

         หนึ่งในต้นทุนหลักของธุรกิจผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงคือต้นทุนค่าขนส่ง ดังนั้น การที่บริษัทมีโรงงานครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งอยู่ในระดับต่ำ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ 

         หากมาดูงานโปรเจกต์ภาครัฐที่ทยอยออกมา ไม่ว่าจะเป็น โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย – เชียงราย - เชียงของ , โครงการรถไฟทางคู่ สายบ้านไผ่ - มหาสารคาม - ร้อยเอ็ด - มุกดาหาร - นครพนม , โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา - หนองคาย และ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นต้น สอดรับกับโรงงานของบริษัทที่มีครอบคลุมทั้ง ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

4. กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือใครบ้าง ?

          ลูกค้าของบริษัทกระจายอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ เช่น  ช.การช่าง อิตาเลียนไทย ออริจิน CP PTT รวมถึง บริษัทชั้นนำในตลาด

5. แผนการเข้าจดทะเบียน ?

STECH เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 203,500,000 หุ้น (28.07% ของจำนวนหุ้นหลัง IPO) มูลค่าที่ตราไว้ (Par) 1 บาทต่อหุ้น 

กำหนดราคาหุ้นละ 2.78 บาท คิดเป็น P/E ที่ประมาณ 14.14 เท่า เปิดให้จองซื้อหุ้นไอพีโอ ระหว่างวันที่ 13 - 16 ก.ค. 64

เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 23 ก.ค. 64 ใช้ชื่อย่อในการซื้อขายคือ “STECH” กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดธุรกิจวัสดุก่อสร้าง

ปัจจุบัน STECH มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วก่อน  IPO 521.50 ล้านบาท และหลัง IPO 725.00 ล้านบาท นโยบายการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 40% 

6. วัตถุประสงค์การระดมทุน?

         เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ จำนวนประมาณ 550.32 ล้านบาท (หลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง) จะนำไปใช้ (1) ขยายธุรกิจเสาคอนกรีตอัดแรง ในโครงการต่างๆ ประมาณ 298 ล้านบาท  (2) ใช้สำหรับโครงการพัฒนาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต 10 ล้านบาท (3) ใช้ชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นประเภทตั๋วสัญญาใช้เงินจากสถาบันการเงิน 220 ล้านบาท (4) ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทฯ 22.32 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง

7.  ผลประกอบการ และอัตราส่วนที่น่าสนใจ ?

         ความน่าสนใจคือ STECH มีกำไรเติบโตต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการบริหารจัดการที่ดี ควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แม้รายได้ลดลงตามการก่อสร้างที่ชะลอตัว 
         โดยสัดส่วนรายได้ของบริษัท มาจากการขายและให้บริการคอนกรีตอัดแรง เป็นสัดส่วนรายได้หลัก มากกว่า 90% โดยมีผลิตภัณฑ์หลักคือ เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง ในไตรมาส 1 ปี 64 มีสัดส่วนอยู่ที่ราว 60% 

8.  จุดแข็ง – โอกาส ของบริษัทคืออะไร ?

         (1) ด้วยชื่อเสียงผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และมีความหลากหลาย ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าชั้นนำมายาวนาน  
         (2) ผู้บริหารมีประสบการณ์กว่า 35 ปี 
         (3) จำนวนโรงงานที่มากที่สุดในอุตสาหกรรม ได้เปรียบคู่แข่งขัน ด้วยโอกาสที่ได้รับงานมากกว่า ต้นทุนต่ำกว่า
         (4) การเติบโตการลงทุนของภาครัฐและเอกชน 
         (5) บริษัทมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการผลิต บุคลากร และคุณภาพผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง  

9. บริษัทมีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง ?

          ผลกระทบจากการก่อสร้างล่าช้าหรือหยุดชะงัก อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทฯ แต่มองเป็นเพียงระยะสั้น เนื่องจากลักษณะงานโครงการขนาดใหญ่ แม้จะชะลอจากแผน แต่ก็ต้องเดินหน้าพัฒนาต่อจนแล้วเสร็จ 

          ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ หรือการประมาณการต้นทุนคลาดเคลื่อน จากผลกระทบในเหตุการณ์พิเศษ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้ง ในสถานการณ์โควิด บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดี และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทมีโรงงาน และการผลิตอยู่ในระดับสูง ทำให้สามารถเจรจากับคู่ค้าได้

          แม้สถานการณ์โควิดที่เป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจ STECH พิสูจน์ฝีมือจากกำไรสุทธิในปี 63 เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 50% ด้วยกลยุทธ์การบริหารจัดการงานในมือ ซึ่งเป็นงานโครงการขนาดใหญ่ และมี economy of scale

          ในปีนี้ แม้มีมาตรการปิดแคมป์คนงานหยุดก่อสร้างในเขตพื้นที่เสี่ยงสูง ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 4 จังหวัดภาคใต้ เป็นเวลา 1 เดือน แต่บริษัทฯ มีโรงงานกระจายอยู่หลายภูมิภาคของประเทศ ที่กำลังเดินหน้าอยู่ และบริษัทไม่ได้หยุดผลิต เพื่อเตรียมพร้อมส่งมอบงานตามแผน 

10. ผู้ถือหุ้นใหญ่คือใคร ?

          ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ 2 ลำดับแรก คือ บริษัท ร่วมชัยกิจ จำกัด สัดส่วนการถือหุ้นก่อน IPO คือ 68.46% และหลัง IPO 49.24% ลำดับที่ 2 คือ กลุ่มครอบครัวมงคลศรีสวัสดิ สัดส่วนการถือหุ้นก่อน IPO คือ 13.63% และหลัง IPO 9.81% 

 

**********************************************************************************

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh