IPO Corner

9 เรื่องน่ารู้ หุ้นไอพีโอ PROS วางเป้าโตแบบ Growth Stock

9 เรื่องน่ารู้ หุ้นไอพีโอ PROS วางเป้าโตแบบ Growth Stock

          หุ้นน้องใหม่ไอพีโอ บริษัท พรอสเพอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PROS เป็นอีกหุ้นที่วางการเติบโตแบบ Growth Stock ทำธุรกิจรับเหมางานติดตั้งระบบวิศวกรรมประกอบอาคาร นำโดยการบริหารของแม่ทัพใหญ่ “พงศ์เทพ รัตนแสงสรวง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กำลังเดินหน้านำบริษัทฯ เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 27 เมษายนนี้ ชูความโดดเด่นมีผลงานเป็นที่ยอมรับจากผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งมีศักยภาพในการรับงานรับเหมา และมีการปรับตัวทางธุรกิจกระจายไปในกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ทำให้ผลประกอบการในปี 2563 ที่ผ่านมา ยังคงความสามารถการทำกำไรให้เติบโตในระดับมากกว่า 80% และงานในมือที่รอรับรู้รายได้เฉียด 2,000 ล้านบาท อยู่ในระดับสูงกว่าอดีตที่ผ่านมา 

          เรียกได้ว่า แม้เป็นหุ้นขนาดเล็กที่เข้ามาระดมทุนในช่วงนี้ ซึ่งมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 แต่ผู้บริหารมั่นใจศักยภาพของ PROS มีความแข็งแกร่ง และแผนการโตที่ชัดเจน จะสามารถใช้ผลงานพิสูจน์ฝีมือให้นักลงทุนเชื่อมั่นในช่วงต่อจากนี้ได้อย่างแน่นอน โดยบริษัทเคาะราคาไอพีโอ 2 บาท ขณะที่ผู้บริหารย้ำความมั่นใจ ขอกอดหุ้นในมือไว้แน่น ไม่ขาย สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย จึงได้สรุปข้อมูลที่สำคัญ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของนักลงทุน

 

1. หนึ่งในผู้นำธุรกิจรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมประกอบอาคาร

          PROS เป็นหนึ่งในผู้นำด้านงานรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมประกอบอาคารของประเทศรายใหญ่ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำงานมาอย่างยาวนาน โดยตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา บริษัทมุ่งเน้นการให้บริการที่มีคุณภาพ การดูแลและเอาใจใส่ลูกค้าแต่ละโครงการอย่างใกล้ชิด การตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลาย ตลอดจนการส่งมอบงานที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพภายในระยะเวลาที่ลูกค้ากำหนด ด้วยราคายุติธรรม โดยทีมผู้บริหารและทีมงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของโครงการให้ดำเนินงานติดตั้งระบบวิศวกรรมประกอบอาคารจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยฐานลูกค้าหลักของบริษัทกระจายอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิเช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารชุดพักอาศัย ศูนย์กระจายสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม และโรงพยาบาล เป็นต้น 

          นอกจากนี้ บริษัทยังถือหุ้น 71.80% ในบริษัท พรอสเพอร์ ไทธรรม์ จำกัด ซึ่งให้บริการงานโครงสร้างและสถาปัตยกรรมครบวงจร ซึ่งมีฐานลูกค้าหลักอยู่ในโครงการพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) 

 

2. ขายไอพีโอ 140 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.93%

          เสนอขายหุ้นไอพีโอ 140 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.93% ของจำนวนหุ้นสามัญ ที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้  

 

3. เคาะราคาไอพีโอ 2 บาท

          การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทในครั้งนี้ เสนอขายหุ้นละ 2 บาท โดยราคาดังกล่าวคิดเป็น P/E 22 เท่า เทียบกับบริษัทที่มีธุรกิจคล้ายคลึงกันซึ่งมี P/E ประมาณ 40 เท่า โดย P/E ดังกล่าว คำนวณจากผลประกอบการในอดีต โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาถึงผลการดำเนินงานในอนาคตจาก งานในมือที่มีมูลค่าสูงเฉียด 2,000 ล้านบาท และยังไม่ได้รวมโอกาสในการเข้าประมูลงานเพิ่มเติมระหว่างปีตามการเติบโตของอุตสาหกรรม ได้แก่

          (1) การลงทุนในโครงการของภาครัฐ เพื่อผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงการขนส่งทางบกทางอากาศและทางทะเลอย่างครบวงจร ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจค้าปลีกและก่อสร้าง  

          (2) การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการ ทั้งประเภทศูนย์การค้าและร้านค้าปลีกรายใหญ่ 

          (3) การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และ (4)  อัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่อาจดีขึ้น จากความประหยัดต่อขนาดรายได้ตามการเพิ่มขึ้นของฐานรายได้จากงานโครงการ  ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญสนับสนุนการเติบโตโดดเด่นต่อเนื่อง

          โดยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักรัพย์ในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่จะนำมาใช้ในการเข้าไปทำโครงการได้ขนาดใหญ่ขึ้นและต่อยอดธุรกิจได้มากขึ้น
 

PRSO เข้าซื้อขายใน : ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันที่ 27 เมษายน 2564 
หมวดธุรกิจ : กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
ที่ปรึกษาทางการเงิน :  บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด
ผู้จัดการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย : บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  
ผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย  : บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด 


4. มีนโยบายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ   

          บริษัทฯ มีนโยบายในการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ ในแต่ละปี ภายหลังจากหักภาษีและเงินทุนสำรองตามกฎหมายและทุนสำรองอื่น

 

5. นำเงินระดมทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่อยอดธุรกิจ

          เงินที่ระดมทุนได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ก่อนหักค่าใช้จ่ายในครั้งนี้ประมาณ 280 ล้านบาท บริษัทฯ มีแผนลงทุนดังนี้
(1) คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 30 ล้านบาท สำหรับลงทุนในเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างเพิ่มเติม ภายในปี 2564 – ปี 2565 ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพของบริษัทในการเข้ารับงานโครงการจากหน่วยงานราชการ และเอกชนมากขึ้น 

(2) เงินส่วนที่เหลือประมาณ 250 ล้านบาท บริษัทฯ มีแผนที่จะใช้เงินทุนหมุนเวียนเพื่อขยายความสามารถในการเข้าประมูลงาน ภายในปี 2564 – 2565 โดยบริษัทคาดว่าภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนแล้วเสร็จจะช่วยขยายความสามารถในการรับงานของบริษัทให้เพิ่มขึ้นได้ 

 

6. จุดเด่นและฐานะการเงินแข็งแกร่ง

          (1) กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่และทีมผู้บริหารมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำงานมาอย่างยาวนานกว่า 24 ปี ในการให้บริการรับเหมางานระบบวิศวกรรมประกอบอาคารครบวงจร
          (2) มีผลงานเป็นที่ยอมรับจากผู้ประกอบการมีชื่อเสียงในอุตสาหกรรม เช่น Tesco Lotus , AP, Thai oil และกลุ่มปตท. ส่งผลให้ได้รับงานจากลูกค้าเดิมอย่างต่อเนื่อง แ
          (3) มีศักยภาพในการรับเหมากลุ่มห้างสรรพสินค้าและค้าปลีก มีประสบการณ์ และการแข่งขันด้านราคา ในขณะที่ยังคงอัตรากำไรขั้นต้นได้ในระดับสูง
          (4) มีความสามารถในการปรับตัวทางธุรกิจ กระจายไปยังกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย เพื่อให้คงความสามารถในการทำรายได้และกำไรต่อเนื่อง โดยเฉพาะความสำเร็จในการกระจายไปสู่งานภาครัฐได้เพิ่มขึ้น
          (5) หลังเข้ามาระดมทุน สนับสนุนให้ PROS ให้มีศักยภาพในการรับงานโครงการขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น จึงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก 

          โดยที่ผ่านมาในปี 2563 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 51 ล้านบาท เติบโตกว่า 86.66% จากปี 2562 แสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ มีศักยภาพในการปรับตัวทางธุรกิจให้มีกำไรต่อเนื่อง แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา และแม้ในสถานการณ์โควิด-19 บริษัทฯ ยังสามารถทำกำไรได้เติบโตโดดเด่น โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ บริษัทฯ มีความสามารถในการทำกำไรมาโดยตลอด

 

7. หลังไอพีโอ กลุ่มครอบครัวรัตนแสงสรวง ยังถือหุ้นใหญ่ 34.81%

8.  การขยายฐานลูกค้า หนุน Backlog แข็งแกร่งที่ 2,000 ล้านบาท

          ณ วันที่ 15 มีนาคม 2564 บริษัทฯ เตรียมเข้าร่วมประมูลงาน และมีโครงการที่อยู่ระหว่างประมูลงาน กระจายอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิเช่น อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล อสังหาริมทรัพย์ ห้างสรรพสินค้า และ Data Center รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 17 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมประมาณ 2,694 ล้านบาท 

          โดยในโครงการที่บริษัทเข้าร่วมประมูลดังกล่าวข้างต้น บริษัทเป็นผู้ชนะการประมูลหรือได้รับหนังสือแสดงเจตจำนงการว่าจ้างแล้วจำนวน 7 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมประมาณ 1,229.48 ล้านบาท และมีงานในมือที่ถูกเลื่อนมาจากปีที่แล้วอีกจำนวน 768.31ล้านบาท ดังนั้น ผ่านไปแค่ประมาณ 3 – 4 เดือน ในปี 2564 บริษัทฯ มีงานในมือในมือรวมอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา และคาดจะรับรู้ในปีนี้ราว 60 – 70% ของงานในมือในปัจจุบัน สะท้อนการปรับกลยุทธ์การตลาดสำเร็จ และการขยายงานไปยังภาครัฐบาล ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 3 โครงการของภาครัฐที่กำลังเดินหน้าอยู่ ได้แก่ งานกลุ่มโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัย 

          ด้านการเติบโตในช่วง 3 ปีจากนี้ (ปี 2564 - 2566) วางเป้าหมายรายได้เติบโตสม่ำเสมอประมาณ 10-20% ต่อปี ด้านอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ให้อยู่ที่ระดับ 6-7% ทั้งนี้บริษัทเตรียมเข้าประมูลงานภาครัฐเพิ่มมากขึ้นโดยปีนี้คาดหวังสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็น 20-30% จากปัจจุบันมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย และในอนาคตตั้งเป้ามีสัดส่วนรายได้จากงานภาครัฐไม่เกิน 50%

  

9. นโยบายการถือหุ้นของผู้บริหาร สัดส่วนการติดไซเรนท์ พีเรียด

          กลุ่มครอบครัวรัตนแสงสรวง และผู้ถือหุ้นใหญ่อีก 3 ราย ซึ่งร่วมก่อตั้งบริษัทมาด้วยกัน โดยถือหุ้นเกิน 50% ติดไซเรนท์พีเรียด และไม่มีนโยบายที่จะขายหุ้นออกไป  โดยผู้ถือรายใหญ่ทั้งหมดให้ความมั่นใจนำหุ้นส่วนที่เหลือจากที่ติด Silent มาติด Lock Up ทั้งหมด 

 

**********************************************************************************

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh