ข่าวนี้ที่ 1

คลัง จ่อกู้เงิน 2 แสนลบ. อัดงบลงท้องถิ่นฟื้นศก.

คลัง จ่อกู้เงิน 2 แสนลบ. อัดงบลงท้องถิ่นฟื้นศก.

"สมคิด" สั่งคลังเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงินเบื้องต้น 2 แสนล้านบาท หวังใช้รับมือการแพร่ระบาดโควิด-19 ควบคู่การทำมาตรการกระตุ้นศก. เฟส 3 เน้นยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาท้องถิ่น  ด้าน"ศอฉ." ยังไม่ประกาศเคอร์ฟิว แต่เพิ่มด่านตรวจ-ยกระดับคัดกรองเข้มข้น ส่วน"กรุงเทพมหานคร" สั่งปิดพื้นที่เสี่ยงเพิ่มอีก ครอบคลุมสถานรับเลี้ยงเด็ก พิพิธภัณฑ์ สนามเด็กเล่น และห้องจัดเลี้ยง 

*** คลังจ่อกู้เงิน 2 แสนลบ. ฟื้นศก. รับมือโควิด-19
     นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังได้เตรียมความพร้อมเพื่อออกพ.ร.ก.กู้เงิน ส่วนวงเงินเบื้องต้น 200,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้เงิน 

     “พ.ร.ก.กู้เงินอยู่ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งเขาเตรียมตัวมานานดูความจำเป็น ดูความเหมาะสมของเวลา จำนวน 200,000 ล้านบาทไหม ผมเชื่อว่าไม่มีปัญหา โดยเงินที่ได้จะต้องใช้อะไรเป็นสิ่งสำคัญ ไม่อยากให้เงินกู้ที่กู้มาใช้ที่กระจัดกระจายและไม่เกิดประโยชน์ในระยะยาว”นายสมคิด กล่าว

      ด้านนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเตรียมการ โดยจะต้องพิจารณาถึงการดูแลขีดความสามารถเศรษฐกิจในพื้นที่ เพราะปัญหาเฉพาะหน้าคือการแพร่ระบาดของไวรัส สิ่งที่กระทรวงการคลังต้องการดูแลคือประชาชนทุกกลุ่ม และเอสเอ็มอี
 
    “วันนี้เราต้องจัดงบดูแลเศรษฐกิจด้วย เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป เศรษฐกิจต้องอยู่ในความเข้มแข็งและเพียงพอที่จะเดินหน้าไป หากปล่อยให้ตกไปเลย เมื่อเหตุการณ์ดีขึ้น ซึ่งตอนนี้ตอบไม่ได้ว่าเมื่อไร เศรษฐกิจเราจะยิ่งไม่สามารถเดินไปได้ ดังนั้นเรากำลังดูว่าจะจัดงบอย่างไร เอาไปใช้ทำอะไร”นายอุตตม กล่าว

*** เร่งมาตรการกระตุ้นศก.เฟส 3
     นอกจากนี้ นายสมคิด ยังได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดที่ 3 รวมถึงติดตามมาตรการที่ออกไปก่อนหน้า เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่เริ่มหยุด คนกลับภูมิลำเนา และถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่บ้าน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นที่ออกมาจะต้องเป็นวิธีการพิเศษ เน้นที่ท้องถิ่น หมู่บ้าน

     เบื้องต้นต้องการให้ดำเนินโครงการเกี่ยวกับพระราชดำริ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจชาติ โดยงบประมาณหรือเงินที่หาได้ จะกระจายไปส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในกิจกรรม หรือการสร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่นตัวเอง ให้มีการผลิตและการจ้างงาน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เรื่องการตลาด และที่ผ่านมาได้หารือกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT จัดพื้นที่กระจายสินค้าชุมชน ยึดเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ยกเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแกน

*** ไม่ห่วงจีดีพีติดลบ ชี้เกิดทั่วโลก
    นายสมคิด ยังกล่าวถึงกรณีที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้เป็นติดลบ 5.3% นั้น ในปีที่เกิดต้มย้ำกุ้งเศรษฐกิจติดลบ 10% กว่า คนรวยเจ็บตัว แต่ขณะนี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 เจ็บตัวทั้งคนรวยและคนจน เป็นสถานการณ์ที่ติดลบกันทั่วโลก ไม่เฉพาะประเทศ

         " หวังให้ทุกคนใช้วิกฤติเป็นโอกาส สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ เศรษฐกิจท้องถิ่น เศรษฐกิจภูมิภาค เพราะจุดอ่อนสำคัญ ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ไทยพึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศมากเกินไป เศรษฐกิจภายในอ่อนแอ ไม่สมดุล ดังนั้น หลังจากนี้ไทยจะต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้มากที่สุด" นายสมคิด กล่าว 

*** ยังไม่เคอร์ฟิวสกัดโควิด-19
    นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยว่า การประชุมศูนย์อำนวยการ ศอฉ. เมื่อ 27 มี.ค.63  ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว หรือ การห้ามออกจากบ้านในทุกจังหวัด แต่ล่าสุดเป็นเพียงการยกระดับความเข้มข้นในการยับยั้ง สกัดกั้นเชื้อเท่านั้น  โดยกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพิ่มจุดตรวจเป็น 377 จุด เป็นมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นเพราะเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ใช่สถานการณ์ปกติ

    ขณะที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย รายงานว่า จังหวัดที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก และเสี่ยงสูง จะต้องยกระดับความเข้มข้นทุกมาตรการทั้งมาตรการการสกัดกั้นเชื้อจากนอกพื้นที่ มาตรการยับยั้งการแพร่ระบาด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำ โดยที่จะต้องดำเนินการตามมาตรการเข้มข้น คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ชลบุรี พัทยา ระยอง อุบลราชธานี ส่วนจังหวัดที่ต้องเน้นหนักมาเป็นพิเศษ คือ ชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และภูเก็ต

 *** กทม.ปิดพื้นที่เสี่ยงเพิ่ม
     ร้อยตำรวจเอกพงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร แถลงมาตรการการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ว่า จากการออกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน กรุงเทพฯ ได้ออกคำสั่งใหม่ เป็นคำสั่งที่เปลี่ยนแปลงที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยมีจุดประสงค์ เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ออกโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพฯ ได้พิจารณาอนุโลมสถานที่บางสถานที่ และให้ปิดเพิ่มในบางสถานที่ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป ยกเว้นสถานรับเลี้ยงเด็ก ของรัฐ และเอกชน ยกเว้นในโรงพยาบาล ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม เป็นต้นไป

     สำหรับสถานที่ที่มีคำสั่งปิดเพิ่ม 5 สถานที่ ประกอบด้วย 1.สนามแข่งขัน 2.สนามเด็กเล่น รวมทั้งในสาธารณะ และหมู่บ้าน 3.สถานที่แสดงมหรสพ หรือ สถานที่มีการแสดง การละเล่น สาธารณะ 4.พิพิธภัณฑ์ และ 5.ห้องสมุด และได้ขยายคำสั่งจากเดิมมีผลถึงวันที่ 12 เมษายนนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงให้มีผลถึงวันที่ 30 เมษายนนี้

     นอกจากนี้ คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อกรุงเทพฯ เห็นควรพิจารณาปิดสถานที่ที่ควรปิดเพิ่ม ประกอบด้วย ??1.ห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยงในโรงแรม และสถานที่รับจัดเลี้ยง   ??2.ร้านสนุ๊กเกอร์ ซึ่งในตอนแรกครอบคลุมอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติอาจมีผู้สับสน ว่าร้านสนุ๊กเกอร์เป็นสถานบริการหรือไม่ จึงได้ออกให้ชัดเจน ว่าต้องปิดทั้งหมด  ผลตั้งแต่เวลา 00.01 น.  วันที่ 28 มีนาคมนี้ ??3.สถานที่รับเลี้ยงเด็กของรัฐ เอกชน ยกเว้นในโรงพยาบาล  ให้ปิดในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ?4.คลินิกเวชกรรม ที่เสริมความงาม  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ 

     ?อย่างไรก็ตามได้อนุโลมให้เปิด 3 สถานที่หลัก ดังนี้ 1.สถานที่ที่จัดให้รับประทานอาหารของโรงพยาบาล โดยให้นั่งทานได้ แต่ต้องทำตามที่กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการอย่างเคร่งครัด   เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล 2.ตลาดและตลาดนัด อนุญาตให้ขายดอกไม้เพิ่มเติมได้ เพราะดอกไม้จำเป็นในการใช้ 3.หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจในห้างสรรพสินค้า เช่น ไปรษณีย์ในห้าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในห้าง

*** คมนาคม จัดทำมาตรการคัดกรอง-แผนปฎิบัติการระบบขนส่ง

     นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมการดำเนินมาตรการภาคการขนส่งผู้โดยสารในสถานการณ์ฉุกเฉินของกระทรวงคมนาคม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)  โดยกำหดมีมาตรการคัดกรอง COVID-19 แบ่งเป็น 7 ขั้นตอน ดังนี้

    1. คัดกรองประชาชน ผู้ปฏิบัติงาน ผู้โดยสาร ก่อนเข้าอาคารที่พักผู้โดยสาร 2. คัดกรองผู้โดยสารก่อนเข้าไปในยานพาหนะ 3. คัดกรองผู้โดยสาร ผู้ปฏิบัติงาน ก่อนออกจากอาคารที่พักผู้โดยสาร 4. เมื่อพบผู้มีอาการป่วย ดำเนินการตามระเบียบที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด 5. เว้นระยะห่างในจุดจำหน่ายตั๋ว จัดที่นั่งบนยานพาหนะ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด 6. แนะนำผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัย และแว่นตาตลอดการเดินทาง 7. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลให้กระทรวงคมนาคมทราบทุกวัน

    นอกจากนี้ได้จัดทำแผนปฏิบัติการการจัดการด้านระบบขนส่งภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประกอบด้วย  

    1. การเดินทางด้วยระบบขนส่งทางอากาศ  ให้ กำหนดจุดรอรับการตรวจร่างกาย และจัดทำเครื่องหมายแสดงตำแหน่งการยืนเข้าแถว บริเวณหน้าจุดตรวจค้นผู้โดยสารเปลี่ยนลำระหว่างประเทศไปภายในประเทศ (International to Domestic) และช่องทางเข้าออกเจ้าหน้าที่ (Staff) โดยให้มีระยะห่างเพียงพอ ในระยะ 1 - 2 เมตร เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

    2. การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะทางบก ให้มีมาตรการ Social Distance โดยให้ผู้โดยสารเว้นระยะนั่ง หรือยืนห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร (Social Distancing) เพื่อป้องกันการติดต่อสัมผัส หรือแพร่เชื้อโรคทางฝอยละอองน้ำลาย จัดที่นั่งพักคอยให้มีระยะห่าง 1 เมตร  

    3. การเดินทางด้วยระบบขนส่งทางราง ให้มีมาตรการ Social Distance โดยจัดระยะห่างการยืน 1 - 2 เมตร ในจุดที่ผู้โดยสารต้องยืนต่อคิวรอใช้บริการต่างๆ ได้แก่ การจำหน่ายตั๋วหน้าเคาน์เตอร์ และบริเวณหน้าเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ และบนชานชาลา  รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ได้เพิ่มขบวนรถเสริมให้บริการช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า เพื่อลดความแออัด และ ขอความร่วมมือผู้โดยสารยืนในระยะห่างที่เหมาะสม ขณะใช้ลิฟต์โดยสาร

    4. การเดินทางด้วยระบบขนส่งทางน้ำ  การต่อคิวขึ้น - ลง เรือ เว้นระยะห่าง 2 เมตร และให้เจ้าหน้าที่เร่งระบายผู้โดยสารให้ขึ้น - ลงเรือ เพื่อไม่ให้มีการเกาะกลุ่มหรือร่างกายเบียดเสียดกันโดยไม่จำเป็น

     สำหรับการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด  ให้หน่วยงานที่ให้บริการระบบขนส่งทางรางจัดให้มีการตรวจคัดกรอง และปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด และให้บันทึกข้อมูลผู้โดยสารโดยระบุชื่อ ที่อยู่ ที่พักปัจจุบันหรือภูมิลำเนา และระบุวัตถุประสงค์ในการเดินทาง เพื่อประกอบการซื้อ/จำหน่วย ตั๋วโดยสาร







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด