efin Review

ชำแหละ 4 กองทุนการออม จากนโยบายรัฐฯ

ชำแหละ 4 กองทุนการออม จากนโยบายรัฐฯ

     จากการคาดการณ์ว่าในปี 73 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ทางการกังวลก็คือ ประชาชนมีเงินเพียงพอที่จะใช้ยามเกษียณ หรือไม่ และนี่ก็คงเป็นวัตถุประสงค์สำคัญในการจัดตั้ง กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ที่มีลักษณะคล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ภาคสมัครใจ แต่กบช.จะเป็นกองทุนภาคบังคับ

 

    สำหรับปัจจุบัน พบว่า มีหลายบริษัท หรือแม้แต่ข้าราชการ ก็มีกองทุนไว้ใช้ยามเกษียณอยู่แล้ว หรือหากบริษัทไหนไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ปัจจุบันก็มีประกันสังคมที่ไว้ใช้ในยามเกษียณเช่นเดียวกัน ซึ่งในวันนี้ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมข้อแตกต่างของกองทุนดังกล่าว

 

 

1.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) 

    กองทุนนี้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ รวมถึงเป็นการส่งเสริมการออมของสมาชิก

    โดยปัจจุบันกบข. มีสมาชิกกว่า 1.15 ล้านคน ประกอบด้วย ข้าราชการ 12 ประเภท ประกอบด้วย 1.ข้าราชการพลเรือน 2.ข้าราชการฝ่ายตุลาการ 3.ฝ่ายอัยการ 4.พลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา 5.ข้าราชการครูและบุคลาการทางการศึกษา 6.ข้าราชการรัฐสภาสามัญ 7.ตำรวจ 8.ทหาร 9.ข้าราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 10.ข้าราชการศาลปกครอง 11.ข้าราชการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน 12.ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

 

2.สำนักงานประกันสังคม (สปส.) 

    ถือเป็นกองทุนภาคบังคับสำหรับแรงงานภาคเอกชน และยังเปิดให้แรงงานนอกระบบเข้ามาออมได้แบบสมัครใจ ที่ทุกบริษัทจะต้องมี ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 17 ล้านคน โดยกองทุนประกันสังคมจะมีทั้งหมด 3 มาตรา ประกอบด้วย มาตรา 33 คือแรงงานในระบบ มาตรา 39 แรงงานนอกระบบที่ออกจากมาตรา 33 แล้วแต่อยากส่งเงินต่อ และมาตรา 40 สำหรับแรงงานนอกระบบ หรือ อาชีพอิสระ ที่อยากส่งเงินสมทบ

    สำหรับสวัสดิการ หรือสิทธิประโยชน์ ก็จะมีความแตกต่างกันออกไป แต่ข้อดีของประกันสังคมนั้น นอกจากจะมีเงินไว้ใช้ยามเกษียณแล้ว ยังมีประกันสุขภาพแถมให้อีกด้วย

 

3.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) 
    
    กองทุนดังกล่าวจัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการออมของภาคประชาชน โดยสามารถออมได้ตั้งแต่ขั้นต่ำ 50 บาทต่อปี โดยเริ่มออมได้ตั้งแต่อายุยังน้อยหรือตั้งแต่อายุ 15 ปี แถมภาครัฐยังช่วยออมด้วย โดยปัจจุบันกองทุนดังกล่าวมีสมาชิกมากกว่า 2.4 ล้านคน

 

4.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) 

    กองทุนน้องใหม่ที่ร่างพ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ และร่างคณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ เพิ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาหมาดๆ ซึ่งกองทุนนี้จะเป็นลักษณะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับแก่ลูกจ้างในระบบ ซึ่งยังคงมีอีกหลายขั้นตอนที่ยังต้องผ่าน และไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วฤกษ์คลอดกองทุนนี้จะเริ่มได้ปีไหน


 

สิทธิประโยชน์  

 

 

    ด้านสิทธิประโยชน์ ของแต่ละกองทุน 1.สปส. ที่ประกอบด้วย 3 มาตราจะมีสิทธิประโยชน์ที่มีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งมาตรา 33 จะมีถึง 7 ความคุ้มครอง ทั้งเจ็บป่วย ตาย ว่างงาน คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ทุพลภาพ และชราภาพ ขณะที่มาตรา 39 จะมีทั้งหมด 6 ความคุ้มครอง คือ เจ็บป่วย ตาย ตลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ทุพลภาพ และชราภาพ ด้านมาตรา 40 จะมี 5 ความคุ้มครอง คือ เงินทดแทนขาดรายได้ ทุพลภาพ สงเคราะห์บุตร ตาย ชราภาพ (บำเหน็จ)

    ขณะที่กอช. จะได้รับเงินสมทบจากภาครัฐ คุ้มครองผลตอบแทน และได้รับบำนาญตลอดชีพ ซึ่งจะไม่ค่อยแตกต่างจาก กบข.มากนัก ที่นอกจากจะได้รับเงินสมทบจากภาครัฐ ก็คือการเลือกรับบำเหน็จ หรือบำนาญ เมื่อเกษียณอายุ


 

การลงทุน
 

    สินทรัพย์ในการลงทุนของแต่ละกองนั้น จะมีความแตกต่างกันออกไป โดยส่วนใหญ่ทั้ง 3 กองทุนที่จัดตั้งแล้วจะเน้นการลงทุนไปที่พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตร ธปท. เนื่องจากมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ รองลงมาจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ จากการดูในรายละเอียดจะพบว่า กอช. มีสัดส่วนการฝากเงินกับธนาคารค่อนข้างสูง เนื่องจากมีการคุ้มครองผลตอบแทนของสมาชิกด้วย

 


ผลตอบแทน 

 

 

    ส่วนผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น หากดูจากทั้ง 3 กองทุนจะพบว่า จะได้รับผลตอบแทนตามความเสี่ยงของแต่ละประเภทการลงทุน และจะพบว่า กอช.จะมีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากกว่า เนื่องจากสัดส่วนการลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรรัฐบาล ธปท. และเงินฝากเป็นหลัก

    ขณะที่กบข. และสปส. จะมีการกระจายความเสี่ยง ซึ่งผลตอบแทนก็จะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆด้วย    







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh