efin Review

ที่สุดของตลาดหุ้นไทย

ที่สุดของตลาดหุ้นไทย


ปัจจุบันกระแสการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้รับความสนใจเป็นพิเศษโดยเฉพาะกลุ่มวัยหนุ่ม-สาวที่นิยมเข้ามาลงทุนกันเป็นจำนวนมาก สะท้อนได้จากตัวเลขการเปิดบัญชีหุ้นใหม่ในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับภาวะการลงทุนอย่างต่อเนื่องรวมถึงกับตลาดหุ้นไทยด้วย

 

โดยสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" จึงได้รวบรวมข้อมูล "ที่สุดของตลาดหุ้นไทย" เพื่อให้ผู้ชมและนักลงทุนได้พิจารณาประกอบการตัดสินใจในการลงทุน 

 


 

1.รายได้มากสุด

สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีรายได้มากสุดคงหนีไม่พ้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ยักษ์ใหญ่แห่งวงการพลังงานของไทย ซึ่ง ณ สิ้นปี 63 บริษัทมีการรายงานรายได้รวมกว่า 1,649,690.90 ล้านบาท แม้จะลดลงจากปีก่อนหน้าที่ทำได้ 2,261,039.45 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 แต่ยังถือว่ามากสุดเป็นอันดับ 1 ของตลาดหุ้นไทย


 

2.รายได้น้อยสุด

ส่วนบริษัทที่มีรายได้น้อยสุดคือ บริษัท เวนเจอร์ อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ VI ซึ่ง ณ สิ้นปี 63 บริษัทมีการรายงานรายได้เพียง 25.52 ล้านบาท โดยบริษัทอยู่ในกลุ่มที่ตลท.ได้ประกาศรายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนและอยู่ในช่วงแก้ไขเหตุเพิกถอน (Remedy Stage) หรือดำเนินการให้มีคุณสมบัติเพื่อกลับมาซื้อขาย (Resume Stage) อีกด้วย


 

3.กำไรมากสุด

ด้านบริษัทที่มีกำไรมากสุดยังคงเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เช่นกัน เพราะบริษัทมีการรายงานงบ ณ สิ้นปี 63 พบบริษัทมีกำไรสุทธิกว่า 37,765.81 ล้านบาท ซึ่งแม้กลุ่มธุรกิจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็ยังสามารถสร้างกำไรได้ และถือว่าเป็นบริษัทที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งจริงๆ


 

4.ขาดทุนมากสุด

ส่วนบริษัทที่ขาดทุนมากสุดคือ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI หลังบริษัทมีการรายงานงบ ณ สิ้นปี 63 มีผลขาดทุนกว่า 141,171 ล้านบาท เนื่องจากการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ถาวร,ขาดทุนจากการด้อยค่าตามมาตรฐานบัญชี TFRS9 และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงค่าใช้จ่ายจากการสํารองเงินชดเชยให้แก่พนักงาน


 

5.มาร์เก็ตแคปมากสุด

มาร์เก็ตแคปมากสุด ก็ยังคงเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เช่นเคย เพราะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดของตลาดหุ้นไทย โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ณ วันที่ 16 มี.ค.64 มีมูลค่าสูงถึง 1,163,942.10 ล้านบาท


 

6.มาร์เก็ตแคปน้อยสุด

บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ณ วันที่ 16 มี.ค.64 เหลือ 99.15 ล้านบาท โดยปัจจุบัน GL ถูกตลท.ขึ้นเครื่องหมาย SP และ NP เหตุผู้สอบบัญชีไม่ให้ข้อสรุปต่องบการเงินของบริษัทสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.63 ซึ่งสำนักงานก.ล.ต.อาจสั่งการให้บริษัทแก้ไขงบการเงินได้


 

7.ปันผลมากสุด

บริษัทที่ปันผลมากสุดคือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN โดยอัตราเงินปันผลตอบแทน ณ วันที่ 17 มี.ค.64 อยู่ระดับ 28.11% หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทไฟเขียวการจ่ายเงินปันผลจากผลดำเนินงานปี 63 อัตราหุ้นละ 1.40 บาท ซึ่งบริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 1.00 บาท ในวันที่19 มิ.ย.63 และส่วนที่เหลือจะจ่ายอีกในอัตราหุ้นละ 0.40 บาท


 

8.ผู้ถือหุ้นมากสุด

บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นมากสุดคือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR โดยมีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยกว่า 525,054 ราย (ณ 9 ก.พ.64)  หรือคิดเป็น 24.52% ซึ่งแม้จะเป็นหุ้นน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ถือว่าเป็นหุ้น IPO ที่สร้างประวัติศาสตร์ในหลายๆด้าน

* หมายเหตุ ณ วันที่ปิดสมุดทะเบียนล่าสุด (17 มี.ค.64) ผู้ถือหุ้น OR ลดลงมาอยู่ที่ 406,960 ราย


 

9.ผู้ถือหุ้นน้อยสุด

บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นน้อยสุดคือ บริษัท ไทย เอ็นเนอร์จี สโตเรจ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ 3K-BAT มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยเพียง 312 ราย หรือคิดเป็น 2.10%

 

10.บริษัทที่เก่าแก่ที่สุด

บริษัทที่เก่าแก่ที่สุดคือ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ซึ่งก่อตั้งในปี 2421 และปัจจุบันมีอายุรวมแล้วกว่า 143 ปี โดยผู้ก่อตั้งคือชาวยุโรป 2 ท่าน ท่านแรกเป็นเภสัชกรชาวเยอรมัน ชื่อ แบร์นฮาร์ด กริม อีกท่านเป็นหุ้นส่วนชาวออสเตรีย ชื่อ แอร์วิน มุลเลอร์ ได้เดินทางมายังประเทศไทยและก่อตั้งห้างจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมและเคมีภัณฑ์ขึ้นที่ถนนโอเรียนเต็ล แต่ขณะที่ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่นสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เกิดขึ้นและถูกส่งไปค่ายกักกันในประเทศอินเดีย แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลงในปี2463 จึงกลับมากรุงเทพเพื่อดำเนินกิจการและยังคงถวายงานรับใช้พระบรมวงศานุวงศ์อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันได้ขยายธุรกิจไปยังพลังงานการผลิตไบโอดีเซลและธุรกิจทางด้านไลฟ์สไตล์


 

11.อยู่ในตลาดหุ้นมานานที่สุด

บริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นมานานที่สุดมีจำนวน 8 บริษัท โดยเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นมาตั้งแต่ปี 2518 ซึ่งถือเป็นปีที่เริ่มก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขึ้นมาโดยมีระยะเวลายาวนานเฉลี่ยกว่า 45 ปีแล้ว ได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL,บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP,บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC,บริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) หรือ SUC,บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) หรือ SSC,บริษัท จรุงไทยไวร์แอนด์เคเบิ้ล จำกัด (มหาชน) หรือ CTW

* หมายเหตุ SCC - BBL - BJC - TCAP อยู่มาตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์เปิดการซื้อขาย (30 เม.ย.18) ส่วน SUC - SSC - CTW ตามเข้ามาซื้อขายในปีเดียวกัน   







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh