กลุ่มบริษัทในเครือ ปตท.ทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 และงวด 6 เดือนแรก ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยภาพรวมหลายบริษัทได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ฟื้นตัว รวมถึงปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บางธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากขาดทุนสต๊อกน้ำมัน ต้นทุน และอุปสงค์ที่ชะลอตัว
สำหรับบริษัทหลัก PTT–TOP–IRPC–GGC–PTTGC–PTTEP–GPSC ยังสามารถทำกำไรได้ในช่วงครึ่งปีแรก โดย PTT มีกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.5% ขณะที่ TOP กำไร 27,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 178% และ PTTEP มีกำไร 39,032 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.7% ด้าน PTTGC พลิกกลับมามีกำไร 12,208 ล้านบาทในไตรมาส 2/69 ส่วน IRPC พลิกกำไร 2,921 ล้านบาท และ GGC มีกำไร 351 ล้านบาท
PTT Q2/69 กำไร 5.25 หมื่นลบ. โต 144% รับธุรกิจปิโตรเคมี-กลั่นฟื้น
ปตท. และบริษัทย่อย รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มี EBITDA รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยง 156,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75,757 ล้านบาท หรือ 94.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 80,545 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ซึ่งมี Market GRM ปรับตัวดีขึ้นตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบ ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีมีผลการดำเนินงานดีขึ้นตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ รวมถึงธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและธุรกิจก๊าซฯ ที่มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ปตท.มีขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันประมาณ 21,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 7,200 ล้านบาทใน Q2/2568 ขณะที่ปริมาณขายลดลงจากระดับน้ำมันคงคลังในประเทศที่อยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 52,525 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30,992 ล้านบาท หรือมากกว่า 100% จาก 21,533 ล้านบาทใน Q2/2568 และเพิ่มขึ้น 26,787 ล้านบาท หรือมากกว่า 100% จาก 25,738 ล้านบาทใน Q1/2569 โดยได้แรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนผ่านโครงการ Profit Enhancement อย่างไรก็ตาม ไตรมาสนี้มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ (Non-recurring Items) เป็นขาดทุนประมาณ 1,400 ล้านบาท โดยหลักมาจากการประมาณการค่าใช้จ่ายในการปรับแผนการดำเนินธุรกิจของ GCP ในกลุ่ม GC ขณะที่ครึ่งปีแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33,415 ล้านบาท หรือ 74.5% จาก 44,848 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน และมี EBITDA 272,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 97,136 ล้านบาท หรือ 55.5%
สำหรับฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 3.52 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 252,830 ล้านบาท หรือ 7.7% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากสินค้าคงเหลือ ลูกหนี้การค้า เงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงค้างรับ เงินวางหลักประกัน และที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ขณะที่มีหนี้สินรวม 1.74 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 125,043 ล้านบาท หรือ 7.7% จากการกู้ยืมเงินและเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 127,787 ล้านบาท จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นตามผลการดำเนินงาน รวมถึงผลต่างจากการแปลงค่างบการเงินและการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนของ TOP
TOP Q2/69 กำไร 8,284 ลบ. โต 28% ครึ่งปีแตะ 27,765 ลบ. รับแรงหนุนค่าการกลั่น
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 8,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% YoY** จากกำไร 6,476 ล้านบาทใน Q2/68 แต่ลดลงจากไตรมาส 1/69 จำนวน 11,197 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 8,915 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 30,623 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ปริมาณวัตถุดิบที่เข้าสู่กระบวนการผลิตลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามแผน ส่งผลให้ช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 TOP มีกำไรสุทธิ 27,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 178% YoY
ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ได้แรงหนุนจากค่าการกลั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และดีเซลกับน้ำมันดิบดูไบ จากภาวะอุปทานตึงตัวท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงธุรกิจ LAB และน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่มีกำไรเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม TOP ยังรับรู้ ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 2,933 ล้านบาท** และขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง 6,466 ล้านบาท ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิ.ย. หลังสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซคลี่คลาย ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าสูงกว่าราคาตลาดในช่วงปลายไตรมาส
สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง TOP คาดว่าตลาดยังมีความไม่แน่นอน โดยต้องจับตาความเสี่ยงจากการรับรู้ Stock Loss หากราคาน้ำมันดิบปรับลดลงจากระดับสูงในช่วงที่จัดซื้อล่วงหน้า รวมถึงสภาพคล่องและกระแสเงินสดที่ลดลงจากมาตรการช่วยเหลือประชาชนของภาครัฐ นอกจากนี้ ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่มีแนวโน้มอ่อนตัว อาจกดดันสินค้าคงคลัง ต้นทุนจัดเก็บ และอัตราการผลิต
IRPC Q2/69 กำไร 2,921 ล้าน โต 237% ครึ่งปีแตะ 10,810 ล้าน
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 2,921 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 237% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 2,132 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 10,810 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 3,338 ล้านบาทในปีก่อน โดยรายได้จากการขายสุทธิอยู่ที่ 80,797 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% ตามราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 48% สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบ
สำหรับไตรมาส 2/2569 รายได้และกำไรได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิลดลง 63% หรือ 4,968 ล้านบาท เนื่องจากมี Net Inventory Loss 3,687 ล้านบาท และ EBITDA ลดลง 10,680 ล้านบาท โดยบริษัทคาดว่าแนวโน้มไตรมาส 3/2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอาจอ่อนตัวจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ฟื้นตัวและการเพิ่มกำลังผลิตของ OPEC+ ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมียังเผชิญแรงกดดันจากอุปทานส่วนเกิน
GGC Q2/69 กำไร 351 ลบ. รับแรงหนุน B7 ดันดีมานด์ B100
GGC เผยผลประกอบการไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 351 ล้านบาท พร้อมรายได้จากการขาย 5,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้ช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 448 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ธุรกิจเมทิลเอสเทอร์ (ME) ได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐปรับสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. 69 ส่งผลให้ความต้องการ B100 ในประเทศเพิ่มขึ้น 28% แม้ยังเผชิญความผันผวนของราคาวัตถุดิบ โดยบริษัทบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างใกล้ชิดเพื่อลดความเสี่ยง
ส่วนธุรกิจแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) บริษัทเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการปรับเปลี่ยน Catalyst ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและลดชั่วโมงหยุดซ่อมบำรุง ควบคู่มาตรการควบคุมต้นทุน เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 69 GGC มีสินทรัพย์รวม 11,086 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากสิ้นปี 68 และมีเงินสด รายการเทียบเท่าเงินสด และเงินลงทุนระยะสั้นรวม 2,332 ล้านบาท สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับการลงทุนและการเติบโตในอนาคต
PTTGC Q2/69 พลิกกำไร 1.22 หมื่นลบ. รับราคาปิโตรเคมีพุ่ง
PTTGC เผยผลประกอบการไตรมาส 2/69 พลิกมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 3,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 437% พร้อมมีรายได้จากการขาย 172,388 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปีก่อน และ 17% จากไตรมาสก่อน
ปัจจัยหนุนหลักมาจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ หลังเกิดเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้อุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในตลาดตึงตัว ขณะที่ Adjusted EBITDA อยู่ที่ 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/69
ธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิเมอร์ฟื้นตัวจากราคาเอทิลีนและส่วนต่างราคาโพลีเอทิลีนที่สูงขึ้น ประกอบกับปริมาณขายเพิ่มขึ้นหลังกลับมาเดินเครื่องโรงผลิตโอเลฟินส์หน่วยที่ 4 ได้ตามแผน ส่วนธุรกิจอะโรเมติกส์และปิโตรเคมีขั้นกลางได้แรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับดีขึ้น ขณะที่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษได้ประโยชน์จากการบริหารต้นทุนเชิงรุก
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงกลั่นมีผลประกอบการลดลงจากไตรมาสก่อน จากนโยบายปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นดีเซล ต้นทุน Crude Premium ที่สูงขึ้น และปริมาณขายที่ลดลงจากมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงของภาครัฐ ทั้งนี้ PTTGC ยังคงเดินหน้าปรับ Portfolio ธุรกิจ ควบคู่การควบคุมค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
PTTEP Q2/69 กำไร 2.72 หมื่นลบ. โต 101% ปริมาณขายทำนิวไฮ จ่ายปันผล 4.50 บาท
PTTEP เผยผลประกอบการไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 27,197 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 101% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้ 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 39,032 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.7% โดยไตรมาส 2/69 ปริมาณขายเฉลี่ยทำสถิติสูงสุดของบริษัทที่ 572,882 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 4% จากการเร่งส่งก๊าซธรรมชาติจากโครงการในอ่าวไทย รวมถึงยอดขายน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นจากโครงการเอส 1 และแอลจีเรีย ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 15% อยู่ที่ 52.89 ดอลลาร์/บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ
สำหรับงวด 6 เดือนแรก PTTEP มีรายได้รวม 176,756 ล้านบาท และปริมาณขายเฉลี่ย 563,179 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน จากโครงการในอ่าวไทยและโครงการที่เข้าร่วมลงทุนเพิ่มเติม ขณะที่บริษัทเดินหน้าผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศเต็มศักยภาพประมาณ 2,680 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สูงกว่าปริมาณตามสัญญาที่ราว 2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ พร้อมนำส่งรายได้ให้รัฐกว่า 27,700 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก
GPSC 6 เดือนแรกกำไร 3,538 ลบ. โต 12% จ่ายปันผล 0.55 บาท
GPSC เผยผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 3,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากธุรกิจโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่เติบโตตามความต้องการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำของลูกค้าอุตสาหกรรม ประกอบกับต้นทุนเชื้อเพลิงลดลงและการบริหารเชื้อเพลิงที่หลากหลาย รวมถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีและห้วยเหาะใน สปป.ลาว จากปริมาณน้ำที่อยู่ในระดับดี ขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลงจากการบริหารจัดการทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
ไตรมาส 2/69 GPSC มีกำไรสุทธิ 1,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน โดยได้แรงหนุนจากโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วันที่กลับมาเดินเครื่องเต็มไตรมาส หลังเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุงตามแผน รวมถึงโรงไฟฟ้าโกลว์ ไอพีพี และห้วยเหาะที่มีปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามการเรียกรับไฟฟ้าของ กฟผ. ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าได้รับปัจจัยบวกจาก AEPL ส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์รวม 7,256 เมกะวัตต์ ณ สิ้นไตรมาส 2/69
พลิกขาดทุนรอบ 7 ไตรมาส 1,774.95 ล้านบาท กำไรครึ่งปีแรกต่ำสุดตั้งแต่เข้าตลาดฯ
บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 พลิกขาดทุนสุทธิ 1,774.95 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีกำไร 2,231.80 ล้านบาท และไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ที่มีกำไร 2,414.75 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 เป็นการพลิกขาดทุนในรอบ 7 ไตรมาส โดยตั้งแต่ ขณะที่ตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ขาดไปแล้วก่อนหน้านี้ 3 ไตรมาส คือ ไตรมาส 4/65 ที่ 1,591.05 ล้านบาท, ไตรมาส 4/66 ที่ 816.85 ล้านบาท และไตรีมาส 3/67 ที่ 1,609.82 ล้านบาท
สาเหตุเกิดจาก EBITDA ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 7,047 ล้านบาท (-99.3% QoQ) เหลือเพียง 53 ล้านบาท เพราะกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรและปริมาณจำหน่ายที่ลดลง ทั้งในกลุ่มธุรกิจ Mobility จากตลาดค้าปลีกน้ำมัน และกลุ่มธุรกิจ Global จากฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว
รวมถึงมีประมาณการผลขาดทุนจากการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ (Net Realizable Value: NRV) จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง