ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรมในครึ่งปีแรกปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของทั้ง บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) รวมถึงยอดขายของธุรกิจร้านอาหาร ทั้งยอดขายรวมทุกสาขา (TSS) และ การเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG)
***MINT – ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ฟื้นตัวแกร่งทุกมิติ
ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก รายได้และกำไรสุทธิเติบโต สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในภูมิภาคยุโรป ไทย และ มัลดีฟส์
***ธุรกิจโรงแรม
ความแข็งแกร่งในยุโรป : ได้รับอานิสงส์เต็มที่จากช่วง High Season ในยุโรป โดยเฉพาะในสเปน อิตาลี ยุโรปตอนกลาง และ กลุ่มเบเนลักซ์ จากอุปสงค์การเดินทางพักผ่อน (Leisure Travel) และ การจัดประชุมสัมมนา (MICE / Corporate Travel)
RevPAR และ ADR เพิ่มขึ้น : การบริหารกลยุทธ์ราคาห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ที่เพิ่มขึ้น
การฟื้นตัวของตลาดไทยและมัลดีฟส์ : นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยต่อเนื่อง ขณะที่โรงแรมไทยมีการปรับเพิ่มค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) หลังการรีโนเวท
***ธุรกิจอาหาร
การขยายระบบแฟรนไชส์ : รายได้ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากการขยายสาขาในไทย และ ต่างประเทศ
ผลงานในตลาดต่างประเทศ : ตลาดหลักอย่างจีน สิงคโปร์ และ ออสเตรเลีย ปรับตัวดีขึ้นจากการออกเมนูใหม่ และ จัดโปรโมชันกระตุ้นยอดขาย
***การบริหารจัดการต้นทุน
บริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) อย่างรัดกุม ช่วยรักษาระดับ Core EBITDA Margin ไว้ได้ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ
***CENTEL – โดดเด่นในประเทศ พอร์ตอาหารและโรงแรมขยายตัว
ผลงานครึ่งปีแรกเติบโตแข็งแกร่ง ขับเคลื่อนด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยและมัลดีฟส์ พร้อมการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์
***ธุรกิจโรงแรม
การฟื้นตัวของมัลดีฟส์ : ทั้งโรงแรมเดิมและโรงแรมใหม่ (Centara Mirage Lagoon / Centara Grand Lagoon) มีอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) และ RevPAR เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โรงแรมรีโนเวทเสร็จเปิดให้บริการเต็มที่ : โรงแรมสำคัญในไทย เช่น Centara Grand Mirage Beach Resort Pattaya , Centara Karon Resort Phuket รวมถึงโรงแรมในกรุงเทพฯ และ สมุย ทำผลงานดีขึ้นชัดเจน
***ธุรกิจอาหาร
ขยายสาขาและแบรนด์ใหม่ : TSS เติบโตจากการขยายสาขาของแบรนด์หลัก และ การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการเข้าถือหุ้น 40% ใน Miracle Planet (ผู้ดำเนินธุรกิจ Lucky Suki และ Lucky BBQ)
การบริหารต้นทุน : ปิดสาขาที่ทำกำไรได้น้อย(เช่น Chabuton) และ บริหารจัดการวัตถุดิบได้ดี ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ปรับตัวสูงขึ้น
***รายการพิเศษหนุนกำไร
รับรู้กำไรพิเศษจากการจำหน่ายสินทรัพย์ของกิจการร่วมค้า (Centara Osaka Tokutei Mokuteki Kaisha) ตามกลยุทธ์ Capital Recycling ช่วยดันกำไรสุทธิครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นอย่างมาก
***เปิดมุมมองโบรกฯ หลัง MINT-CENTEL ประกาศงบ
สรุปไฮไลต์ และ มุมมองของแต่ละสำนักวิเคราะห์ สำหรับ MINT หลังประกาศงบไตรมาส 2/69 ดังนี้
บล.พาย (แนะนำ “ซื้อ”ราคาเป้าหมาย 26.50 บาท)
ยอดจอง Q3/26 ดีขึ้น แม้แผนตั้ง REIT จะเลื่อนออกไป แต่ยังมี Catalyst จากกลยุทธ์ Asset-light และ การนำ Minor Food เข้า IPO
บล.เอเซีย พลัส (แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมย 26.50 บาท)
โมเมนตัม ก.ค. ดีขึ้นชัดเจน RevPAR ยุโรป +3-5% YoY และ ไทยโตเลขสองหลักต้นๆ โดยคาดกำไรไตรมาส 4/69 ขยายตัวเด่นสุดตามฤดูกาลท่องเที่ยวไทย
บล.ทรีนีตี้ (แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 35.20 บาท) และ บล.เคจีไอ (แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 30.00 บาท)
คาดกำไรปี 69 ที่ 9.9 พันล้านบาท และ มองครึ่งปีหลังฟื้นตัวดีขึ้น จากเที่ยวบินที่เริ่มกลับสู่ปกติ
ในขณะที่ บล.เคจีไอ ระบุว่า กำไรครึ่งปีหลังฟื้นตัวต่อเนื่องทั้ง HoH และ YoY จาก RevPAR ยุโรป/ไทย ที่โตต่อเนื่อง และ มัลดีฟส์ที่จะกลับมาโตระดับเลขสองหลัก พร้อมคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 1.02 หมื่นล้านบาท (+5% YoY)
สรุปไฮไลต์ และ มุมมองของแต่ละสำนักวิเคราะห์ สำหรับ CENTEL หลังประกาศงบไตรมาส 2/69 ดังนี้
บล.พาย (แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 45.00 บาท)
ยอดจอง Q3/26 สดใส (+7% ถึง +9% YoY) ดูไบเริ่มฟื้นตัว ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2570 ขึ้น 15%-16%
บล.เคจีไอ (แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 48.00 บาท)
มองเชิงบวกต่อครึ่งปีหลัง หลังยอดจอง ก.ค. เร่งตัวเป็นเลขสิบกลางๆ (ไทยโตเลขสองหลัก มัลดีฟส์โตแรงต่อเนื่องกลบดูไบและญี่ปุ่น)โดยคาดกำไรโตทั้ง QoQ และ YoY ในช่วงที่เหลือของปีนี้
บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 42.00 บาท)
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2571 ขึ้น 10–27% แต่ปรับลดคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” เนื่องจากราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกไประดับหนึ่งแล้ว (อิง EV/EBITDA ปี 2569 ที่ 10.4 เท่า)