ประกาศงบออกมาแล้วสำหรับหุ้นที่มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปมากที่สุดของไทยอย่าง “DELTA” หรือบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดยรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 6,075 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 31.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้กำไรครึ่งแรกปีนี้อยู่ที่ 15,155 ล้านบาท หรือโต 49.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 10,117 ล้านบาท
“สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” จึงได้รวบรวมข้อมูลที่สำคัญ อาทิ ผลประกอบการไตรมาส 2 และครึ่งแรกปี 69 ตัวเลขฐานะการเงินที่สำคัญ รวมถึงปัจจัยบวกและปัจจัยลบของ DELTA มาให้ผู้ลงทุนได้พิจารณากัน
โดยปัจจัยหนุนสำคัญงวดไตรมาส 2/69 มาจากยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักในสายธุรกิจเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์และโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศยังคงมีโมเมนตัมการขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะปัจจัยหนุนจากอุปสงค์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งทำให้ยอดขายสินค้าและบริการในไตรมาสนี้อยู่ที่ 65,191 ล้านบาท หรือเติบโตในระดับ 46.5% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และปรับตัวดีขึ้น 6.2% จากไตรมาสที่แล้ว
ขณะที่ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์จากหลายสำนักออกบทวิเคราะห์คาดการณ์กำไร Q2/69 ของ DELTA จะออมาเฉลี่ยระดับ 8,300 – 9,700 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 79 – 109% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 4,629 ล้านบาท
โบรกฯ ชี้ DELTA งบ Q2 ต่ำกว่าคาด เหตุมาร์จิ้นทรุด-ต้นทุนพุ่งจากปัญหาวัตถุดิบ
บล.เคจีไอ ระบุว่า กำไรไตรมาส 2 ต่ำกว่าประมาณการของบริษัทถึง 32% และต่ำกว่าที่ตลาดคาด 33% โดยสาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ลดลงเหลือ 26.8% ต่ำกว่าคาด 3.7 จุดเปอร์เซ็นต์ จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นท่ามกลางภาวะขาดแคลนชิ้นส่วน การตั้งสำรองสินค้าคงคลัง รวมถึง Product Mix ที่อ่อนตัว ขณะเดียวกันค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้นมากถึง 89% จากปีก่อน จากค่า Royalty Fee ที่เร่งตัวขึ้น ส่งผลให้กำไรจากธุรกิจหลักครึ่งปีแรกคิดเป็นเพียง 40% ของประมาณการทั้งปี
ด้าน บล.ลิเบอเรเตอร์ ให้มุมมองสอดคล้องกันว่า กำไรต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอัตรากำไรขั้นต้นหดตัวเหลือ 26.9% จากผลกระทบของราคาวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น การตั้งด้อยค่าสินค้าคงคลังราว 800-1,000 ล้านบาท และต้นทุนจากการหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ขณะที่ค่าใช้จ่ายขาย บริหาร และวิจัยพัฒนาเพิ่มขึ้นถึง 89% จากการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ส่งผลให้ค่า Royalty Fee ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่ายอดขายรวมยังเติบโต 51% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่ม Power Electronics
สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี ทั้งสองโบรกฯ มองว่า อุปสงค์จากธุรกิจ AI และ Data Center ยังแข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไร และอาจนำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไร หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย
โดย บล.เคจีไอ ยังคงคำแนะนำ “ขาย” ให้ราคาเป้าหมาย 245 บาท มองว่าราคาหุ้นซื้อขายที่ PER สูงราว 100 เท่า สะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว ส่วน บล.ลิเบอเรเตอร์ คงคำแนะนำ “ถือ” ให้ราคาเหมาะสม 344 บาท พร้อมระบุว่าระยะสั้นราคาหุ้นมีโอกาสตอบรับเชิงลบจากงบที่ต่ำกว่าคาด และต้องติดตามความคืบหน้าของปัญหาวัตถุดิบในช่วงครึ่งปีหลังอย่างใกล้ชิด