บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS สร้างแรงกระเพื่อมเขย่าวงการตลาดหุ้นไทยและกีฬาครั้งใหญ่ หลังล่าสุดร่วมกับบริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MONO ประกาศดีลประวัติศาสตร์ทุ่มงบกว่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 2,304 ล้านบาท) คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2 สมัยซ้อน (ปี 2026 และ 2030) ของ FIFA แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย พร้อมเตรียมถ่ายทอดสดครบทั้ง 104 แมตช์ผ่านแพลตฟอร์ม Monomax และเปิดให้รับชมฟรีผ่านฟรีทีวีกว่า 40 แมตช์ เพื่อให้แฟนบอลชาวไทยรับชมกันอย่างจุใจ
จากประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้น JAS และ MONO มีแรงซื้อเก็งกำไรกันอย่างคึกคัก นับตั้งแต่มีกระแสข่าวการเจรจากับ FIFA และหลังวันที่ปิดดีลได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามภายใต้การนำทัพของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง “พิชญ์ โพธารามิก” JAS ได้สร้างปรากฏการณ์ชวนอึ้งและสะเทือนทั้งวงการโทรคมนาคม ตลาดทุน และวงการกีฬาของไทยมาอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีหลายเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นและทุกคนจดจำได้ดี
ทั้งนี้ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” จึงรวบรวม 4 เหตุการณ์ที่สำคัญของ JAS ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนในหลายวงการ มาให้ผู้ลงทุนได้พิจารณากัน
1.ทิ้งใบอนุญาตประมูลคลื่นความถี่ 4G มูลค่า 7.56 หมื่นลบ.
ในการประมูลคลื่นความถี่ 4G บนย่าน 900 MHz ในอดีต JAS ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนระดับประเทศด้วยการสู้ราคาอย่างดุเดือดข้ามวันข้ามคืนนานกว่า 30 ชั่วโมง โดยบริษัท แจสโมบาย บรอดแบนด์ จำกัด (บริษัทย่อย) เป็นผู้ชนะการประมูลไปด้วยมูลค่าสูงถึง 75,654 ล้านบาท เอาชนะค่ายมือถือยักษ์ใหญ่เบอร์ต้นๆ ของประเทศ สร้างความฮือฮาให้กับวงการโทรคมนาคมอย่างมาก
แต่ความพีคที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปั่นป่วนจนหุ้นกลุ่มสื่อสารร่วงระเนระนาดเกิดขึ้นในเวลาต่อมา เมื่อ JAS ตัดสินใจประกาศ “ทิ้งใบอนุญาต” ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz. จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และไม่นำเงินงวดแรกมาจ่ายตามกำหนด โดยให้เหตุผลว่าเพราะผู้ประกอบการรายใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศจีน (ซึ่งสนใจร่วมลงทุนในแจสโมบายและได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งของประเทศจีน) ติดข้อจำกัดในเรื่องของระยะเวลาในการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องของประเทศจีน ซึ่งไม่ทันกำหนดระยะเวลา 90 วันตามที่ระบุใบประกาศ กสทช. ส่งผลให้ กสทช.ต้องริบเงินประกันหลักพันล้านบาท ซึ่งเหตุการณ์นี้ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นหนึ่งในบทเรียนราคาแพงที่สุดของวงการโทรคมนาคมไทย
2.อภินิหารหุ้น JTS
ในยุคที่สินทรัพย์ดิจิทัลร้อนแรงถึงขีดสุด บริษัท จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ JTS (บริษัทลูกที่ JAS ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 44.14% ) ได้สร้างปรากฏการณ์หุ้นรถไฟเหาะที่ทำเอานักลงทุนตาค้าง
โดยประกาศลงทุนขุดเหมืองบิทคอยน์ จนทำราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อนแรงภายในระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปี โดยจาก 3 บาท/หุ้น (1 มี.ค.64) สู่ระดับ 552 บาท/หุ้น (19 เม.ย.65) หรือเพิ่มขึ้น 18,300% ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องออกมาเตือนนักลงทุนควบคู่กับการใช้มาตรการกำกับการซื้อขาย (Cash Balance) หลายครั้งและหลายระดับ
3.ตัดขายกิจการ 3BB และ JASIF มูลค่า 3.2 หมื่นลบ. ให้ ADVANC
หลังจากปั้นแบรนด์อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงอย่าง 3BB จนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดที่มีฐานผู้ใช้งานเหนียวแน่น JAS ก็ตัดสินใจหักพวงมาลัยทางธุรกิจครั้งสำคัญ ด้วยการขายหุ้นทั้งหมดใน 3BB รวมถึงหน่วยลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (JASIF) ให้กับกลุ่ม ADVANC (AIS) ด้วยมูลค่ารวมสูงถึง 32,000 ล้านบาท
การยอมปล่อย “มือโปร” ด้านโครงข่ายในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ JAS ได้รับกระแสเงินสดก้อนโตกลับมาตุนไว้ในกระเป๋า แต่ยังเป็นดีลที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ของวงการอินเทอร์เน็ตบ้านไทยอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ AIS ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในประเทศทันทีด้วยยอดผู้ใช้งานเกือบ 5 ล้านราย
4.ประกาศคว้าลิขสิทธิ์ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก-เอฟเอคัพ 6 ฤดูกาล
เมื่อไม่มีโครงข่ายเน็ตบ้านเป็นของตัวเอง ยุทธศาสตร์ใหม่ของ JAS จึงพุ่งเป้าไปที่การเป็น Content Provider หรือผู้ให้บริการคอนเทนต์ระดับพรีเมียมอย่างเต็มตัว โดยเล็งเห็นว่า “คอนเทนต์กีฬา” คือแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินที่ดีที่สุด
โดยช่วงปลายปี 67 ประกาศคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก และเอฟเอ คัพ ของประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 6 ฤดูกาล ซึ่งลิขสิทธิ์ครอบคลุมทั้งประเทศไทย สปป.ลาว และกัมพูชา โดยมีมูลค่าราคาประมูลกว่า 19,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามตลอด 10 ปีที่ผ่านมา JAS พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นบริษัทที่ “กล้าได้กล้าเสีย” และพร้อมปรับตัวตามเทรนด์โลก จากอดีตที่เน้นสร้าง โครงสร้างพื้นฐานสู่การเป็นเจ้าพ่อคอนเทนต์กีฬา ซึ่งการขยับตัวในสมรภูมิลิขสิทธิ์ฟุตบอลระดับโลกครั้งนี้ จะช่วยดันให้ฐานสมาชิกและราคาหุ้นของกลุ่มเติบโตอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่คนในตลาดทุนต้องจับตากันต่อไป