efin Review

เปิดกลยุทธ์ลงทุน 4 สินทรัพย์ รับมือทิศทาง "ขาลง"

เปิดกลยุทธ์ลงทุน 4 สินทรัพย์ รับมือทิศทาง

          การลงทุนแทบทุกสินทรัพย์ในช่วงนี้ถือว่าเป็นทิศทางขาลงอย่างชัดเจนในเกือบทุกผลิตภัณฑ์ เพราะมีความอ่อนไหวต่อข่าวสารที่เกิดขึ้น ทั้งการประชุมนโยบายทางการเงินของธนาคารทั่วโลก รวมถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ก็ยังถือเป็นอีกปัจจัยหลักที่กดดันไปทุกวงการลงทุน

          “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ได้ทำการรวบรวมสำรวจ 4 สินทรัพย์ยอดฮิตของนักลงทุน ประกอบด้วย ดัชนีหุ้นไทย ทองคำ น้ำมัน และค่าเงินบาท ว่าปรับตัวลดลงแค่ไหนเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดที่เคยทำมา และนักวิเคราะห์ชั้นนำ ได้ประเมินแนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนควรเป็นทางไหน


          ***หุ้นไทยยัง Sideway Down มองแนวรับ 1,475-1,450 จุด

          สำหรับตลาดหุ้นไทย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย มีมุมมองว่า น้ำหนักจากต่างประเทศจะมีผลทำให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสแกว่งตัวลง (Sideway Down) และมีปรับฐานต่ำ 1,500 จุด เนื่องจากไทยมีสัดส่วนในกลุ่ม Value Stock เช่น กลุ่มพลังงานมีสัดส่วน 21% ของมาร์เก็ตแคป คาดว่าจะถูกกดดันตามราคาพลังงานที่ปรับลง โดยประเมินแนวรับที่ 1,475-1,525 จุด

          ด้านคำแนะนำ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำยังแนะนำไม่เพิ่มพอร์ตการลงทุน และถือเงินสดในช่วงครึ่งแรกของเดือน ก.ค. นี้ โดยให้ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ หลังวันที่ 13 ก.ค. จะปลอดภัยกว่า

          ขณะที่ บล.ทิสโก้ มองว่า ทิศทางของตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนในไตรมาส 3/65 และ อิงทาง Sideway Down โดยปัจจัยที่กดดันหลักยังเป็นเรื่องเงินเฟ้อของสหรัฐ นโยบายการเงินที่เข้มงวด โดยเฉพาะการขึ้นดอกเบี้ยรวมถึงของไทยด้วย ขณะที่ไตรมาส 4/65 จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวได้ โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อถึงจุดพีคในไตรมาส 3 ซึ่งเมื่อผ่านจุดนั้นจะทำให้นโยบายการเงินของเฟดจะไม่ได้เร่งตัวขึ้นมากโดยประเมินแนวรับที่ 1,500-1,520 จุด แต่หากสถานการณ์ยังไม่ดีทั้งในเรื่องเงินเฟ้อยังคงแรงขึ้น เงินบาทยังอ่อนค่า ประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,450 จุด ขณะที่แนวต้านประเมินที่ 1,650-1,680 จุด


          ***YLG มองนโยบายการเงินเฟด จุดสำคัญกดดันทอง

          นางสาวเบญจมา มาอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล (YLG) จำกัด มองว่า ภาพรวมทองคำมีมุมมองเชิงลบชัดเจน แม้จะเกิดการดีดตัวในระยะสั้น แต่ยังให้น้ำหนักการดีดตัวขึ้นเพื่อลงต่อ โดยปัจจัยที่ทำให้ทองคำยังถูกกดดันในแง่ของพื้นฐาน คือ เฟด ยังคงยืนยันเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ค. นี้ ทำให้ดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าต่อ ดังนั้นทองคำยังมีโอกาสดีดตัวขึ้นจำกัด และมีโอกาสปรับตัวลงต่อ

          ขณะที่ในช่วงไตรมาส 4/65 จะเป็นไตรมาสที่นักลงทุนคงติดตามดูเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฟดเองอาจจะรอดูตัวเลขเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ ว่าจีดีพีจะขยายตัวหรือไม่ หรือยังหดตัวต่อเนื่อง รวมถึงเงินเฟ้อจะอ่อนตัวลงมาบ้างหรือไม่ ทั้งนี้ ทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง ขึ้นอยู่กับ เฟดจะยังคงขึ้นดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าว หรือ เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยและชะลอความแข็งกร้าว หรือ เฟดอาจจะมีการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยก่อนหรือไม่ ทั้งนี้หากเฟดยังคงเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย โอกาสที่จะทองคำจะปรับตัวลงต่อก็มี

          อย่างไรก็ตามในทางกลับกัน หากเฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หรือ ขึ้นดอกเบี้ยแต่ขึ้นน้อยลงหรือหากเศรษฐกิจเลวร้าย และเข้าสู่ภาวะถดถอยจริง และทำให้นโยบายการเงินปรับทิศทาง คือ จากคุมเข้มเป็นผ่อนคลาย อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ทองคำฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดได้

          โดยมองกรอบราคาทองคำแนวรับ 1,676-1,650 เหรียญต่อออนซ์ ส่วนกรอบบน ให้อยู่ที่ 2,069-2,075 เหรียญต่อออนซ์ โดยครึ่งปีหลังของปีนี้ แนะนำนักลงทุนที่มีทองอยู่เยอะ อาจจะใช้จังหวะการดีดตัวของทองคำเป็นจุดในการขาย ส่วนคนที่รอซื้อใช้วิธีการแบ่งไม้ หรือการทยอยเข้าซื้อ


          ***น้ำมันยังลงต่อ เฉลี่ยทั้งปี 65 อยู่ที่ 100 เหรียญฯต่อบาร์เรล

          บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส มีมุมมองว่า ราคาน้ำมันยังคงเดินหน้าปิดปรับตัวลดลงต่อเนื่องทำระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 เดือน สะท้อนความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะถดถอยรวมถึงการที่จีนมีแนวโน้มกลับมาล๊อคดาวน์เมืองสำคัญ จากสถาการณ์โควิดในประเทศจีนที่มีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ความต้องการใช้น้ำมันอาจปรับตัวลดลง

          อย่างไรก็ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันถือว่าอยู่ในความคาดหมายของฝ่ายวิจัยที่กำหนดสมมติฐานให้ความร้อนแรงของราคาน้ำมันจะเริ่มผ่อนคลายลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากการปรับตัวของ demand และ supply ที่จะค่อยๆเข้ามาสู่ภาวะสมดุล

          ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยกำหนดสมมติฐานให้ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงดูไบเฉลี่ยทั้งปี 65 อยู่ที่ 100 เหรียญฯต่อบาร์เรล (YTD เฉลี่ยอยู่ราว 101.3 เหรียญฯต่อบาร์เรล) และจะลดลงในปี 66 มาอยู่ราว 90 เหรียญฯต่อบาร์เรล และตั้งแต่ปี 67 อยู่ที่ 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล


          ***KTB-KBANK ชี้บาทอาจอ่อนแตะ 36.40-36.50 บ./ดอลล์

          นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาท การแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่ามากกว่าที่คาดไว้ ซึ่งมองว่า หากตลาดยังคงกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจหลักถดถอย โดยเฉพาะในฝั่งยุโรป อีกทั้ง ECB ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเร่งขึ้นดอกเบี้ยคล้ายกับเฟด ก็อาจจะยังเป็นปัจจัยที่หนุนเงินดอลลาร์และกดดันเงินบาทให้อ่อนค่าต่อได้ในระยะนี้ได้ แต่คงมุมมองเดิมว่า จุดกลับตัวของเงินดอลลาร์อาจเกิดขึ้นในช่วงการประชุมเฟดปลายเดือนนี้ หากเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรง

          อย่างไรก็ดี แม้จะยังมองว่ามีโอกาสที่เงินบาทจะเริ่มกลับตัวมาแข็งค่าได้ แต่ต้องระวังความเสี่ยงที่ทางการจีนกลับมาใช้มาตรการ Lockdown อีกครั้ง หลังเริ่มมีรายงานยอดผู้ติดเชื้อในจีนเพิ่มขึ้น ซึ่งหากภาพดังกล่าวเกิดขึ้นจริงก็อาจยิ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างเทขายสินทรัพย์ฝั่ง EM Asia กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าแตะแนวต้านถัดไปที่ 36.50 บาทต่อดอลลาร์ได้

          ด้านางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า บาทในช่วงนี้ค่อนข้างผันผวน แต่ในระยะสั้นมีแรงกดดันด้านอ่อนชัดเจน โดยมีปัจจัยจากเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่มองในระยะข้างหน้า ปัจจัยเรื่องของเศรษฐกิจ หากเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวจะช่วยซัพพอร์ตเศรษฐกิจให้กลับมาได้ดีขึ้น ในช่วงเวลานั้นแรงกดดันที่มีต่อค่าเงินบาทจะน้อยลง ขณะที่มุมมองในระยะยาวอยู่ระหว่างทบทวนตัวเลขกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอีกครั้ง

          สำหรับในระยะใกล้ ยังคงมองในทิศทางอ่อนค่า โดยอยู่ที่ประมารณ 36.40 บาทต่อดอลลาร์







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh