efin Review

ส่องหุ้น 5 กลุ่ม รับผลกระทบราคาพลังงานแพง

ส่องหุ้น 5 กลุ่ม รับผลกระทบราคาพลังงานแพง

    ปัจจุบันสถานการณ์การสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังยืดเยื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางด้านราคาพลังงานโลกให้ดีดตัวพุ่งขึ้นในระดับสูง

    โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบได้เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงที่สุดในรอบ 13 ปี หลังราคาดิบสัญญาเวสต์เท็กซัส (WTI) ซื้อขายเดือน เม.ย. ได้เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 127.07 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 10% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสัญญาเบรนท์ ซื้อขายเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 130.29 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 9% ส่วนแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติและราคาถ่านหินก็พุ่งทะยานตามมาติดๆ 

     ทางสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" จึงได้รวบรวมหุ้นที่ได้ผลกระทบ จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น จากมุมมองของนักวิเคราะห์ชั้นนำ ซึ่งได้หุ้นมา 5 กลุ่มดังนี้ 

 

 
*** บล.โนมูระฯ เปิดโผกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบ

    นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่าจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวพุ่งแรงจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า,สายการบิน,อสังหาริมทรัพย์,รับเหมาก่อสร้าง,ไฟแนนซ์,ชิ้นส่วนยานยนต์,นิคมอุตสาหกรรม,ร้านอาหาร,เกษตรและอาหาร และอิเล็กทรอนิกส์

    โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านลบโดยตรง มี 2 กลุ่ม คือกลุ่มโรงไฟฟ้าและสายการบิน ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านลบทางอ้อมจากการที่อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบกับต้นของวัตุดิบสินค้า ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์,รับเหมาก่อสร้าง,ไฟแนนซ์,ชิ้นส่วนยานยนต์,นิคมอุตสาหกรรม,ร้านอาหาร,เกษตรและอาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัดคือ การแพทย์ (Healthcare), ไอซีที,ธนาคารพาณิชย์ และโรงแรม

 

*** ส่อง 12 หุ้นที่ได้รับผลกระทบมากสุด

    ส่วนหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดนั้น พบว่าอยู่ใน 5 กลุ่มหลักๆ คือ1.กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ DELTA,KCE,HANA 2.กลุ่มโรงไฟฟ้า อาทิ GPSC และBGRIM,3.กลุ่มสายการบิน อาทิ AAV และ BA,4.กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อาทิ CK,STEC,ITD และ5.กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ อาทิ SAT และ STANLY

 

*** ชูหุ้น 4 กลุ่ม ฝ่ากระแสน้ำมันดิบพุ่ง

    ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านบวกโดยตรงคือกลุ่มพลังงาน โดยภาพรวมได้อัตรากำไรของธุรกิจต้นน้ำและstock gain ของโรงกลั่นหนุน ซึ่งเพียงพอชดเชยผลกระทบ spread ปิโตรเคมีที่ลดลงได้ และหนุนประมานการณ์กำไรที่จะเพิ่มขึ้นราว 3.2%

    อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้นที่สามารถลงทุนฝ่ากระแสน้ำมันดิบสูงได้แนะนำ 1. กลุ่มโรงกลั่น โดยได้ประโยชน์จาก stock gain โดยมี BCP เด่นสุดจากทั้ง stock gain และธุรกิจ E&P ที่ได้ประโยชน์จาก ASP ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งชดเชยธุรกิจการตลาดที่ค่าการตลาดถูกกระทบ และมี TOP เด่นรองลงมา,2. BCPG เพราะไม่ได้รับผลกระทบน้ำมันสูง จากต้นทุนหลักมาจากค่าเสื่อมราคาของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ในขณะที่ราคาขายไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ PER ถูกเพียง 13X

    3.กลุ่มธนาคารและประกัน ได้แรงหนุนจากเงินเฟ้อที่สูงตามราคาน้ำมัน หนุนวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น KBANK, SCB, BLA เด่น และ 4.กลุ่มสื่อสาร ซึ่งได้รับผลกระทบน้อย แต่ด้วยภาพของกลุ่มที่ Valuation ถูกและปันผลสูง จึงเป็น Value Stock ที่จะ Outperform ตลาด จึงแนะนำ ADVANC


 

*** บล.เอเซีย พลัส คาด 3 หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้ารับผลกระทบเต็มๆ

    นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่าคาดว่าหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าบางรายจะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมากที่สุด โดยเฉพาะโรงไฟฟ้ารูปแบบ SPP ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากราคาต้นทุนเชื้อเพลิงทั้งก๊าซธรรมชาติ (LNG) และราคาถ่านหินที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นสอดคล้องกับทิศทางราคาน้ำมันโดยคาดว่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าวที่จะได้ผลกระทบมากสุดคือ GPSC,BGRIM และ BPP

    โดยสำหรับ GPSC พบว่าการขายไฟให้กับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม (IU) สัดส่วนกว่า 50-60% ซึ่งในส่วนของต้นทุนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้ามีทั้งที่ใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ถัดมา BGRIM พบว่ามีลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมราว 23% และต้นทุนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติ และBPP คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศจีนทั้ง 3 แห่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 23% ของโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วของบริษัทในปัจจุบัน







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh