efin Review

จับตาแบงก์เคาะปันผลปี 64 ลุ้น SCB-TISCO จ่าย 6.80-7 บาท/หุ้น

จับตาแบงก์เคาะปันผลปี 64 ลุ้น SCB-TISCO จ่าย 6.80-7 บาท/หุ้น

      จับตากลุ่มแบงก์เตรียมเคาะจ่ายปันผลงวดผลประกอบการปี 64 หลัง ธปท.ไฟเขียวผ่อนเกณฑ์ SCB มีลุ้นจ่ายปันผลเด่นสุด 7 บาท ตามด้วย TISCO ที่ 6.80 บาท จับตางบไตรมาส 4/64 ทำกำไรรวมทั้งกลุ่ม 3.67 หมื่นล้านบาท

  ช่วงนี้กำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลประกาศงบไตรมาส 4/64 และงบทั้งปี 64 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ หลังจากนั้นจะเข้าสู่เทศกาลประกาศจ่ายปันผลรอบผลประกอบการปี 64 สำนักข่าว"อีไฟแนนซ์ไทย" จึงรวบรวมคาดการณ์เงินปันผลของธนาคารแต่ละแห่ง เพื่อใช้เป็นข้อมูลให้นักลงทุนประกอบการตัดสินใจลงทุน

 

*** SCB นำทัพจ่ายปันผลแจ่มสุด

  นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า ธนาคารที่จะมีการจ่ายปันผลสูงสุดในงบปี 64 ยังเป็น ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCB โดยรวมการจ่ายปันผลพิเศษเข้ามาเพิ่มเติม หลังปรับโครงสร้างภายในของ SCB

        สำหรับคาดการณ์ธนาคารจ่ายปันผลปี 64 เป็นดังนี้

  - SCB คาดจะจ่ายปันผลปี 64 ที่ 7 บาทต่อหุ้น ซึ่งได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 1.43 บาทต่อหุ้น คงเหลือปันผลที่จะจ่าย 5.57 บาทต่อหุ้น

  - บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ TISCO จะจ่ายปันผลปี 64 ที่ 6.80 บาทต่อหุ้น

  - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BBL จะจ่ายปันผลปี 64 ที่ 4.80 บาทต่อหุ้น ซึ่งได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 1 บาทต่อหุ้น คงเหลือปันผลจ่าย 3.80 บาทต่อหุ้น

  - ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK จะจ่ายปันผลปี 64 ที่ 4.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.5 บาทต่อหุ้น คงเหลือปันผลจ่าย 4 บาทต่อหุ้น

  - ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด(มหาชน) หรือ KKP จะจ่ายปันผลปี 64 ที่ 2.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.75 บาทต่อหุ้น คงเหลือปันผลจ่าย 1.75 บาทต่อหุ้น

  - ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KTB จะจ่ายปันผลปี 64 ที่ 0.50 บาทต่อหุ้น

  - ธนาคาร ทีเอ็มบีธนชาต จำกัด(มหาชน) หรือ TTB จะจ่ายปันผลปี 64 ที่ 0.04 บาทต่อหุ้น

*** หยวนต้า มอง TISCO แชมป์จ่ายปันผล

  นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” มองว่า TISCO จะจ่ายปันผลปี 64 มากสุดที่ 6.59 บาท ส่วน SCB จะจ่ายปันผลปี 64 ที่ 5 บาทต่อหุ้น ซึ่งได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 1.43 บาทต่อหุ้น โดยคงเหลือจ่ายปันผลครึ่งปีหลังอีก 3.57 บาทต่อหุ้น

 BBL จะจ่ายปันผลปี 64 ที่ 5.41 บาทต่อหุ้น ซึ่งได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 1 บาทต่อหุ้น โดยคงเหลือจ่ายปันผลครึ่งปีหลังอีก 4.41 บาทต่อหุ้น KBANK จะจ่ายปันผลปี 64 ที่ 4 บาทต่อหุ้น ซึ่งได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.50 บาทต่อหุ้น โดยคงเหลือจ่ายปันผลครึ่งปีหลังอีก 3.50 บาทต่อหุ้น KKP จะจ่ายปันผลปี 64 ที่ 3.36 บาทต่อหุ้น ซึ่งได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.75 บาทต่อหุ้น โดยคงเหลือจ่ายปันผลครึ่งปีหลังอีก 2.61 บาทต่อหุ้น KTB จะจ่ายปันผลปี 64 ที่ 0.36 บาทต่อหุ้น และ TTB จะจ่ายปันผลปี 64 ที่ 0.04 บาทต่อหุ้น

*** คาด Q4/64 กลุ่มแบงก์กำไร 3.67 หมื่นลบ.

  นายตฤณ ยังคาดการณ์ว่า กำไรไตรมาส 4/64 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ฟื้นตัว สอดคล้องกับกิจกรรมเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น โดยคาดกำไรของกลุ่มโต 30.7%YoY และ 5.6%QoQ หนุนจากการตั้งสำรอง และ รายได้ค่าธรรมเนียม ภายใต้กลุ่มธนาคารภายใต้ Coverage ทั้ง 7 แห่ง คิดเป็นเม็ดเงินกำไรอยู่ที่ 36,753 ล้านบาท จากฐานที่ต่ำในปีก่อน เพราะหลายธนาคารมีการเร่งตั้งสำรองจำนวนมากเพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 รวมทั้งธนาคารใหญ่อย่าง BBL มีการตั้งค่าใช้จ่ายล่วงหน้าในโครงการลงทุนด้าน IT และ ค่าใช้จ่ายของ Permata เข้ามาล่วงหน้า

  อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับไตรมาส 3/64 คาดกำไรโต 5.6% QoQ หนุนจากการขยายสินเชื่อที่เร่งตัวขึ้น หลังภาครัฐฯ คลาย Lockdown ทำให้ธนาคารมีลูกค้ามาขอสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่เริ่มเห็นการฟื้นตัวของสินเชื่อ บัตรเครดิต และ สินเชื่อส่วนบุคคล

*** BBL กำไรโตเด่นสุดจากไตรมาสก่อน หลังสำรองลดลง

  บล.หยวนต้า ยังคาดการณ์ว่า ธนาคารขนาดใหญ่จะมีผลดำเนินงานดีกว่าธนาคารขนาดกลาง และ ขนาดเล็ก โดยประเมินว่า BBL จะมีคาดกำไร 7,467 ล้านบาท +8.1%QoQ ,+211.4%YoY โดยโตเด่นสุดในกลุ่ม ซึ่งหนุนจากการตั้งสำรองที่ลดลงมากกว่าธนาคารอื่น เนื่องจากพอร์ตลูกหนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบริษัทที่มีความเสี่ยงต่ำ และมี Coverage Ratio สูงราว 200% ทำให้คาดจะเห็นการผ่อนคลาย Credit Cost ลง อีกทั้ง จากการตั้งค่าใช้จ่ายลงทุนด้าน IT ครั้งใหญ่ในปีก่อน ทำให้คาด OPEX ไม่เร่งตัวขึ้นมากในไตรมาส 4/64

  รองลงมา คือ KTB โดยคาดกำไร 5,416 ล้านบาท +7.2%QoQ, +56.9%YoY หลังสินเชื่อขยายตัวได้ดีกว่าอุตสาหกรรม หนุนด้วยสินเชื่อภาครัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้น บวกกับบริษัทเริ่มขยายสินเชื่อในกลุ่ม High Yield ผ่านทาง Digital Platform มากขึ้น นอกจากนี้ ด้วยพอร์ตสินเชื่อที่มีฐานลูกค้าราชการ และ พนักงานรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก ทำให้คาดจะเริ่มทยอยปรับลด Credit Cost ลงได้ในช่วงที่ความเสี่ยงโดยรวมต่ำลง

  ส่วน SCB คาดกำไร 9,234 ล้านบาท + 4.7%QoQ, +86%YoY และ KBANK คาดกำไร 9,209 ล้านบาท +6.7%QoQ, -30.5%YoY ยังมีภาพที่ฟื้นตัวดีขึ้นจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่ฟื้นตัวได้ดี และ การตั้งสำรองที่ชะลอลง แต่คาดไม่ลดลงมากเท่ากับ BBL และ KTB เนื่องจากพอร์ตของ SCB และ KBANK มีสัดส่วนของ SME ซึ่งฟื้น ตัวได้ช้ากว่ากลุ่มอื่นเป็นสัดส่วนที่สูงกว่า อีกทั้ง คาดจะถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ปรับตัวขึ้นสูงในไตรมาส 4/64 ตามผลของ Seasonal

*** TTB กำไรเด่นสุดในกลุ่มแบงก์กลาง-เล็ก

  สำหรับธนาคารขนาดกลาง และ ขนาดเล็ก มองว่าการเติบโตในไตรมาส 4/64 จะไม่เด่นเท่าธนาคารใหญ่ โดย TTB คาดกำไร 2,429 ล้านบาท +3%QoQ, +96.7%YoY และ TISCO คาดกำไร 1,608 ล้านบาท +3%QoQ, -1.7%YoY แม้คาดได้อานิสงค์จากการตั้งสำรองที่ต่ำลง และ รายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวขึ้น แต่ยังมีปัจจัยกดดัน นั้น คือ TTB จะมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายในการ Rebranding ที่จะรับรู้เข้ามาในช่วงปลายปี ส่วน TISCO คาดพอร์ตสินเชื่อปรับตัวลงราว 4%QoQ

  ขณะที่ KKP คาดกำไร 1,391 ล้านบาท -5.9%QoQ, +17.5%YoY จากฐานที่สูงในไตรมาส 3/64 ซึ่งรับรู้รายได้จากเงินปันผลจำนวนมากตามกระบวนการเลิกกองทุน SPF แต่ในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยและ รายได้ค่าธรรมเนียมยังปรับตัวขึ้นได้ดี

*** ลุ้นกำไรฟื้นต่อเนื่องในปี 65

  ทั้งนี้ ยังคงน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร “มากกว่าตลาด” เนื่องจากคาดผลดำเนินงานฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4/64 ต่อเนื่องไปจนปี 65 รับผลบวกจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่น้อยลงจากปีก่อน ทำให้คาดจะเห็นการเร่งปล่อยสินเชื่อใหม่ในกลุ่ม High Yield บวกกับการฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียม และการทยอยผ่อนคลายการตั้งสำรอง ขณะที่การบริหารจัดการหนี้เสียของธนาคารมีประสิทธิภาพดี ทำให้การเพิ่มขึ้นของ NPL เป็นไปแบบช้า ๆ อีกทั้ง มีมาตรการผ่อนปรนของ ธปท. มาช่วยกระตุ้นให้เกิดการปรับโครงสร้างลูกหนี้กลุ่มเสี่ยงมากขึ้น

  หุ้นแนะนำชอบหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาวหลังผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 บรรเทาลง เลือก KBANK(ราคาเป้าหมาย 180 บาท) และ SCB(ราคาเป้าหมาย 154 บาท) เป็น Top Pick ของกลุ่ม เนื่องจากคาดทั้ง 2 บริษัทจะมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังขยายธุรกิจในฝั่ง Digital มากขึ้น รวมทั้งมี Upside Risk จากการลงทุนใน Fintech ต่าง ๆ ที่มีโอกาสสร้างการเติบโตใหม่ๆ ให้กับธนาคารได้ในอนาคต และ สำหรับนักลงทุนที่ชอบเงินปันผล แนะนำ TISCO เนื่องจากเป็นธนาคารที่จ่ายปันผลปีละ 1 ครั้ง คาดให้ Div.Yield สูงราว 6.7%
 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh